ยุทธศาสตร์การค้าของสหรัฐต่อเอเชีย ปี 2010
ตีพิมพ์ในสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ปีที่ 57 ฉบับที่ 39 วันศุกร์ที่ 18 - วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2553
เมื่อเร็วๆ นี้ Ron Kirk ผู้แทนการค้าของสหรัฐ หรือ USTR ได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม U.S.- Asia Pacific Council ครั้งที่ 7 ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี โดยมีหัวข้อเป็นภาษาอังกฤษว่า “U.S. – Asia Pacific Relations : Transition in the New Era” เนื้อหาของสุนทรพจน์เป็นการประกาศยุทธศาสตร์การค้าของสหรัฐต่อภูมิภาคล่าสุด คอลัมน์โลกทรรศน์ในวันนี้ จะสรุปและวิเคราะห์สุนทรพจน์ดังกล่าว ดังนี้
ยุทธศาสตร์การค้าของรัฐบาลโอบามา
ในตอนต้นของสุนทรพจน์ Kirk ได้ฉายภาพให้เห็นถึงยุทธศาสตร์และนโยบายการค้าในภาพใหญ่ของรัฐบาลโอบามา
เมื่อ 2 -3 เดือนที่แล้ว ประธานาธิบดีโอบามาได้ผลักดันแนวนโยบายในการขยายการค้า โดยมีการลงนามในเอกสารที่มีชื่อว่า National Export Initiative ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่เคยทำมาก่อน โดยจะมีการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรลุเป้าหมายที่จะเพิ่มการส่งออกของสหรัฐให้เป็นสองเท่าภายในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยสำนักงานผู้แทนการค้าของสหรัฐ หรือ USTR ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการเพื่อแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
Kirk ได้อ้างตัวเลขว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2009 การส่งออกของสหรัฐได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ
ยุทธศาสตร์การค้าต่อเอเชีย
ต่อมา ในสุนทรพจน์ได้กล่าวให้เห็นถึงยุทธศาสตร์การค้าของสหรัฐต่อเอเชีย โดยได้บอกว่า เมื่อปีที่แล้ว ตอนที่โอบามาเดินทางมาเยือนเอเชียเป็นครั้งแรก โอบามาได้เน้นว่า สหรัฐเป็นประเทศแปซิฟิค หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Pacific Nation และโอบามาได้ผลักดันวาระที่จะรื้อฟื้นการเป็นผู้นำของสหรัฐในภูมิภาค
สำหรับในด้านการค้านั้น Kirk ได้กล่าวอ้างตัวเลขว่า กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกของสหรัฐ ได้ส่งออกมายังภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค
ได้มีการคาดการณ์กันว่า ในทศวรรษหน้า การเจริญเติบโตในการค้าขายและการบริโภคจะมากระจุกตัวอยู่ที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออก ดังนั้น สหรัฐจะต้องทำให้นักธุรกิจและแรงงานสหรัฐมีช่องทางที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคด้วย
APEC
Kirk ได้กล่าวว่า ยุทธศาสตร์หลักของสหรัฐคือ การใช้เวที APEC ในการขยายโอกาสทางการค้าของสหรัฐ
โดยในปี 2010 นี้ ญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด APEC ที่โยโกฮามา ในช่วงปลายปี ดังนั้น สหรัฐกำลังร่วมมือกับฝ่ายญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด ในการที่จะทำให้ผลการประชุมสุดยอดในปีนี้ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะเป็นการเตรียมทางสำหรับการประชุมสุดยอดในปี 2011 ที่สหรัฐจะเป็นเจ้าภาพจัดที่ฮาวาย ซึ่งจะต้องมีผลการประชุมที่โดดเด่น
สำหรับมาตรการต่างๆ ที่สหรัฐจะผลักดันใน APEC ในปี 2010 และ 2011 มีดังนี้
- ผลักดันประเด็นด้านการค้าและการลงทุน โดยรวมถึงเรื่องการกำจัดอุปสรรคทางด้านการค้า ที่เป็นอุปสรรคทางเทคนิคและอุปสรรคในด้านมาตรฐานสินค้า
- ผลักดันมาตรการที่จะทำให้การค้าในภูมิภาค มีค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมที่ถูกลง ง่ายขึ้น และรวดเร็วขึ้น คือการทำให้การค้าไหลเวียนสะดวกขึ้น โดยจะต้องมีการขจัดอุปสรรคของการไหลเวียนของสินค้าใน supply chain หรือ โซ่ห่วงการผลิต และปรับปรุงความโปร่งใส และการเข้าถึงข้อมูลในด้านศุลกากร
- ขจัดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนในการค้าและบริการที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
Kirk ตอกย้ำว่า ในปี 2011 สหรัฐจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอด APEC ดังนั้น สหรัฐจะใช้โอกาสทองดังกล่าวในการแสดงให้เห็นว่า อเมริกาจริงจังที่จะเล่นบทบาทอย่างแข็งแกร่งและอย่างสร้างสรรค์ในภูมิภาค การประชุมสุดยอด APEC 2011 จึงมีความสำคัญทั้งในแง่สัญลักษณ์และในแง่ของเนื้อหา
Trans - Pacific Partnership (TPP)
หัวใจของยุทธศาสตร์การค้าของสหรัฐต่อเอเชีย คือ การผลักดัน FTA ในกรอบ Trans - Pacific Partnership (TPP) หรือ TPP โดย Kirk กล่าวว่า สหรัฐกำลังวางแผนในเรื่องนี้ ประธานาธิบดีโอบามาต้องการผลักดันการจัดทำ FTA ในกรอบ TPP สหรัฐมุ่งเป้าว่าจะมีการจัดทำข้อตกลงการค้าอย่างเป็นทางการในกรอบ TPP โดยสหรัฐหวังว่า ในที่สุด TPP จะกลายเป็น FTA ที่ใหญ่ที่สุดและมีพลวัตรมากที่สุดในประวัติศาสตร์ TPP จะกลายเป็นข้อตกลงการค้าที่สมบูรณ์แบบที่สุดในศตวรรษที่ 21 และ TPP จะให้ประโยชน์ต่อสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างงาน บูรณาการบริษัทธุรกิจของสหรัฐในห่วงโซ่การผลิตในภูมิภาค นอกจากนี้ TPP จะเปิดโอกาสให้กับกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ในสหรัฐ รวมทั้งจะมีการปกป้องแรงงานและสิ่งแวดล้อมด้วย
สหรัฐได้เริ่มเจรจากับประเทศในกรอบ TPP อีก 7 ประเทศ เมื่อเดือนมีนาคมไปแล้ว การเจรจารอบใหม่จะมีขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้
บทวิเคราะห์
ผมมองว่า ยุทธศาสตร์การค้าของสหรัฐในภูมิภาค คือ การใช้ TPP ในกรอบของ APEC เป็นแกนกลางสำคัญของการทำ FTA ในภูมิภาค โดยจะค่อยๆ ขยายจำนวนสมาชิกออกไปเรื่อยๆ จนในที่สุด จะบรรลุเป้าหมายที่สหรัฐได้ตั้งไว้ คือ TPP จะกลายเป็น Free Trade Area of the Asia - Pacific (FTAAP) สหรัฐคงได้บทเรียนว่า ถ้าจะจัดตั้ง FTA ทั้งภูมิภาค อาจจะลำบาก ดังนั้น จึงหันมาใช้ยุทธศาสตร์ใหม่ คือ เริ่มจากไม่กี่ประเทศก่อน แล้วค่อยขยายออกไป
ผมมองว่า วาระซ่อนเร้นของสหรัฐในการผลักดัน FTA ในกรอบ TPP คือ สหรัฐกลัวการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียตะวันออกโดยไม่มีสหรัฐ และกลัวว่าอิทธิพลทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะตกต่ำลงไปเรื่อยๆ คือ มีแนวโน้มของการรวมตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกรอบ อาเซียน+3 ซึ่งอาจพัฒนาไปเป็นประชาคมเอเชียตะวันออก โดยไม่มีสหรัฐรวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้ง FTA อาเซียนกับประเทศคู่เจรจาหลายประเทศ อาทิ FTA อาเซียน-จีน FTA อาเซียน-ญี่ปุ่น ซึ่ง FTA เหล่านี้ไม่มีสหรัฐรวมอยู่ด้วย
ดังนั้น สหรัฐจึงต้องพยายามป้องกันไม่ให้เกิดการรวมกลุ่มของประเทศในเอเชียตะวันออก ขณะเดียวกัน ก็ผลักดันการรวมกลุ่มโดยมีสหรัฐเป็นแกน และผลักดัน FTA โดยมีสหรัฐเป็นแกนในกรอบ TPP
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไทย แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553
อาเซียนกับปัญหาพม่า
อาเซียนกับปัญหาพม่า
ตีพิมพ์ใน ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2553
ปัญหาพม่า : ผลกระทบต่ออาเซียน
ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เราเห็นแล้วว่า การที่พม่าเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน ส่งผลกระทบต่ออาเซียนในทางลบ พม่ากลายเป็นแกะดำ ตะวันตกก็บอยคอตอาเซียน ยุโรปไม่ยอมเจรจากับเรา ภาพลักษณ์ของอาเซียนเสียหายมาก อเมริกาไม่ยอมประชุมสุดยอดกับอาเซียน ไม่อยากจับมือกับผู้นำทหารพม่า พม่าเข้ามาเป็นตัวฉุด ในเรื่องการบูรณาการทางเศรษฐกิจ ก็ฉุด ในเรื่องการพัฒนาไปเป็นประชาคมอาเซียน พม่าก็เป็นตัวฉุด กลไกสิทธิมนุษยชน พม่าก็เป็นตัวฉุด เพราะที่ได้กลไกหน้าตาแบบนี้ เชื่อได้เลยว่า พม่าอยู่เบื้องหลังในการตัดแขนตัดขาของกลไก การที่ได้กฎบัตรอาเซียนที่ไม่ได้เรื่อง ผมว่า เป็นเพราะพม่า เพราะเป็นไปตามระบบฉันทามติ เวลาจะร่างกฏบัตรขึ้นมา ทุกมาตรา พม่าต้องโอเค ทุกถ้อยคำ พม่าต้องโอเค ถ้ายกมือค้านขึ้นมา ก็ต้องตัดออก ผมเดา เลยว่า พม่าเป็นคนตัด ในเรื่องที่ว่า บางเรื่องต้องโหวต พม่าก็ไม่เอา ข้อเสนอที่จะให้ประเทศที่ละเมิดกฎบัตรอาเซียน จะต้องมีการลงโทษ พม่าก็ตัดออก ส่วนในกรณีที่จะขับออกจากการเป็นสมาชิกได้หรือไม่ การเป็นสมาชิกภาพจะถูกถอดถอนได้หรือไม่ ก็ไม่มีปรากฏอยู่ในกฎบัตร ส่วนในเรื่องหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ผมเดาว่า พม่าคงยืนยันว่า จะต้องใส่ไว้ในกฎบัตร
บทบาทของอาเซียน
ไม่ค่อยมีอะไรเป็นรูปธรรม ย้อนกลับไป ก่อนพม่าเข้าเป็นสมาชิก เกือบ 20 ปี อาเซียนยืนยันในนโยบาย Constructive Engagement คือไม่คว่ำบาตร แต่หลังจากพม่าเข้าเป็นสมาชิก ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น กลับแย่ลง ในเรื่องสิทธิมนุษยชน ในอดีต อาเซียนไม่เคยมีอะไรที่เป็นทางการเกี่ยวกับพม่า ในแถลงการณ์ร่วม อาเซียนไม่มีเรื่องพม่า แต่ปี 20001 เริ่มมีการพูดถึงเรื่องพม่า แรกๆ ออกมาในทำนอง พม่าต้องมาสรุปให้ฟังว่า พัฒนาการไปถึงไหนแล้ว อาเซียนกระตุ้นให้มีการปรองดองในชาติ ให้มีการเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตย หลังๆ สถานการณ์แย่ลงไป ตะวันตกบีบมากขึ้น กระแสโลกชัดเจนขึ้นในเรื่องนี้ อาเซียนก็ชัดเจนขึ้น ได้บีบพม่ามากขึ้น
ปี 2006 พม่าควรเป็นประธานอาเซียน แต่ถูกตะวันตกบีบ แล้วอาเซียนก็บีบพม่าให้สละการเป็นประธานอาเซียน อันนี้ ถือเป็นการบีบทางอ้อม ในอดีต มีการส่งผู้แทนอาเซียนเข้าไป รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่เป็นประธานอาเซียนเคยมีบทบาท ไทยมีบทบาทในการจัดการประชุม Bangkok Process แต่การประชุมนี้อยู่นอกกรอบอาเซียน แต่จัดประชุมได้แค่ครั้งเดียว เพราะพม่าไม่มาเข้าร่วมประชุม ในที่สุดก็เลยหยุดไป
ในปี 2007 ที่มีการประท้วง มีแถลงการณ์รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนออกมาประณามพม่า แต่หลังจากนั้น ก็ไม่ได้ทำอะไรต่อ
อุปสรรคจำกัดบทบาทของอาเซียนคือ เรื่องผลประโยชน์ของประเทศสมาชิกอาเซียนกับพม่า เช่น ไทยซื้อก๊าซธรรมชาติจากพม่า ไฟฟ้าที่ไทยใช้อยู่ ก็มาจากพม่า การค้า ทั้งไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ก็แบบเดียวกันหมด มีผลประโยชน์กับพม่า เราเลยพูดไม่ออก กลัวว่า ถ้าเล่นไม้แข็งแล้ว เขาจะเลิกค้าขายกับเรา เราก็จะยุ่ง ตลอดเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะในสมัยรัฐบาลทักษิณ ไม่เคยพูดอะไรเลย เพราะยึดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก
พอมาถึงรัฐบาลชุดนี้ เปลี่ยนไปเหมือนกัน ได้หันมาให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนมากขึ้น เริ่มพูดมากขึ้น เลยมีปัญหากระทบกระทั่งกัน
และยังมีเรื่องหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ซึ่งปรากฏอยู่ในกฎบัตรอาเซียน เป็นหลักการพื้นฐานของกฎบัตรอาเซียนว่า จะไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน
มีคำถามว่า หลักการมีการะบุไหมว่า จะตีความตรงจุดไหนว่า เป็นการแทรกแซงกิจการภายใน คำตอบคือ ไม่มีการระบุไว้ ถูกเขียนด้วยหลักการกว้างๆ ดังนั้น หากจะตีความแบบเคร่งครัดแล้ว การที่อาเซียนพูดเรื่องพม่าในปัจจุบัน ถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน ฉะนั้น ในหลักการเขียนเอาไว้แต่การปฏิบัติ ถือว่าแทรกแซงอยู่แล้ว เพราะเวลาประชุม ทุกที ก็พูดถึงเรื่องประชาธิปไตยในพม่า ซึ่งเป็นเรื่องภายในของเขา ถือว่าแทรกแซง แต่พม่าก็ยอม เพราะฉะนั้น ในทางทฤษฎี ในหลักการ กับการปฏิบัติ ต่างกัน โดยปริยาย มีการแทรกแซงอยู่ แต่จะรับได้ถึงขั้นไหน ในการแทรกแซงของอาเซียน เป็นการแทรกแซงทางการทูต โดยการนำเรื่องพม่ามาพูดคุยว่า จะต้องทำอะไรบ้าง เดินหน้าอย่างไรบ้าง แต่คงไม่มากไปกว่านี้ คงไม่ถึงการคว่ำบาตร การลงโทษ ในระดับนั้น คงไม่กล้าทำ
ยังมีการถกเถียงว่า เราจะทำอย่างไรได้ ถ้าเราไม่ติดต่อ ไม่ปฏิสัมพันธ์ เราจะคว่ำบาตรพม่าเลยใช่ไหม เราจะลงโทษใช่ไหม หลายๆ ประเทศก็ถามว่า การคว่ำบาตร การลงโทษ จะได้ผลไหม และชี้ไปที่ตะวันตก สหรัฐ คว่ำบาตรพม่า แต่ก็ไม่ได้ผลอะไร
บทบาทของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนอาเซียน
คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน ไม่น่าจะทำอะไรได้ เพียงตั้งขึ้นมาให้ภาพลักษณ์ของอาเซียนดูดีในสายตาประชาคมโลก ให้เราไม่กลายเป็นองค์กรเถื่อน ที่ไม่เคยพูดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน ผมว่า อาเซียนเหมือนทำมาหลอก เพราะในทางปฏิบัติ คณะกรรมาธิการชุดนี้ คงทำอะไรไม่ได้ และใน TOR ก็ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ ที่จะไปทำอะไรอยู่แล้ว มีแค่ promotion แต่ไม่มี protection
promotion คือ ส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ส่งเสริมให้อาเซียนไปลงนามปฏิญญาต่างๆ แต่ในเรื่อง protection ไม่มี คือเมื่อเกิดการละเมิดขึ้นมา คณะกรรมาธิการก็ทำอะไรไม่ได้ ทำได้แค่ report รับเรื่องร้องเรียนก็ไม่ได้ ไต่สวนก็ไม่ได้ ออกมาตรการอะไรก็ไม่ได้
โอกาสที่จะทำ protection ได้ ในอนาคต คงต้องรออีกนาน เพราะ TOR ในขณะนี้ ไม่มีช่องที่เปิดให้เล่นบท protection น้อยมาก และจำกัดมาก
การที่จะเอากลไกนี้ ไปแก้ไขเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า จึงเป็นไปไม่ได้ และอีก 5 ปี จึงจะมีการทบทวนตัวกลไกนี้ มันนานไป กลไกนี้ อาจต้องรอไปเป็นสิบๆ ปี ถึงจะพัฒนาไปกว่านี้
บทบาทของอาเซียนในปัจจุบัน
ท่าทีตะวันตกที่เปลี่ยนไป คือ ท่าทีของสหรัฐ เป็นเพราะนโยบายของโอบามาที่แตกต่างจากบุช โอบามาเป็นเสรีนิยม มองโลกในแง่ดี อยากลองคุยกับพม่า เริ่มที่จะเจรจา เริ่มมีปฏิสัมพันธ์ ตอนนี้ มีการทบทวนนโยบายว่า ที่ผ่านมา การคว่ำบาตรไม่ได้ผล ตอนนี้ อยากเริ่มปฏิสัมพันธ์ดูบ้าง ตอนนี้ ใช้นโยบายแบบผสมผสาน คือ ทั้งปฏิสัมพันธ์ ทั้งคว่ำบาตร คือ ปฏิสัมพันธ์ไป แต่มีการคว่ำบาตรอยู่ ถ้ามีการปรับปรุงพฤติกรรมให้ดีขึ้น ก็อาจจะมีการคว่ำบาตรน้อยลง
ในส่วนของอาเซียน ยังไม่มีอะไรที่ชัดเจน ในแง่ท่าที ยังเดิมๆ และอาจจะแย่ลงด้วยซ้ำ หากดูจาก ผลการประชุมต่างๆ ท่าทีของอาเซียน เริ่มถอยหลังลงคลอง จากที่เคยกล้าประณามพม่า แต่ปีที่แล้ว อาเซียนได้พูดออกมาในทำนองว่า ถือว่าเป็นเรื่องภายในของพม่า อาเซียนพร้อมที่จะร่วมมือกับพม่า และ UN ควรจะมีบทบาทในการเข้าไปมีส่วนช่วยตรงนี้ ซึ่งคล้ายกับว่า อาเซียนเริ่มที่จะถอยออกมาในเรื่องนี้ ซึ่งเหตุผล อาจจะมาจากการอยากที่จะให้เวลากับพม่า เพราะในปีนี้ พม่ากำลังจะจัดการเลือกตั้ง นอกจากนี้ ตอนที่พม่าเอาอองซาน ซูจี ไปขึ้นศาล อาเซียนก็ไม่ได้ประกาศอะไรออกมาเลย มีเพียงแค่ไทย ที่ออกมาประกาศในฐานะประธานอาเซียน แต่สิ่งที่ประกาศไป ก็ไม่ใช่ท่าทีอย่างเป็นทางการของอาเซียน
ล่าสุด ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 16 ที่เวียดนาม อาเซียนก็ยังคงมีท่าทีเดิมๆ คือ พยายามจะประนีประนอมกับรัฐบาลทหารพม่า ถึงแม้ว่าขณะนี้กำลังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า การเลือกตั้งในพม่าในปีนี้ จะมีลักษณะการเลือกตั้งที่หลอกคนดู และการเลือกตั้งจะเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าต่อไป แต่อาเซียนก็ไม่สามารถที่จะกดดันให้รัฐบาลทหารพม่าปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในเรื่องนี้ได้ ไม่มีหลักประกันว่า การเลือกตั้งจะเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และภายใต้กฎหมายเลือกตั้ง อองซาน ซูจี จะไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ พรรค NLD ก็ได้ประกาศบอยคอตการเลือกตั้งแล้ว นอกจากนี้ ได้มีข่าวออกมาว่าทางอาเซียนต้องการส่งผู้แทนไปสังเกตการณ์เลือกตั้ง แต่ทางรัฐบาลพม่าก็ไม่ยอม
จริงๆ แล้วมีหลายวิธีที่จะแก้ปัญหา นอกจากการออกแถลงการณ์ เราไม่เคยมีการลองใช้ไม้แข็งกับพม่า ในเรื่องของการคว่ำบาตร อาจจะเริ่มจากการคว่ำบาตรอย่างอ่อนๆ หรือคว่ำบาตรทางการทูต เช่น ไม่ให้พม่าเข้าประชุมอาเซียน หรือไม่ให้พม่าจัดการประชุมอาเซียน เราไม่เคยทำ ในอดีต จะมีการส่งผู้แทนพิเศษไปพม่า แต่ในระยะหลังๆ ไม่มีเลย และยังมีวิธีที่เราจะทำได้แต่ไม่เคยทำ คือ การผลักดันให้มีการประชุมพหุภาคีในเรื่องของพม่า มีอาเซียน UN สหรัฐ จีน อินเดีย ที่ควรจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา
บทบาทของอาเซียนในอนาคต
ผมว่า แนวโน้มอาเซียนน่าจะมีบทบาทมากขึ้น เพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นสากล พม่าในฐานะที่เป็นประเทศสมาชิกในอาเซียน และเป็นประเทศเล็ก ที่ต้องพึ่งพาประเทศอื่นๆ ฉะนั้น จะถูกกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่อง ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ผมมองว่า แนวโน้ม อาเซียนกำลังจะมีบทบาทมากขึ้น ผมคิดว่า มีทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน
ปัจจัยภายนอก คือ กระแสสากล เรื่องสิทธิมนุษยชน เป็นเรื่องสากล อาเซียนอยู่เฉยๆ ก็ลำบาก อาเซียนจะต้องมีบทบาทมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ภายในอาเซียนเอง ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องประชาธิปไตย อย่างประเทศที่สมัยก่อนเป็นเผด็จการ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ จุดยืนเริ่มเปลี่ยนมาเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น อินโดนีเซีย ก็เป็นประชาธิปไตย ฟิลิปปินส์ ไทย ก็เหมือนกัน แม้กระทั่งเวียดนาม ก็มีแนวโน้มว่า พยายามที่จะเปลี่ยนเช่นกัน อันนี้ผมคิดว่า เมื่อหลายๆ ประเทศเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น จะเป็นพลังทำให้อาเซียนมีบทบาทในด้านนี้มากขึ้น
ตีพิมพ์ใน ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2553
ปัญหาพม่า : ผลกระทบต่ออาเซียน
ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เราเห็นแล้วว่า การที่พม่าเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน ส่งผลกระทบต่ออาเซียนในทางลบ พม่ากลายเป็นแกะดำ ตะวันตกก็บอยคอตอาเซียน ยุโรปไม่ยอมเจรจากับเรา ภาพลักษณ์ของอาเซียนเสียหายมาก อเมริกาไม่ยอมประชุมสุดยอดกับอาเซียน ไม่อยากจับมือกับผู้นำทหารพม่า พม่าเข้ามาเป็นตัวฉุด ในเรื่องการบูรณาการทางเศรษฐกิจ ก็ฉุด ในเรื่องการพัฒนาไปเป็นประชาคมอาเซียน พม่าก็เป็นตัวฉุด กลไกสิทธิมนุษยชน พม่าก็เป็นตัวฉุด เพราะที่ได้กลไกหน้าตาแบบนี้ เชื่อได้เลยว่า พม่าอยู่เบื้องหลังในการตัดแขนตัดขาของกลไก การที่ได้กฎบัตรอาเซียนที่ไม่ได้เรื่อง ผมว่า เป็นเพราะพม่า เพราะเป็นไปตามระบบฉันทามติ เวลาจะร่างกฏบัตรขึ้นมา ทุกมาตรา พม่าต้องโอเค ทุกถ้อยคำ พม่าต้องโอเค ถ้ายกมือค้านขึ้นมา ก็ต้องตัดออก ผมเดา เลยว่า พม่าเป็นคนตัด ในเรื่องที่ว่า บางเรื่องต้องโหวต พม่าก็ไม่เอา ข้อเสนอที่จะให้ประเทศที่ละเมิดกฎบัตรอาเซียน จะต้องมีการลงโทษ พม่าก็ตัดออก ส่วนในกรณีที่จะขับออกจากการเป็นสมาชิกได้หรือไม่ การเป็นสมาชิกภาพจะถูกถอดถอนได้หรือไม่ ก็ไม่มีปรากฏอยู่ในกฎบัตร ส่วนในเรื่องหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ผมเดาว่า พม่าคงยืนยันว่า จะต้องใส่ไว้ในกฎบัตร
บทบาทของอาเซียน
ไม่ค่อยมีอะไรเป็นรูปธรรม ย้อนกลับไป ก่อนพม่าเข้าเป็นสมาชิก เกือบ 20 ปี อาเซียนยืนยันในนโยบาย Constructive Engagement คือไม่คว่ำบาตร แต่หลังจากพม่าเข้าเป็นสมาชิก ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น กลับแย่ลง ในเรื่องสิทธิมนุษยชน ในอดีต อาเซียนไม่เคยมีอะไรที่เป็นทางการเกี่ยวกับพม่า ในแถลงการณ์ร่วม อาเซียนไม่มีเรื่องพม่า แต่ปี 20001 เริ่มมีการพูดถึงเรื่องพม่า แรกๆ ออกมาในทำนอง พม่าต้องมาสรุปให้ฟังว่า พัฒนาการไปถึงไหนแล้ว อาเซียนกระตุ้นให้มีการปรองดองในชาติ ให้มีการเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตย หลังๆ สถานการณ์แย่ลงไป ตะวันตกบีบมากขึ้น กระแสโลกชัดเจนขึ้นในเรื่องนี้ อาเซียนก็ชัดเจนขึ้น ได้บีบพม่ามากขึ้น
ปี 2006 พม่าควรเป็นประธานอาเซียน แต่ถูกตะวันตกบีบ แล้วอาเซียนก็บีบพม่าให้สละการเป็นประธานอาเซียน อันนี้ ถือเป็นการบีบทางอ้อม ในอดีต มีการส่งผู้แทนอาเซียนเข้าไป รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่เป็นประธานอาเซียนเคยมีบทบาท ไทยมีบทบาทในการจัดการประชุม Bangkok Process แต่การประชุมนี้อยู่นอกกรอบอาเซียน แต่จัดประชุมได้แค่ครั้งเดียว เพราะพม่าไม่มาเข้าร่วมประชุม ในที่สุดก็เลยหยุดไป
ในปี 2007 ที่มีการประท้วง มีแถลงการณ์รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนออกมาประณามพม่า แต่หลังจากนั้น ก็ไม่ได้ทำอะไรต่อ
อุปสรรคจำกัดบทบาทของอาเซียนคือ เรื่องผลประโยชน์ของประเทศสมาชิกอาเซียนกับพม่า เช่น ไทยซื้อก๊าซธรรมชาติจากพม่า ไฟฟ้าที่ไทยใช้อยู่ ก็มาจากพม่า การค้า ทั้งไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ก็แบบเดียวกันหมด มีผลประโยชน์กับพม่า เราเลยพูดไม่ออก กลัวว่า ถ้าเล่นไม้แข็งแล้ว เขาจะเลิกค้าขายกับเรา เราก็จะยุ่ง ตลอดเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะในสมัยรัฐบาลทักษิณ ไม่เคยพูดอะไรเลย เพราะยึดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก
พอมาถึงรัฐบาลชุดนี้ เปลี่ยนไปเหมือนกัน ได้หันมาให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนมากขึ้น เริ่มพูดมากขึ้น เลยมีปัญหากระทบกระทั่งกัน
และยังมีเรื่องหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ซึ่งปรากฏอยู่ในกฎบัตรอาเซียน เป็นหลักการพื้นฐานของกฎบัตรอาเซียนว่า จะไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน
มีคำถามว่า หลักการมีการะบุไหมว่า จะตีความตรงจุดไหนว่า เป็นการแทรกแซงกิจการภายใน คำตอบคือ ไม่มีการระบุไว้ ถูกเขียนด้วยหลักการกว้างๆ ดังนั้น หากจะตีความแบบเคร่งครัดแล้ว การที่อาเซียนพูดเรื่องพม่าในปัจจุบัน ถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน ฉะนั้น ในหลักการเขียนเอาไว้แต่การปฏิบัติ ถือว่าแทรกแซงอยู่แล้ว เพราะเวลาประชุม ทุกที ก็พูดถึงเรื่องประชาธิปไตยในพม่า ซึ่งเป็นเรื่องภายในของเขา ถือว่าแทรกแซง แต่พม่าก็ยอม เพราะฉะนั้น ในทางทฤษฎี ในหลักการ กับการปฏิบัติ ต่างกัน โดยปริยาย มีการแทรกแซงอยู่ แต่จะรับได้ถึงขั้นไหน ในการแทรกแซงของอาเซียน เป็นการแทรกแซงทางการทูต โดยการนำเรื่องพม่ามาพูดคุยว่า จะต้องทำอะไรบ้าง เดินหน้าอย่างไรบ้าง แต่คงไม่มากไปกว่านี้ คงไม่ถึงการคว่ำบาตร การลงโทษ ในระดับนั้น คงไม่กล้าทำ
ยังมีการถกเถียงว่า เราจะทำอย่างไรได้ ถ้าเราไม่ติดต่อ ไม่ปฏิสัมพันธ์ เราจะคว่ำบาตรพม่าเลยใช่ไหม เราจะลงโทษใช่ไหม หลายๆ ประเทศก็ถามว่า การคว่ำบาตร การลงโทษ จะได้ผลไหม และชี้ไปที่ตะวันตก สหรัฐ คว่ำบาตรพม่า แต่ก็ไม่ได้ผลอะไร
บทบาทของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนอาเซียน
คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน ไม่น่าจะทำอะไรได้ เพียงตั้งขึ้นมาให้ภาพลักษณ์ของอาเซียนดูดีในสายตาประชาคมโลก ให้เราไม่กลายเป็นองค์กรเถื่อน ที่ไม่เคยพูดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน ผมว่า อาเซียนเหมือนทำมาหลอก เพราะในทางปฏิบัติ คณะกรรมาธิการชุดนี้ คงทำอะไรไม่ได้ และใน TOR ก็ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ ที่จะไปทำอะไรอยู่แล้ว มีแค่ promotion แต่ไม่มี protection
promotion คือ ส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ส่งเสริมให้อาเซียนไปลงนามปฏิญญาต่างๆ แต่ในเรื่อง protection ไม่มี คือเมื่อเกิดการละเมิดขึ้นมา คณะกรรมาธิการก็ทำอะไรไม่ได้ ทำได้แค่ report รับเรื่องร้องเรียนก็ไม่ได้ ไต่สวนก็ไม่ได้ ออกมาตรการอะไรก็ไม่ได้
โอกาสที่จะทำ protection ได้ ในอนาคต คงต้องรออีกนาน เพราะ TOR ในขณะนี้ ไม่มีช่องที่เปิดให้เล่นบท protection น้อยมาก และจำกัดมาก
การที่จะเอากลไกนี้ ไปแก้ไขเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า จึงเป็นไปไม่ได้ และอีก 5 ปี จึงจะมีการทบทวนตัวกลไกนี้ มันนานไป กลไกนี้ อาจต้องรอไปเป็นสิบๆ ปี ถึงจะพัฒนาไปกว่านี้
บทบาทของอาเซียนในปัจจุบัน
ท่าทีตะวันตกที่เปลี่ยนไป คือ ท่าทีของสหรัฐ เป็นเพราะนโยบายของโอบามาที่แตกต่างจากบุช โอบามาเป็นเสรีนิยม มองโลกในแง่ดี อยากลองคุยกับพม่า เริ่มที่จะเจรจา เริ่มมีปฏิสัมพันธ์ ตอนนี้ มีการทบทวนนโยบายว่า ที่ผ่านมา การคว่ำบาตรไม่ได้ผล ตอนนี้ อยากเริ่มปฏิสัมพันธ์ดูบ้าง ตอนนี้ ใช้นโยบายแบบผสมผสาน คือ ทั้งปฏิสัมพันธ์ ทั้งคว่ำบาตร คือ ปฏิสัมพันธ์ไป แต่มีการคว่ำบาตรอยู่ ถ้ามีการปรับปรุงพฤติกรรมให้ดีขึ้น ก็อาจจะมีการคว่ำบาตรน้อยลง
ในส่วนของอาเซียน ยังไม่มีอะไรที่ชัดเจน ในแง่ท่าที ยังเดิมๆ และอาจจะแย่ลงด้วยซ้ำ หากดูจาก ผลการประชุมต่างๆ ท่าทีของอาเซียน เริ่มถอยหลังลงคลอง จากที่เคยกล้าประณามพม่า แต่ปีที่แล้ว อาเซียนได้พูดออกมาในทำนองว่า ถือว่าเป็นเรื่องภายในของพม่า อาเซียนพร้อมที่จะร่วมมือกับพม่า และ UN ควรจะมีบทบาทในการเข้าไปมีส่วนช่วยตรงนี้ ซึ่งคล้ายกับว่า อาเซียนเริ่มที่จะถอยออกมาในเรื่องนี้ ซึ่งเหตุผล อาจจะมาจากการอยากที่จะให้เวลากับพม่า เพราะในปีนี้ พม่ากำลังจะจัดการเลือกตั้ง นอกจากนี้ ตอนที่พม่าเอาอองซาน ซูจี ไปขึ้นศาล อาเซียนก็ไม่ได้ประกาศอะไรออกมาเลย มีเพียงแค่ไทย ที่ออกมาประกาศในฐานะประธานอาเซียน แต่สิ่งที่ประกาศไป ก็ไม่ใช่ท่าทีอย่างเป็นทางการของอาเซียน
ล่าสุด ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 16 ที่เวียดนาม อาเซียนก็ยังคงมีท่าทีเดิมๆ คือ พยายามจะประนีประนอมกับรัฐบาลทหารพม่า ถึงแม้ว่าขณะนี้กำลังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า การเลือกตั้งในพม่าในปีนี้ จะมีลักษณะการเลือกตั้งที่หลอกคนดู และการเลือกตั้งจะเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าต่อไป แต่อาเซียนก็ไม่สามารถที่จะกดดันให้รัฐบาลทหารพม่าปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในเรื่องนี้ได้ ไม่มีหลักประกันว่า การเลือกตั้งจะเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และภายใต้กฎหมายเลือกตั้ง อองซาน ซูจี จะไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ พรรค NLD ก็ได้ประกาศบอยคอตการเลือกตั้งแล้ว นอกจากนี้ ได้มีข่าวออกมาว่าทางอาเซียนต้องการส่งผู้แทนไปสังเกตการณ์เลือกตั้ง แต่ทางรัฐบาลพม่าก็ไม่ยอม
จริงๆ แล้วมีหลายวิธีที่จะแก้ปัญหา นอกจากการออกแถลงการณ์ เราไม่เคยมีการลองใช้ไม้แข็งกับพม่า ในเรื่องของการคว่ำบาตร อาจจะเริ่มจากการคว่ำบาตรอย่างอ่อนๆ หรือคว่ำบาตรทางการทูต เช่น ไม่ให้พม่าเข้าประชุมอาเซียน หรือไม่ให้พม่าจัดการประชุมอาเซียน เราไม่เคยทำ ในอดีต จะมีการส่งผู้แทนพิเศษไปพม่า แต่ในระยะหลังๆ ไม่มีเลย และยังมีวิธีที่เราจะทำได้แต่ไม่เคยทำ คือ การผลักดันให้มีการประชุมพหุภาคีในเรื่องของพม่า มีอาเซียน UN สหรัฐ จีน อินเดีย ที่ควรจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา
บทบาทของอาเซียนในอนาคต
ผมว่า แนวโน้มอาเซียนน่าจะมีบทบาทมากขึ้น เพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นสากล พม่าในฐานะที่เป็นประเทศสมาชิกในอาเซียน และเป็นประเทศเล็ก ที่ต้องพึ่งพาประเทศอื่นๆ ฉะนั้น จะถูกกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่อง ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ผมมองว่า แนวโน้ม อาเซียนกำลังจะมีบทบาทมากขึ้น ผมคิดว่า มีทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน
ปัจจัยภายนอก คือ กระแสสากล เรื่องสิทธิมนุษยชน เป็นเรื่องสากล อาเซียนอยู่เฉยๆ ก็ลำบาก อาเซียนจะต้องมีบทบาทมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ภายในอาเซียนเอง ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องประชาธิปไตย อย่างประเทศที่สมัยก่อนเป็นเผด็จการ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ จุดยืนเริ่มเปลี่ยนมาเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น อินโดนีเซีย ก็เป็นประชาธิปไตย ฟิลิปปินส์ ไทย ก็เหมือนกัน แม้กระทั่งเวียดนาม ก็มีแนวโน้มว่า พยายามที่จะเปลี่ยนเช่นกัน อันนี้ผมคิดว่า เมื่อหลายๆ ประเทศเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น จะเป็นพลังทำให้อาเซียนมีบทบาทในด้านนี้มากขึ้น
วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ ปี 2010 : ผลกระทบต่อโลก
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ ปี 2010 : ผลกระทบต่อโลก
ตีพิมพ์ใน ไทยโพสต์ วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน 2553
เมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ได้มีการเผยแพร่เอกสารสำคัญเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ ที่มีชื่อว่า National Security Strategy ซึ่งจะมีการจัดทำขึ้นทุก 4 ปี ในสมัยรัฐบาลบุช มีการทำขึ้นในปี 2002 กับ ปี 2006 สำหรับในปี 2010 นี้ ได้มีการจัดทำเอกสารดังกล่าวขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยรัฐบาลโอบามา ซึ่งถือเป็นเอกสารสะท้อนยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลโอบามา คอลัมน์กระบวนทรรศน์ในวันนี้ จะสรุปวิเคราะห์เอกสารดังกล่าว และผลกระทบที่จะมีต่อโลกและต่อภูมิภาค
Grand Strategy : ยุทธศาสตร์ Engagement
ในตอนต้นของเอกสารดังกล่าว ได้วิเคราะห์ถึงภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆ ในช่วง 2 ทศวรรษหลังสงครามเย็นสิ้นสุดลง โดยสงครามได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบจากสงครามอุดมการณ์มาเป็นสงครามชาติพันธุ์และสงครามศาสนา การแพร่ขยายของอาวุธร้ายแรง การไร้เสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลก ปัญหาสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางอาหาร และอันตรายจากการแพร่ขยายของเชื้อโรคร้ายต่างๆ
แต่สำหรับสหรัฐ ด้านมืดของโลกในยุคโลกาภิวัฒน์เกิดขึ้นในวันที่ 11 กันยายน ปี 2001 จากการถูกโจมตีจากกลุ่มก่อการร้าย หลังจากนั้นสหรัฐก็ได้ทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย โดยเฉพาะกลับกลุ่มอัลกออิดะห์ และทำสงครามในอิรัก
ในอนาคต สหรัฐจะยังคงเป็นผู้นำในการสร้างความมั่นคงให้กับโลก โดยร่วมมือกับพันธมิตรและสถาบันระหว่างประเทศ ทั้งนี้ เป้าหมายหลักคือเพื่อเอาชนะอัลกออิดะห์ในอัฟกานิสถานและปากีสถาน และป้องกันการแพร่ขยายของอาวุธร้ายแรง
Theme ของยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติปี 2010 คือ การรื้อฟื้นการเป็นผู้นำโลกของสหรัฐ และดำเนินยุทธศาสตร์ปฏิสัมพันธ์ (Engagement)
ยุทธศาสตร์ปฏิสัมพันธ์ในระดับโลก คือการให้ความสำคัญกับสถาบันระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความร่วมมือในการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้าย การแพร่ขยายของอาวุธร้ายแรง การสร้างเสถียรภาพให้กับระบบเศรษฐกิจโลก และแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน สงคราม และโรคระบาดต่างๆ
แต่การปฏิสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุดคือ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับพันธมิตรในภูมิภาคต่างๆ นอกจากนั้น สหรัฐกำลังกระชับความสัมพันธ์กับศูนย์กลางอำนาจใหม่ คือ จีน อินเดีย รัสเซีย บราซิล แอฟริกาใต้ และอินโดนีเซีย สหรัฐกำลังเพิ่มการปฏิสัมพันธ์กับประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคต่างๆ และแม้กระทั่งประเทศที่เป็นศัตรู สหรัฐก็จะดำเนินยุทธศาสตร์ปฏิสัมพันธ์กับประเทศเหล่านี้ด้วย
ยุทธศาสตร์ระยะสั้นเฉพาะหน้า
ยุทธศาสตร์ปฏิสัมพันธ์และการรื้อฟื้นความเป็นผู้นำโลกของสหรัฐ ถือเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว แต่ปัจจุบัน สหรัฐต้องเผชิญกับภัยคุกคามหลายรูปแบบ จึงจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ระยะสั้นเฉพาะหน้า
ภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือ ภัยจากอาวุธร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อันตรายที่มาจากการที่กลุ่มก่อการร้ายมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในครอบครอง รวมทั้งการแพร่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์ไปสู่ประเทศต่างๆ ดังนั้นสหรัฐจึงกำลังดำเนินยุทธศาสตร์ป้องกันการแพร่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์และสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐกำลังลดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ลง พยายามส่งเสริมสนธิสัญญาป้องกันการแพร่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์หรือ NPT พยายามแก้ปัญหาวิกฤตินิวเคลียร์ในอิหร่านและเกาหลีเหนือ พยายามไม่ให้วัตถุดิบนิวเคลียร์ตกอยู่ในมือของผู้ก่อการร้าย ป้องกันการโจมตีด้วยอาวุธชีวภาพ และการโจมตีเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
สหรัฐกำลังทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย เป้าหมายคือ การเอาชนะอัลกออิดะห์ ด้วยยุทธศาสตร์สมบูรณ์เบ็ดเสร็จ ขณะนี้ แนวหน้าของการต่อสู้อยู่ที่อัฟกานิสถานและปากีสถาน ในตะวันออกกลาง มีความพยายามสร้างสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับเพื่อนบ้าน ด้วยทางออกที่เรียกว่า two-state solution โดยการตั้งรัฐอิสราเอลคู่กับรัฐปาเลสไตน์ นอกจากนี้ ก็มีความพยายามปฏิสัมพันธ์กับโลกมุสลิมทั่วโลกด้วย
ยุทธศาสตร์ต่อเอเชีย
ในเอกสารดังกล่าว ได้ฉายภาพให้เห็นยุทธศาสตร์ของสหรัฐต่อเอเชีย โดยยุทธศาสตร์หลักคือ การกระชับความสัมพันธ์กับพันธมิตรทั้ง 5 ในเอเชีย ซึ่งได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และไทย โดยเน้นกระชับความสัมพันธ์กับพันธมิตรดังกล่าวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ประเทศที่มีความสำคัญคือ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่ถูกมองว่ากำลังจะเป็นผู้นำในการจัดการกับปัญหาทั้งในระดับโลกและภูมิภาค สหรัฐจึงจะกระชับความสัมพันธ์กับประเทศทั้งสอง โดยรวมแล้ว สหรัฐจะร่วมมือกับพันธมิตร ในการจัดการกับปัญหาความมั่นคงในภูมิภาค อาทิ การแพร่ขยายอาวุธร้ายแรง การก่อการร้าย ภาวะโลกร้อน ปัญหาโจรสลัด ภัยจากโรคระบาด และความมั่นคงในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
นอกจากนี้ สหรัฐมองว่า เอเชียกำลังมีการเกิดขึ้นของศูนย์กลางอำนาจใหม่ ดังนั้น สหรัฐจึงพยายามที่จะเพิ่มการปฏิสัมพันธ์ในเอเชีย โดยผ่านทางองค์กรในภูมิภาค เวทีหารือใหม่ๆ และการทูตระดับสูง สหรัฐจะดำเนินยุทธศาสตร์ต่อเอเชียผ่านทางพันธมิตร กระชับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจใหม่ และเพิ่มบทบาทในเวทีพหุภาคีต่างๆ ซึ่งรวมทั้ง ASEAN APEC และเวที East Asia Summit
สำหรับความสัมพันธ์กับจีนนั้น สหรัฐจะเน้นความสัมพันธ์ที่เป็นบวก สร้างสรรค์ และสมบูรณ์เบ็ดเสร็จกับจีน สหรัฐยินดีที่จีนจะเล่นบทบาทเป็นผู้นำที่รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกับสหรัฐ อย่างไรก็ตาม สหรัฐจะยังคงเฝ้าระวังเกี่ยวกับการพัฒนาแสนยานุภาพทางทหารของจีน และเตรียมรับมือกับผลกระทบ เพื่อป้องกันไม่ให้ผลประโยชน์ของสหรัฐและพันธมิตรได้รับผลกระทบในทางลบ จากการผงาดของจีนทางทหาร สหรัฐกับจีนคงจะไม่สามารถตกลงกันได้ในทุกๆ เรื่อง โดยเฉพาะยังมีปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ความเห็นที่แตกต่างกันจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือในประเด็นปัญหาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน
สำหรับอินเดีย สหรัฐกำลังพัฒนาความสัมพันธ์ในลักษณะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับอินเดีย ซึ่งทั้งสองประเทศมีผลประโยชน์ร่วมกัน และเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุด บทบาทความรับผิดชอบของอินเดีย เป็นตัวอย่างในเชิงบวกสำหรับประเทศกำลังพัฒนา และได้เปิดโอกาสในการเป็นหุ้นส่วนกับสหรัฐ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง สหรัฐมองว่า อินเดียกำลังจะมีบทบาทความเป็นผู้นำในการจัดการปัญหาของโลก โดยการเป็นสมาชิกของกลุ่ม G20 และบทบาทของอินเดียในการสร้างเสถียรภาพในเอเชียใต้
สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศที่สหรัฐมองว่า กำลังเป็นศูนย์อำนาจใหม่และมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ คือ อินโดนีเซีย โดยในเอกสารดังกล่าว ได้พูดถึงอินโดนีเซียว่า เป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก เป็นสมาชิก G20 และเป็นประชาธิปไตย อินโดนีเซียจึงมีศักยภาพที่จะเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญกับสหรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ ในการจัดการกับปัญหาต่างๆ ในภูมิภาค
บทวิเคราะห์•
โดยภาพรวมแล้ว ผมมองว่า ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติปี 2010 ของรัฐบาลโอบามาที่ได้สรุปข้างต้นนั้น มีแนวนโยบายที่แตกต่างจากยุทธศาสตร์ในสมัยของรัฐบาลบุชอย่างเห็นได้ชัด โดยยุทธศาสตร์ในสมัยรัฐบาลบุช เป็นยุทธศาสตร์ที่มีลักษณะเป็นสายเหยี่ยวแบบสุดโต่ง เป็นยุทธศาสตร์สัจนิยมแบบสุดโต่ง แต่สำหรับยุทธศาสตร์ของโอบามา มีลักษณะของการผสมผสานระหว่างยุทธศาสตร์สัจนิยมกับอุดมคตินิยม และลดความเป็นสายเหยี่ยวลงไปมาก จนอาจจะกล่าวได้ว่า เป็นยุทธศาสตร์สายพิราบ แต่โดยรวมแล้ว ก็ยังเป็นการผสมผสานกันของทั้งสัจนิยมและอุดมคตินิยม โดยมีความเป็นเสรีนิยมสูง โดยเฉพาะการเน้นยุทธศาสตร์ปฏิสัมพันธ์หรือ engagement ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่มองโลกในแง่ดี ซึ่งแตกต่างจากยุทธศาสตร์ของบุชที่มองโลกในแง่ร้ายเป็นอย่างมาก ดังนั้น ยุทธศาสตร์ในลักษณะ grand strategy หรือยุทธศาสตร์ระยะยาวของโอบามานั้น แตกต่างจากยุทธศาสตร์ในสมัยบุชเป็นอย่างมาก
• อย่างไรก็ตาม เมื่อเรามาวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ระยะสั้นหรือยุทธศาสตร์เฉพาะหน้า กลับปรากฏว่า ยุทธศาสตร์ของโอบามาก็ไม่ได้แตกต่างจากยุทธศาสตร์ของบุชมากนัก โดยภัยคุกคามก็เหมือนกัน คือ กลุ่มก่อการร้ายและอาวุธร้ายแรง ดังนั้น ถึงแม้โอบามาจะมี grand strategy ที่มีลักษณะเสรีนิยม แต่พอมาถึงยุทธศาสตร์ในระยะสั้นเฉพาะหน้า กลับมีลักษณะเป็นสัจนิยมค่อนข้างมาก
• เช่นเดียวกับยุทธศาสตร์ของโอบามาต่อเอเชีย ก็ไม่ได้แตกต่างจากยุทธศาสตร์ของบุช โดยยังคงเน้นความสัมพันธ์กับพันธมิตรทางทหารทั้ง 5 แต่ที่จะแตกต่างจากยุทธศาสตร์ของบุชคือ การให้ความสำคัญกับเวทีพหุภาคีในภูมิภาคมากขึ้น นอกจากนั้น ยุทธศาสตร์ต่อมหาอำนาจใหม่ โดยเฉพาะกับจีน ก็แตกต่างจากในสมัยของรัฐบาลบุช โดยโอบามาเน้นที่จะปฏิสัมพันธ์กับจีนอย่างสร้างสรรค์มากขึ้นและมองจีนในแง่บวกมากขึ้น
• โดยสรุปแล้ว ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ของสหรัฐจะส่งผลกระทบต่อโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น โดยผมมองว่าโดยรวมแล้ว น่าจะส่งผลกระทบในทางบวกต่อโลกมากขึ้น ทั้งนี้เพราะ หากรัฐบาลโอบามาสามารถทำได้อย่างที่ตั้งใจไว้ คือ เน้นปฏิสัมพันธ์ ก็น่าจะทำให้เกิดความร่วมมือและสันติภาพมากขึ้นในโลก การเน้นให้ความสำคัญกับองค์การระหว่างประเทศ ก็น่าจะส่งผลดีในการสร้างความร่วมมือ ลดความขัดแย้ง และน่าจะส่งผลให้เชิงบวกต่อการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของโลก
สำหรับผลกระทบต่อเอเชียนั้น พันธมิตรทั้ง 5 น่าจะได้รับประโยชน์เหมือนเดิม โดยไทยในฐานะเป็นหนึ่งในพันธมิตรทั้ง 5 น่าจะได้ประโยชน์จากการที่สหรัฐต้องการกระชับความสัมพันธ์กับพันธมิตรมากขึ้น ซึ่งรวมถึงไทย แนวโน้มคือ สหรัฐน่าจะให้ความสำคัญกับไทยมากขึ้น
นอกจากนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับมหาอำนาจใหม่ในเอเชีย น่าจะเป็นไปในทางบวกมากขึ้น ซึ่งรวมถึงจีนและอินเดีย เวทีพหุภาคีในภูมิภาค ก็น่าจะได้รับความสำคัญจากสหรัฐมากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่ออาเซียน สุดท้าย ประเทศที่ดูแล้ว น่าจะกำลังเป็นจุดสนใจของสหรัฐเป็นอย่างมากคือ อินโดนีเซีย ซึ่งมีแนวโน้มว่า สหรัฐจะให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็น่าจะก่อให้เกิดผลในเชิงบว
ตีพิมพ์ใน ไทยโพสต์ วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน 2553
เมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ได้มีการเผยแพร่เอกสารสำคัญเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ ที่มีชื่อว่า National Security Strategy ซึ่งจะมีการจัดทำขึ้นทุก 4 ปี ในสมัยรัฐบาลบุช มีการทำขึ้นในปี 2002 กับ ปี 2006 สำหรับในปี 2010 นี้ ได้มีการจัดทำเอกสารดังกล่าวขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยรัฐบาลโอบามา ซึ่งถือเป็นเอกสารสะท้อนยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลโอบามา คอลัมน์กระบวนทรรศน์ในวันนี้ จะสรุปวิเคราะห์เอกสารดังกล่าว และผลกระทบที่จะมีต่อโลกและต่อภูมิภาค
Grand Strategy : ยุทธศาสตร์ Engagement
ในตอนต้นของเอกสารดังกล่าว ได้วิเคราะห์ถึงภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆ ในช่วง 2 ทศวรรษหลังสงครามเย็นสิ้นสุดลง โดยสงครามได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบจากสงครามอุดมการณ์มาเป็นสงครามชาติพันธุ์และสงครามศาสนา การแพร่ขยายของอาวุธร้ายแรง การไร้เสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลก ปัญหาสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางอาหาร และอันตรายจากการแพร่ขยายของเชื้อโรคร้ายต่างๆ
แต่สำหรับสหรัฐ ด้านมืดของโลกในยุคโลกาภิวัฒน์เกิดขึ้นในวันที่ 11 กันยายน ปี 2001 จากการถูกโจมตีจากกลุ่มก่อการร้าย หลังจากนั้นสหรัฐก็ได้ทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย โดยเฉพาะกลับกลุ่มอัลกออิดะห์ และทำสงครามในอิรัก
ในอนาคต สหรัฐจะยังคงเป็นผู้นำในการสร้างความมั่นคงให้กับโลก โดยร่วมมือกับพันธมิตรและสถาบันระหว่างประเทศ ทั้งนี้ เป้าหมายหลักคือเพื่อเอาชนะอัลกออิดะห์ในอัฟกานิสถานและปากีสถาน และป้องกันการแพร่ขยายของอาวุธร้ายแรง
Theme ของยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติปี 2010 คือ การรื้อฟื้นการเป็นผู้นำโลกของสหรัฐ และดำเนินยุทธศาสตร์ปฏิสัมพันธ์ (Engagement)
ยุทธศาสตร์ปฏิสัมพันธ์ในระดับโลก คือการให้ความสำคัญกับสถาบันระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความร่วมมือในการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้าย การแพร่ขยายของอาวุธร้ายแรง การสร้างเสถียรภาพให้กับระบบเศรษฐกิจโลก และแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน สงคราม และโรคระบาดต่างๆ
แต่การปฏิสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุดคือ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับพันธมิตรในภูมิภาคต่างๆ นอกจากนั้น สหรัฐกำลังกระชับความสัมพันธ์กับศูนย์กลางอำนาจใหม่ คือ จีน อินเดีย รัสเซีย บราซิล แอฟริกาใต้ และอินโดนีเซีย สหรัฐกำลังเพิ่มการปฏิสัมพันธ์กับประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคต่างๆ และแม้กระทั่งประเทศที่เป็นศัตรู สหรัฐก็จะดำเนินยุทธศาสตร์ปฏิสัมพันธ์กับประเทศเหล่านี้ด้วย
ยุทธศาสตร์ระยะสั้นเฉพาะหน้า
ยุทธศาสตร์ปฏิสัมพันธ์และการรื้อฟื้นความเป็นผู้นำโลกของสหรัฐ ถือเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว แต่ปัจจุบัน สหรัฐต้องเผชิญกับภัยคุกคามหลายรูปแบบ จึงจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ระยะสั้นเฉพาะหน้า
ภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือ ภัยจากอาวุธร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อันตรายที่มาจากการที่กลุ่มก่อการร้ายมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในครอบครอง รวมทั้งการแพร่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์ไปสู่ประเทศต่างๆ ดังนั้นสหรัฐจึงกำลังดำเนินยุทธศาสตร์ป้องกันการแพร่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์และสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐกำลังลดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ลง พยายามส่งเสริมสนธิสัญญาป้องกันการแพร่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์หรือ NPT พยายามแก้ปัญหาวิกฤตินิวเคลียร์ในอิหร่านและเกาหลีเหนือ พยายามไม่ให้วัตถุดิบนิวเคลียร์ตกอยู่ในมือของผู้ก่อการร้าย ป้องกันการโจมตีด้วยอาวุธชีวภาพ และการโจมตีเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
สหรัฐกำลังทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย เป้าหมายคือ การเอาชนะอัลกออิดะห์ ด้วยยุทธศาสตร์สมบูรณ์เบ็ดเสร็จ ขณะนี้ แนวหน้าของการต่อสู้อยู่ที่อัฟกานิสถานและปากีสถาน ในตะวันออกกลาง มีความพยายามสร้างสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับเพื่อนบ้าน ด้วยทางออกที่เรียกว่า two-state solution โดยการตั้งรัฐอิสราเอลคู่กับรัฐปาเลสไตน์ นอกจากนี้ ก็มีความพยายามปฏิสัมพันธ์กับโลกมุสลิมทั่วโลกด้วย
ยุทธศาสตร์ต่อเอเชีย
ในเอกสารดังกล่าว ได้ฉายภาพให้เห็นยุทธศาสตร์ของสหรัฐต่อเอเชีย โดยยุทธศาสตร์หลักคือ การกระชับความสัมพันธ์กับพันธมิตรทั้ง 5 ในเอเชีย ซึ่งได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และไทย โดยเน้นกระชับความสัมพันธ์กับพันธมิตรดังกล่าวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ประเทศที่มีความสำคัญคือ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่ถูกมองว่ากำลังจะเป็นผู้นำในการจัดการกับปัญหาทั้งในระดับโลกและภูมิภาค สหรัฐจึงจะกระชับความสัมพันธ์กับประเทศทั้งสอง โดยรวมแล้ว สหรัฐจะร่วมมือกับพันธมิตร ในการจัดการกับปัญหาความมั่นคงในภูมิภาค อาทิ การแพร่ขยายอาวุธร้ายแรง การก่อการร้าย ภาวะโลกร้อน ปัญหาโจรสลัด ภัยจากโรคระบาด และความมั่นคงในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
นอกจากนี้ สหรัฐมองว่า เอเชียกำลังมีการเกิดขึ้นของศูนย์กลางอำนาจใหม่ ดังนั้น สหรัฐจึงพยายามที่จะเพิ่มการปฏิสัมพันธ์ในเอเชีย โดยผ่านทางองค์กรในภูมิภาค เวทีหารือใหม่ๆ และการทูตระดับสูง สหรัฐจะดำเนินยุทธศาสตร์ต่อเอเชียผ่านทางพันธมิตร กระชับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจใหม่ และเพิ่มบทบาทในเวทีพหุภาคีต่างๆ ซึ่งรวมทั้ง ASEAN APEC และเวที East Asia Summit
สำหรับความสัมพันธ์กับจีนนั้น สหรัฐจะเน้นความสัมพันธ์ที่เป็นบวก สร้างสรรค์ และสมบูรณ์เบ็ดเสร็จกับจีน สหรัฐยินดีที่จีนจะเล่นบทบาทเป็นผู้นำที่รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกับสหรัฐ อย่างไรก็ตาม สหรัฐจะยังคงเฝ้าระวังเกี่ยวกับการพัฒนาแสนยานุภาพทางทหารของจีน และเตรียมรับมือกับผลกระทบ เพื่อป้องกันไม่ให้ผลประโยชน์ของสหรัฐและพันธมิตรได้รับผลกระทบในทางลบ จากการผงาดของจีนทางทหาร สหรัฐกับจีนคงจะไม่สามารถตกลงกันได้ในทุกๆ เรื่อง โดยเฉพาะยังมีปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ความเห็นที่แตกต่างกันจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือในประเด็นปัญหาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน
สำหรับอินเดีย สหรัฐกำลังพัฒนาความสัมพันธ์ในลักษณะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับอินเดีย ซึ่งทั้งสองประเทศมีผลประโยชน์ร่วมกัน และเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุด บทบาทความรับผิดชอบของอินเดีย เป็นตัวอย่างในเชิงบวกสำหรับประเทศกำลังพัฒนา และได้เปิดโอกาสในการเป็นหุ้นส่วนกับสหรัฐ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง สหรัฐมองว่า อินเดียกำลังจะมีบทบาทความเป็นผู้นำในการจัดการปัญหาของโลก โดยการเป็นสมาชิกของกลุ่ม G20 และบทบาทของอินเดียในการสร้างเสถียรภาพในเอเชียใต้
สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศที่สหรัฐมองว่า กำลังเป็นศูนย์อำนาจใหม่และมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ คือ อินโดนีเซีย โดยในเอกสารดังกล่าว ได้พูดถึงอินโดนีเซียว่า เป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก เป็นสมาชิก G20 และเป็นประชาธิปไตย อินโดนีเซียจึงมีศักยภาพที่จะเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญกับสหรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ ในการจัดการกับปัญหาต่างๆ ในภูมิภาค
บทวิเคราะห์•
โดยภาพรวมแล้ว ผมมองว่า ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติปี 2010 ของรัฐบาลโอบามาที่ได้สรุปข้างต้นนั้น มีแนวนโยบายที่แตกต่างจากยุทธศาสตร์ในสมัยของรัฐบาลบุชอย่างเห็นได้ชัด โดยยุทธศาสตร์ในสมัยรัฐบาลบุช เป็นยุทธศาสตร์ที่มีลักษณะเป็นสายเหยี่ยวแบบสุดโต่ง เป็นยุทธศาสตร์สัจนิยมแบบสุดโต่ง แต่สำหรับยุทธศาสตร์ของโอบามา มีลักษณะของการผสมผสานระหว่างยุทธศาสตร์สัจนิยมกับอุดมคตินิยม และลดความเป็นสายเหยี่ยวลงไปมาก จนอาจจะกล่าวได้ว่า เป็นยุทธศาสตร์สายพิราบ แต่โดยรวมแล้ว ก็ยังเป็นการผสมผสานกันของทั้งสัจนิยมและอุดมคตินิยม โดยมีความเป็นเสรีนิยมสูง โดยเฉพาะการเน้นยุทธศาสตร์ปฏิสัมพันธ์หรือ engagement ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่มองโลกในแง่ดี ซึ่งแตกต่างจากยุทธศาสตร์ของบุชที่มองโลกในแง่ร้ายเป็นอย่างมาก ดังนั้น ยุทธศาสตร์ในลักษณะ grand strategy หรือยุทธศาสตร์ระยะยาวของโอบามานั้น แตกต่างจากยุทธศาสตร์ในสมัยบุชเป็นอย่างมาก
• อย่างไรก็ตาม เมื่อเรามาวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ระยะสั้นหรือยุทธศาสตร์เฉพาะหน้า กลับปรากฏว่า ยุทธศาสตร์ของโอบามาก็ไม่ได้แตกต่างจากยุทธศาสตร์ของบุชมากนัก โดยภัยคุกคามก็เหมือนกัน คือ กลุ่มก่อการร้ายและอาวุธร้ายแรง ดังนั้น ถึงแม้โอบามาจะมี grand strategy ที่มีลักษณะเสรีนิยม แต่พอมาถึงยุทธศาสตร์ในระยะสั้นเฉพาะหน้า กลับมีลักษณะเป็นสัจนิยมค่อนข้างมาก
• เช่นเดียวกับยุทธศาสตร์ของโอบามาต่อเอเชีย ก็ไม่ได้แตกต่างจากยุทธศาสตร์ของบุช โดยยังคงเน้นความสัมพันธ์กับพันธมิตรทางทหารทั้ง 5 แต่ที่จะแตกต่างจากยุทธศาสตร์ของบุชคือ การให้ความสำคัญกับเวทีพหุภาคีในภูมิภาคมากขึ้น นอกจากนั้น ยุทธศาสตร์ต่อมหาอำนาจใหม่ โดยเฉพาะกับจีน ก็แตกต่างจากในสมัยของรัฐบาลบุช โดยโอบามาเน้นที่จะปฏิสัมพันธ์กับจีนอย่างสร้างสรรค์มากขึ้นและมองจีนในแง่บวกมากขึ้น
• โดยสรุปแล้ว ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ของสหรัฐจะส่งผลกระทบต่อโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น โดยผมมองว่าโดยรวมแล้ว น่าจะส่งผลกระทบในทางบวกต่อโลกมากขึ้น ทั้งนี้เพราะ หากรัฐบาลโอบามาสามารถทำได้อย่างที่ตั้งใจไว้ คือ เน้นปฏิสัมพันธ์ ก็น่าจะทำให้เกิดความร่วมมือและสันติภาพมากขึ้นในโลก การเน้นให้ความสำคัญกับองค์การระหว่างประเทศ ก็น่าจะส่งผลดีในการสร้างความร่วมมือ ลดความขัดแย้ง และน่าจะส่งผลให้เชิงบวกต่อการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของโลก
สำหรับผลกระทบต่อเอเชียนั้น พันธมิตรทั้ง 5 น่าจะได้รับประโยชน์เหมือนเดิม โดยไทยในฐานะเป็นหนึ่งในพันธมิตรทั้ง 5 น่าจะได้ประโยชน์จากการที่สหรัฐต้องการกระชับความสัมพันธ์กับพันธมิตรมากขึ้น ซึ่งรวมถึงไทย แนวโน้มคือ สหรัฐน่าจะให้ความสำคัญกับไทยมากขึ้น
นอกจากนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับมหาอำนาจใหม่ในเอเชีย น่าจะเป็นไปในทางบวกมากขึ้น ซึ่งรวมถึงจีนและอินเดีย เวทีพหุภาคีในภูมิภาค ก็น่าจะได้รับความสำคัญจากสหรัฐมากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่ออาเซียน สุดท้าย ประเทศที่ดูแล้ว น่าจะกำลังเป็นจุดสนใจของสหรัฐเป็นอย่างมากคือ อินโดนีเซีย ซึ่งมีแนวโน้มว่า สหรัฐจะให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็น่าจะก่อให้เกิดผลในเชิงบว
การประชุม Strategic and Economic Dialogue ระหว่างสหรัฐ กับ จีน
การประชุม Strategic and Economic Dialogue ระหว่างสหรัฐ กับ จีน
ตีพิมพ์ใน สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ปีที่ 57 ฉบับที่ 37 วันศุกร์ที่ 4 - วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2553
เมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ได้มีการประชุมสำคัญระหว่างสหรัฐกับจีน ซึ่งการประชุมดังกล่าวเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Strategic and Economic Dialogue ซึ่งในครั้งนี้ เป็นการประชุมครั้งที่ 2 การประชุมครั้งแรกมีขึ้นเมื่อปีที่แล้ว โดยเป็นความคิดริเริ่มของประธานาธิบดีโอบามา ทางฝ่ายสหรัฐหัวหน้าคณะมี 2 คน คือ Hillary Clinton รัฐมนตรีต่างประเทศ และ Tim Geithner รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐ ส่วนทางฝ่ายจีนมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะ การประชุมดังกล่าวนับว่ามีความสำคัญรองลงมาจากการประชุมระดับสุดยอด คอลัมน์โลกทรรศน์ในวันนี้ จะสรุปวิเคราะห์ผลการประชุมดังกล่าว ดังนี้
ความร่วมมือด้านความมั่นคง
ในสุนทรพจน์กล่าวสรุปปิดการประชุม Hillary Clinton ได้กล่าวชื่นชมผลการประชุม โดยบอกว่าเวทีการประชุมนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญอย่างยิ่งสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน Hillary ได้กล่าวว่า ในช่วงต้นปี ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองเสื่อมโทรมลงมาก อย่างไรก็ตาม กลไกหารือเวทีนี้ได้ทำให้ความสัมพันธ์กลับมาเป็นบวกอีกครั้งหนึ่ง โดยได้มีการหารือในด้านต่างๆ หลายเรื่อง
เรื่องแรกเป็นเรื่องความมั่นคง โดยได้มีการหารือถึงประเด็นปัญหาระหว่างประเทศอย่างละเอียด รวมถึงปัญหาอิหร่านและเกาหลีเหนือ
ในกรณีของอิหร่าน ทั้งสองฝ่ายได้ให้ความสำคัญที่จะบรรลุถึงข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งจะเป็นการส่งสัญญาณให้อิหร่านมีความรับผิดชอบระหว่างประเทศ มิเช่นนั้นจะถูกโดดเดี่ยวและจะได้รับผลจากพฤติกรรมของตน
สำหรับในกรณีเกาหลีเหนือ สหรัฐและจีนมีวัตถุประสงค์ตรงกันที่ต้องการสันติภาพและเสถียรภาพในคาบสมุทรเกาหลี ปีที่แล้ว ทั้งสองประเทศร่วมมือกัน ในการผลักดันข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคง และบังคับใช้ข้อมติดังกล่าว หลังจากเกาหลีเหนือทดลองอาวุธนิวเคลียร์ แต่ในขณะนี้ ทั้งสองประเทศต้องร่วมมือกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะแก้ไขวิกฤตการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี ที่เกิดจากการที่เกาหลีเหนือจมเรือของเกาหลีใต้ Hillary ได้เน้นว่า จีนเป็นประเทศที่น่าจะกังวลที่สุดต่อสันติภาพและเสถียรภาพในคาบสมุทรเกาหลี ดังนั้น จึงต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน ในอนาคต สหรัฐจะร่วมมือกับประชาคมโลก และกับฝ่ายจีน เพื่อที่จะหาหนทางที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมในการแก้ไขวิกฤตการณ์ในครั้งนี้
ความร่วมมือด้านพลังงาน
แต่ไฮไลท์ของการประชุมในครั้งนี้คือ ความร่วมมือในด้านพลังงาน โดยได้มีการลงนามในข้อตกลงหลายเรื่องในด้านนี้ ข้อตกลงที่สำคัญที่มีการลงนามในครั้งนี้ มีดังนี้
• มีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือในด้านความมั่นคงปลอดภัยด้านนิวเคลียร์ โดยจะร่วมมือกันในการป้องกันและต่อต้านการค้าวัตถุดิบนิวเคลียร์อย่างผิดกฎหมาย
• มีการลงนามในแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับการขุดเจาะสำรวจแก๊สธรรมชาติในจีน โดยแผนดังกล่าวมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า U.S.-China Shale Gas Resource Task Force Work Plan
• มีความคืบหน้าในการปฏิบัติตาม MOU ความร่วมมือในด้านการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม และมีการจัดทำกรอบความร่วมมือด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ระยะเวลา 10 ปี โดยในกรอบความร่วมมือดังกล่าว จะเน้นสาขาความร่วมมือ 6 สาขา ได้แก่ น้ำ อากาศ พลังงานไฟฟ้า การคมนาคมขนส่ง การปกป้องธรรมชาติ และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
• ได้มีการจัดการประชุมคณะทำงานของ Clean Energy Research Center เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม
• ทั้งสองฝ่ายมีแผนที่จะจัดการประชุมความร่วมมือด้านพลังงานอีกหลายเวที ได้แก่ Electric Vehicle Forum การประชุม U.S.-China Energy Policy Dialogue ครั้งที่ 5 และการประชุม U.S.-China Oil and Gas Industry Forum ครั้งที่ 10 ในช่วงปลายปีนี้ นอกจากนี้ จะมีการจัดการประชุม U.S-China Renewable Energy Forum ครั้งแรกขึ้น และได้มีการจัดการประชุม Advanced Bio-fuels Forum เมื่อวันที่ 26-27 พฤษภาคมที่ผ่านมา และทั้งสองฝ่ายกำลังเดินหน้าในเรื่อง U.S-China Renewable Energy Partnership
• ทั้งสองฝ่ายได้จัดทำแถลงการณ์ร่วม ความร่วมมือในด้านความมั่นคงด้านพลังงาน โดยที่ทั้งสองประเทศเป็นประเทศที่ผลิตและบริโภคพลังงานมากที่สุดในโลก จึงมีผลประโยชน์ร่วมกันและความรับผิดชอบร่วมกันในด้านความมั่นคงด้านพลังงาน
• ทั้งสองฝ่ายได้ตอกย้ำจุดยืนในการสนับสนุน Copenhagen Accord ที่เป็นข้อตกลงล่าสุด ที่ตกลงกันในการประชุมเพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนที่กรุงโคเปนเฮเกน เมื่อปลายปีที่แล้ว
ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ
การประชุมในครั้งนี้ มีการหารือความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับสหรัฐ โดย Tim Geithner รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้กล่าวสรุปว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศทั้งสองกระชับแน่นแฟ้นมากขึ้น โดยดูได้จากการส่งออกของสหรัฐมาจีนได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในปีนี้ โดยได้เพิ่มขึ้นเกือบ 50% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
เรื่องสำคัญที่ทั้งสองประเทศได้ร่วมมือกันคือ ความร่วมมือในการกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจโลก ในการประชุมปีที่แล้ว ทั้งสองฝ่ายได้เน้นเรื่อง การปรับสมดุลของเศรษฐกิจโลก หลังจากนั้นทั้งสองประเทศได้ดำเนินมาตรการต่างๆ ในการปรับสมดุล โดยทางสหรัฐได้มีการออมและลงทุนมากขึ้น และลดการกู้เงินจากต่างประเทศ ในขณะที่ทางฝ่ายจีนก็มีการบริโภคและการนำเข้ามากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจโลกมีความสมดุลมากขึ้น
ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมมือกันในการเพิ่มเงินทุนเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาและเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยผ่านทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF
อีกเรื่องที่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่แต่ Geithner ได้กล่าวแต่เพียงเล็กน้อย คือ ปัญหาค่าเงินหยวนของจีน โดยได้กล่าวแต่เพียงว่า ยินดีที่ผู้นำจีนได้ให้ความสำคัญในการปฏิรูประบบการแลกเปลี่ยนของจีน
แต่เรื่องที่ Geithner ดูจะให้ความสำคัญคือ การที่สหรัฐผลักดันให้จีนปรับเปลี่ยนกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เอื้อต่อการลงทุนของสหรัฐในจีน ซึ่งทางฝ่ายสหรัฐดูจะพอใจที่จีนได้ดำเนินมาตรการต่างๆ อาทิ การยึดหลักการกลไกตลาด การค้าเสรี และการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของจีน รวมทั้งการที่จีนจะเข้าเป็นสมาชิกของข้อตกลง WTO ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และการที่จีนกำลังลดอุปสรรคการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งทางฝ่ายสหรัฐมองว่าเป็นความคืบหน้าที่สำคัญ
บทวิเคราะห์
ผมมองว่า ผลของการประชุมในครั้งนี้ถือเป็นการพลิกผันอีกครั้งหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จากความร่วมมือเป็นความขัดแย้ง และจากความขัดแย้งมาเป็นความร่วมมือ เราคงจำได้ว่า ในช่วงต้นปีที่แล้ว ตอนที่โอบามาเป็นประธานาธิบดีใหม่ๆ ได้ดำเนินนโยบายในเชิงรุกเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีน ความสัมพันธ์ในช่วงปีที่แล้วดีขึ้นมากโดยเฉพาะตอนที่โอบามาเดินทางไปเยือนจีน แต่พอมาถึงช่วงต้นปีนี้ ความสัมพันธ์ก็พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยเกิดความขัดแย้งหลายเรื่อง อาทิ การที่โอบามาประกาศที่จะขายอาวุธให้กับไต้หวัน และการที่โอบามาได้พบปะกับองค์ดาไล ลามะ ที่ทำเนียบขาว และต่อมาสหรัฐได้โจมตีจีนอย่างหนักในเรื่องของค่าเงินหยวน และความสัมพันธ์ดูมีแนวโน้มทรุดหนักลงไปเรื่อยๆ
แต่พอมาเมื่อช่วงเดือนเมษายน ความสัมพันธ์ก็พลิกผัน โดยหู จิ่น เทา ได้เดินทางไปเยือนสหรัฐ หลังจากนั้น ความสัมพันธ์เริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ และจากการประชุม Strategic and Economic Dialogue ในครั้งนี้ ก็ทำให้ความสัมพันธ์ดีมากขึ้นไปอีก
คำถามสำคัญคือ เกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา คำตอบของผมคือ เราต้องเข้าใจยุทธศาสตร์หลักของสหรัฐต่อจีน ซึ่งมีลักษณะกึ่งปิดล้อมกึ่งปฏิสัมพันธ์ ในบางช่วง สหรัฐจะเน้นนโยบายปิดล้อม ใช้ไม้แข็งกับจีน แต่ในบางช่วง ก็จะเปลี่ยนมาเป็นนโยบายปฏิสัมพันธ์และใช้ไม้อ่อนกับจีน สลับกันไปนั่นเอง
สำหรับการประชุมในครั้งนี้ ไฮไลท์อยู่ที่ความร่วมมือด้านพลังงาน ซึ่งก็เป็นการสานต่อข้อตกลงระหว่างโอบามากับหู จิ่น เทา เมื่อปลายปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม สำหรับในด้านอื่นๆ ก็ไม่มีความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และความขัดแย้งในเรื่องสำคัญ ยังไม่ได้มีการแก้ไขแต่อย่างใด อย่างเช่น เรื่องปัญหาค่าเงินหยวน เรื่องความร่วมมือในการแก้ไขวิกฤตินิวเคลียร์อิหร่าน เป็นต้น
กล่าวโดยสรุป ในอนาคต เราคงจะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน กลับไปกลับมา คือ บางครั้งจะมีความร่วมมือ บางครั้งก็จะขัดแย้ง ซึ่งเป็นผลมาจากยุทธศาสตร์กึ่งปิดล้อมกึ่งปฏิสัมพันธ์ของสหรัฐนั่นเอง
ตีพิมพ์ใน สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ปีที่ 57 ฉบับที่ 37 วันศุกร์ที่ 4 - วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2553
เมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ได้มีการประชุมสำคัญระหว่างสหรัฐกับจีน ซึ่งการประชุมดังกล่าวเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Strategic and Economic Dialogue ซึ่งในครั้งนี้ เป็นการประชุมครั้งที่ 2 การประชุมครั้งแรกมีขึ้นเมื่อปีที่แล้ว โดยเป็นความคิดริเริ่มของประธานาธิบดีโอบามา ทางฝ่ายสหรัฐหัวหน้าคณะมี 2 คน คือ Hillary Clinton รัฐมนตรีต่างประเทศ และ Tim Geithner รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐ ส่วนทางฝ่ายจีนมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะ การประชุมดังกล่าวนับว่ามีความสำคัญรองลงมาจากการประชุมระดับสุดยอด คอลัมน์โลกทรรศน์ในวันนี้ จะสรุปวิเคราะห์ผลการประชุมดังกล่าว ดังนี้
ความร่วมมือด้านความมั่นคง
ในสุนทรพจน์กล่าวสรุปปิดการประชุม Hillary Clinton ได้กล่าวชื่นชมผลการประชุม โดยบอกว่าเวทีการประชุมนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญอย่างยิ่งสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน Hillary ได้กล่าวว่า ในช่วงต้นปี ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองเสื่อมโทรมลงมาก อย่างไรก็ตาม กลไกหารือเวทีนี้ได้ทำให้ความสัมพันธ์กลับมาเป็นบวกอีกครั้งหนึ่ง โดยได้มีการหารือในด้านต่างๆ หลายเรื่อง
เรื่องแรกเป็นเรื่องความมั่นคง โดยได้มีการหารือถึงประเด็นปัญหาระหว่างประเทศอย่างละเอียด รวมถึงปัญหาอิหร่านและเกาหลีเหนือ
ในกรณีของอิหร่าน ทั้งสองฝ่ายได้ให้ความสำคัญที่จะบรรลุถึงข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งจะเป็นการส่งสัญญาณให้อิหร่านมีความรับผิดชอบระหว่างประเทศ มิเช่นนั้นจะถูกโดดเดี่ยวและจะได้รับผลจากพฤติกรรมของตน
สำหรับในกรณีเกาหลีเหนือ สหรัฐและจีนมีวัตถุประสงค์ตรงกันที่ต้องการสันติภาพและเสถียรภาพในคาบสมุทรเกาหลี ปีที่แล้ว ทั้งสองประเทศร่วมมือกัน ในการผลักดันข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคง และบังคับใช้ข้อมติดังกล่าว หลังจากเกาหลีเหนือทดลองอาวุธนิวเคลียร์ แต่ในขณะนี้ ทั้งสองประเทศต้องร่วมมือกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะแก้ไขวิกฤตการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี ที่เกิดจากการที่เกาหลีเหนือจมเรือของเกาหลีใต้ Hillary ได้เน้นว่า จีนเป็นประเทศที่น่าจะกังวลที่สุดต่อสันติภาพและเสถียรภาพในคาบสมุทรเกาหลี ดังนั้น จึงต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน ในอนาคต สหรัฐจะร่วมมือกับประชาคมโลก และกับฝ่ายจีน เพื่อที่จะหาหนทางที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมในการแก้ไขวิกฤตการณ์ในครั้งนี้
ความร่วมมือด้านพลังงาน
แต่ไฮไลท์ของการประชุมในครั้งนี้คือ ความร่วมมือในด้านพลังงาน โดยได้มีการลงนามในข้อตกลงหลายเรื่องในด้านนี้ ข้อตกลงที่สำคัญที่มีการลงนามในครั้งนี้ มีดังนี้
• มีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือในด้านความมั่นคงปลอดภัยด้านนิวเคลียร์ โดยจะร่วมมือกันในการป้องกันและต่อต้านการค้าวัตถุดิบนิวเคลียร์อย่างผิดกฎหมาย
• มีการลงนามในแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับการขุดเจาะสำรวจแก๊สธรรมชาติในจีน โดยแผนดังกล่าวมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า U.S.-China Shale Gas Resource Task Force Work Plan
• มีความคืบหน้าในการปฏิบัติตาม MOU ความร่วมมือในด้านการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม และมีการจัดทำกรอบความร่วมมือด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ระยะเวลา 10 ปี โดยในกรอบความร่วมมือดังกล่าว จะเน้นสาขาความร่วมมือ 6 สาขา ได้แก่ น้ำ อากาศ พลังงานไฟฟ้า การคมนาคมขนส่ง การปกป้องธรรมชาติ และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
• ได้มีการจัดการประชุมคณะทำงานของ Clean Energy Research Center เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม
• ทั้งสองฝ่ายมีแผนที่จะจัดการประชุมความร่วมมือด้านพลังงานอีกหลายเวที ได้แก่ Electric Vehicle Forum การประชุม U.S.-China Energy Policy Dialogue ครั้งที่ 5 และการประชุม U.S.-China Oil and Gas Industry Forum ครั้งที่ 10 ในช่วงปลายปีนี้ นอกจากนี้ จะมีการจัดการประชุม U.S-China Renewable Energy Forum ครั้งแรกขึ้น และได้มีการจัดการประชุม Advanced Bio-fuels Forum เมื่อวันที่ 26-27 พฤษภาคมที่ผ่านมา และทั้งสองฝ่ายกำลังเดินหน้าในเรื่อง U.S-China Renewable Energy Partnership
• ทั้งสองฝ่ายได้จัดทำแถลงการณ์ร่วม ความร่วมมือในด้านความมั่นคงด้านพลังงาน โดยที่ทั้งสองประเทศเป็นประเทศที่ผลิตและบริโภคพลังงานมากที่สุดในโลก จึงมีผลประโยชน์ร่วมกันและความรับผิดชอบร่วมกันในด้านความมั่นคงด้านพลังงาน
• ทั้งสองฝ่ายได้ตอกย้ำจุดยืนในการสนับสนุน Copenhagen Accord ที่เป็นข้อตกลงล่าสุด ที่ตกลงกันในการประชุมเพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนที่กรุงโคเปนเฮเกน เมื่อปลายปีที่แล้ว
ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ
การประชุมในครั้งนี้ มีการหารือความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับสหรัฐ โดย Tim Geithner รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้กล่าวสรุปว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศทั้งสองกระชับแน่นแฟ้นมากขึ้น โดยดูได้จากการส่งออกของสหรัฐมาจีนได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในปีนี้ โดยได้เพิ่มขึ้นเกือบ 50% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
เรื่องสำคัญที่ทั้งสองประเทศได้ร่วมมือกันคือ ความร่วมมือในการกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจโลก ในการประชุมปีที่แล้ว ทั้งสองฝ่ายได้เน้นเรื่อง การปรับสมดุลของเศรษฐกิจโลก หลังจากนั้นทั้งสองประเทศได้ดำเนินมาตรการต่างๆ ในการปรับสมดุล โดยทางสหรัฐได้มีการออมและลงทุนมากขึ้น และลดการกู้เงินจากต่างประเทศ ในขณะที่ทางฝ่ายจีนก็มีการบริโภคและการนำเข้ามากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจโลกมีความสมดุลมากขึ้น
ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมมือกันในการเพิ่มเงินทุนเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาและเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยผ่านทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF
อีกเรื่องที่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่แต่ Geithner ได้กล่าวแต่เพียงเล็กน้อย คือ ปัญหาค่าเงินหยวนของจีน โดยได้กล่าวแต่เพียงว่า ยินดีที่ผู้นำจีนได้ให้ความสำคัญในการปฏิรูประบบการแลกเปลี่ยนของจีน
แต่เรื่องที่ Geithner ดูจะให้ความสำคัญคือ การที่สหรัฐผลักดันให้จีนปรับเปลี่ยนกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เอื้อต่อการลงทุนของสหรัฐในจีน ซึ่งทางฝ่ายสหรัฐดูจะพอใจที่จีนได้ดำเนินมาตรการต่างๆ อาทิ การยึดหลักการกลไกตลาด การค้าเสรี และการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของจีน รวมทั้งการที่จีนจะเข้าเป็นสมาชิกของข้อตกลง WTO ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และการที่จีนกำลังลดอุปสรรคการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งทางฝ่ายสหรัฐมองว่าเป็นความคืบหน้าที่สำคัญ
บทวิเคราะห์
ผมมองว่า ผลของการประชุมในครั้งนี้ถือเป็นการพลิกผันอีกครั้งหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จากความร่วมมือเป็นความขัดแย้ง และจากความขัดแย้งมาเป็นความร่วมมือ เราคงจำได้ว่า ในช่วงต้นปีที่แล้ว ตอนที่โอบามาเป็นประธานาธิบดีใหม่ๆ ได้ดำเนินนโยบายในเชิงรุกเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีน ความสัมพันธ์ในช่วงปีที่แล้วดีขึ้นมากโดยเฉพาะตอนที่โอบามาเดินทางไปเยือนจีน แต่พอมาถึงช่วงต้นปีนี้ ความสัมพันธ์ก็พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยเกิดความขัดแย้งหลายเรื่อง อาทิ การที่โอบามาประกาศที่จะขายอาวุธให้กับไต้หวัน และการที่โอบามาได้พบปะกับองค์ดาไล ลามะ ที่ทำเนียบขาว และต่อมาสหรัฐได้โจมตีจีนอย่างหนักในเรื่องของค่าเงินหยวน และความสัมพันธ์ดูมีแนวโน้มทรุดหนักลงไปเรื่อยๆ
แต่พอมาเมื่อช่วงเดือนเมษายน ความสัมพันธ์ก็พลิกผัน โดยหู จิ่น เทา ได้เดินทางไปเยือนสหรัฐ หลังจากนั้น ความสัมพันธ์เริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ และจากการประชุม Strategic and Economic Dialogue ในครั้งนี้ ก็ทำให้ความสัมพันธ์ดีมากขึ้นไปอีก
คำถามสำคัญคือ เกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา คำตอบของผมคือ เราต้องเข้าใจยุทธศาสตร์หลักของสหรัฐต่อจีน ซึ่งมีลักษณะกึ่งปิดล้อมกึ่งปฏิสัมพันธ์ ในบางช่วง สหรัฐจะเน้นนโยบายปิดล้อม ใช้ไม้แข็งกับจีน แต่ในบางช่วง ก็จะเปลี่ยนมาเป็นนโยบายปฏิสัมพันธ์และใช้ไม้อ่อนกับจีน สลับกันไปนั่นเอง
สำหรับการประชุมในครั้งนี้ ไฮไลท์อยู่ที่ความร่วมมือด้านพลังงาน ซึ่งก็เป็นการสานต่อข้อตกลงระหว่างโอบามากับหู จิ่น เทา เมื่อปลายปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม สำหรับในด้านอื่นๆ ก็ไม่มีความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และความขัดแย้งในเรื่องสำคัญ ยังไม่ได้มีการแก้ไขแต่อย่างใด อย่างเช่น เรื่องปัญหาค่าเงินหยวน เรื่องความร่วมมือในการแก้ไขวิกฤตินิวเคลียร์อิหร่าน เป็นต้น
กล่าวโดยสรุป ในอนาคต เราคงจะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน กลับไปกลับมา คือ บางครั้งจะมีความร่วมมือ บางครั้งก็จะขัดแย้ง ซึ่งเป็นผลมาจากยุทธศาสตร์กึ่งปิดล้อมกึ่งปฏิสัมพันธ์ของสหรัฐนั่นเอง
วันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2553
นโยบายต่างประเทศของไทย (ตอนสุดท้าย)
นโยบายต่างประเทศของไทย (ตอนสุดท้าย)ตีพิมพ์ใน สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ปีที่ 57 ฉบับที่ 36 วันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม - วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ.2553
ในคอลัมน์โลกทรรศน์ตอนที่แล้ว ผมได้วิเคราะห์เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของไทย โดยเน้นข้อเสนอการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และบทบาทของไทยในอาเซียนไปแล้ว คอลัมน์โลกทรรศน์ในวันนี้ จะมาวิเคราะห์ต่อ เป็นตอนสุดท้าย โดยจะวิเคราะห์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทยกับมหาอำนาจ
มหาอำนาจ
พอออกไปจากบริบทของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็เป็นบริบทโลก ไทยจะมีจุดยืนอย่างไรในระบบโลก เพราะฉะนั้น เราต้องมาวิเคราะห์ก่อนว่า ระบบโลกขณะนี้ประกอบด้วยอะไรบ้าง จะมีเวทีพหุภาคีใหญ่ๆ เช่น UN WTO มีมหาอำนาจใหญ่ๆ เช่น สหรัฐ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เราจะวางจุดยืนของเราอย่างไร เราจะมีความสัมพันธ์อย่างไรกับประเทศเหล่านี้ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่อีกอย่างหนึ่ง เพราะว่าอเมริกากับจีน ก็ไม่ได้เห็นตรงกันเป็นส่วนใหญ่ เอาใจจีนมาก อเมริกาก็ไม่พอใจ เอาใจอเมริกามาก จีนก็ไม่พอใจ ประเทศเล็กอย่างเราจะทำอย่างไร
คำตอบคือ ประเทศไทยของเราถือว่าโชคดี ในแง่ที่ว่า เราคนไทย มีความสามารถในเรื่องของการเอาตัวรอดได้สูง เรามีไหวพริบดีในเรื่องของการเอาตัวรอด ในเรื่องภัยอันตรายต่างๆที่จะเข้ามา รู้โอกาสต่างๆ ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เราสามารถคบค้าสมาคมกับมหาอำนาจต่างๆ จักรวรรดินิยมตะวันตก เราก็เข้าได้หมด สมัยล่าอาณานิคม สมัยรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 เราก็เอาตัวรอดมาได้ สาเหตุที่เราไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของใคร เราสามารถเป็นประเทศเอกราชประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็เพราะว่า เราใช้การทูต เราเล่นกับอังกฤษ ฝรั่งเศส เราสามารถเล่นนโยบาย ที่ทำให้เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับมหาอำนาจได้หมด จุดแข็งของเราคือ เรามีความสามารถที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศมหาอำนาจได้ ซึ่งต่างจากจุดอ่อนของไทย ที่เราไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีนัก กับประเทศเพื่อนบ้าน
ทีนี้ พอมาพูดถึงเรื่องมหาอำนาจ ก็พูดสบายขึ้นมาก เพราะนี่เป็นจุดแข็งของเรา เราเก่งในเรื่องของการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ยิ่งใหญ่ในโลก
เพราะฉะนั้น ถ้าพูดเรื่องความสัมพันธ์ไทยกับอเมริกา ก็สบาย เพราะเรามีความสัมพันธ์ที่ดีมาตลอด นับตั้งแต่สมัยสงครามเย็น ที่พอมีคอมมิวนิสต์มา เราก็เข้าได้กับอเมริกา หลังจากนั้น เราก็ติดต่อคบหาสมาคมมาโดยตลอด ตอนนี้ เราเป็นพันธมิตรทางทหารกับอเมริกา มีการซ้อมรบ Cobra Gold ทุกปี การซ้อมรบนี้ เป็นการซ้อมรบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ตลาดที่สำคัญที่สุดของไทย ในเรื่องของการส่งออก ยังเป็นตลาดสหรัฐ ดังนั้น ในแง่ของอเมริกา ความสัมพันธ์ก็ไปได้ดี
อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ อเมริกาก็พยายามมาสนิทกับเวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย เขามีทางเลือกมากขึ้น ตีสนิทกับหลายคนมากขึ้น แต่ในที่สุดแล้ว ไทยยังเป็นพันธมิตรที่สำคัญที่สุดต่อเขาอยู่ดี คือเวลาเขาบอกนโยบายของอเมริกา เขาบอกอย่างชัดเจนว่า เขามีพันธมิตรทางทหารในเอเชียอยู่ 5 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย แล้วก็ ไทย กับฟิลิปปินส์ ซึ่งถือเป็นพันธมิตร 5 ประเทศ ถือว่าไทยมีความสัมพันธ์ที่เป็นพิเศษกับอเมริกา ดังนั้น เราจะต้องรักษาความสัมพันธ์ที่เป็นพิเศษกับเขาต่อไป เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติของเรา
ในปัจจุบัน โลกมีอภิมหาอำนาจหนึ่งเดียว คือ อเมริกา แต่เรากำลังมองเห็นว่า โลกกำลังเริ่มเปลี่ยน คือ ค่อยๆ มีคนอื่นผงาดขึ้นมา เช่น จีน และอินเดีย ซึ่งตอนนี้มาแรงมาก ดังนั้น เราจะคบกับอเมริกาประเทศเดียวไม่ได้ ไทยจึงเริ่มเปลี่ยนและรู้ทิศทางลมอยู่แล้วว่า จีนกำลังมาแรง
ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เราเริ่มกลับมาตีสนิทจีน ความสัมพันธ์ไทยจีนตอนนี้ก็ดีมากขึ้นเรื่อยๆ และเราได้เปรียบอีก เพราะว่าไทยกับจีนมีความใกล้ชิดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ คือตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา และเราก็มีข้อได้เปรียบ ในแง่ของความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรม คือเรื่องของสายเลือด คนไทย คนจีน เรียกได้ว่า เป็นพี่น้องกันได้เลย ทำให้ไทยกับจีนมองตา ก็รู้ว่าเราเข้ากันได้
ผมว่า ในอาเซียน จีนเขามองว่า เขาสนิทกับไทยมากที่สุด ทำให้เราได้เปรียบประเทศอาเซียนอื่น เช่นเปรียบเทียบกับเวียดนาม จีนเคยไปยึดเขา ลึกๆ เวียดนามก็ไม่ชอบจีน ส่วนมาเลเซีย มีปัญหาเรื่องเชื้อชาติ ดังนั้น มาเลเซียจึงยังมีความหวาดระแวงจีนอยู่ ส่วนสิงคโปร์ ซึ่งแม้ว่าจะมีเชื้อสายเป็นจีน แต่ก็เป็นประเทศเล็ก ดังนั้น เขาก็มองว่า จีนอาจเข้ามาครอบงำภูมิภาคนี้ เขาก็จะลำบาก จึงพยายามดึงอเมริกามาถ่วงจีน ก็เล่นเกมนี้อยู่ ส่วนอินโดนีเซีย คิดว่า เขาใหญ่ มีประชาชน 240 ล้านคน จะเป็นมหาอำนาจในภูมิภาค ก็ไม่อยากให้จีนมาวุ่นวาย สรุปแล้วไทยได้เปรียบกว่าเพื่อนในแง่ของจีน ผมจึงไม่ค่อยห่วง เพราะไทยรู้ทิศทางลม และใกล้ชิดสนิทสนมกันอยู่แล้ว
แต่จะมีปัญหาในเรื่องของอนาคต ที่จีนกับอมริกาเริ่มจะแข่งขันกัน เราจึงอาจไม่รู้ว่าจะวางตัวอย่างไร แต่ผมว่า ไทยสามารถที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีได้ ในแง่ที่ว่า เราใกล้ชิดกับจีนและอเมริกา ในที่สุดแล้ว เราก็ตีสนิทกับทั้งสองประเทศนี้ได้
อาจจะมีหลายคนสงสัยว่า จีนจะกลัวหรือไม่ ที่เราซ้อมรบกับอเมริกา Cobra Gold เป็นหนึ่งใน 5 ชาติที่อเมริกาถือว่าเป็นพันธมิตรทางทหาร จีนจะรู้สึกน้อยใจไหมว่า ถ้าหากต้องเลือกข้าง ไทยจะเลือกอเมริกา ไม่เลือกข้างจีน
คำตอบคือ ผมมองว่า จีนรู้ดีว่า เรามีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ทางทหารกับอเมริกา และขณะนี้ อเมริกายังครอบงำบทบาททางทหารในภูมิภาคอยู่ จีนยังไม่มีบทบาททางทหารมากนัก แต่จะมีบทบาทด้านเศรษฐกิจและสังคมมากกว่า เขารู้ข้อจำกัดของเขา ดังนั้น จุดยืนของเราคือต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งจีนและอเมริกา
แต่ตอนนี้มหาอำนาจมีมากกว่าสองประเทศนี้ เพราะมีอินเดีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย
อินเดียเป็นประเทศใหญ่ ในอนาคต อาจมีขนาดเศรษฐกิจที่ไล่เลี่ยกับจีน ขณะนี้ เราเริ่มจะปูทาง โดยหันไปตีสนิทกับอินเดียแล้ว และความสัมพันธ์มีมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ผมจึงไม่ห่วง เรื่องความสัมพันธ์ไทยกับมหาอำนาจ เพราะเราเล่นได้หมด
ส่วนญี่ปุ่น เราก็สนิทกันมาก เราได้หมด ตรงนี้ คือจุดแข็งของเราที่ผมคิดว่า เราสามารถที่จะเดินหน้าตรงนี้ต่อไปได้
ส่วนรัสเซีย ถือว่าเป็นมหาอำนาจที่อยู่ไกลออกไป มีบทบาทต่อภูมิภาคนี้ไม่มากนัก แต่ไทยก็สนิทกับรัสเซียมากขึ้น แต่เขามีข้อจำกัดในเรื่องของประชากร ที่มีแค่ร้อยกว่าล้านคน ประชากรมีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ เป็น aging society และเศรษฐกิจก็พึ่งพาด้านส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ศักยภาพจึงไม่เท่าไหร่ ส่วนบราซิลก็อยู่ไกลออกไป ความสัมพันธ์จึงยังไม่มีอะไรมากนัก
ส่วนภูมิภาคอื่นๆ เช่น ตะวันออกกลาง ผมคิดว่า เราคงจะเน้นในเรื่องของน้ำมัน เป็นอีกตลาดหนึ่ง ที่จะเป็นตลาดทางเลือกของเรา ผมคิดว่า ไทยมองอยู่แล้วว่า เราจะต้องกระจายความเสี่ยงมากขึ้น กระจายตลาดมากขึ้น หมายถึงว่า เราต้องลดการพึ่งพิงตลาดอเมริกาลง และไปหาตลาดตะวันออกกลางและอเมริกาใต้มากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เรากำลังทำอยู่
Grand Strategy
รัฐบาลขณะนี้ ที่ผ่านมาหนึ่งปี ผมจับตาดูอยู่ ผมว่า นโยบายในเชิงรุกน้อยเกินไป อาจเป็นเพราะวิกฤตการเมืองภายใน ทำให้การทูตเราไม่ไหลลื่น ข้อเสนอของผมคือ จะต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ คือต้องมี ยุทธศาสตร์ใหญ่ grand strategy เราไม่มียุทธศาสตร์ใหญ่ คือ ต้องมียุทธศาสตร์ต่อเพื่อนบ้าน ต้องมีการปรับความสัมพันธ์ ฟื้นฟูความสัมพันธ์โดยเร็ว ต้องแก้เรื่องความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน การแก้รากเหง้าของปัญหา ต้องมียุทธศาสตร์ว่า เราจะเอายังไงกับอาเซียน APEC เวทีพหุภาคีต่างๆ ไม่ใช่ว่า สักแต่ว่าไปประชุม แต่เราต้องมีการทำการบ้านอย่างดี ต้องมีความคิดริเริ่ม ต้องผลักดัน ที่เป็นลักษณะของการนำความคิดริเริ่มใหม่ๆ เข้าไปเสนอในที่ประชุม เพราะตราบใดที่เราเดินตามเขา เราก็จะไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ และกับประเทศมหาอำนาจก็เช่นกัน เราต้องมี grand strategy ที่จะใช้กับเขาเช่นกัน
ในคอลัมน์โลกทรรศน์ตอนที่แล้ว ผมได้วิเคราะห์เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของไทย โดยเน้นข้อเสนอการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และบทบาทของไทยในอาเซียนไปแล้ว คอลัมน์โลกทรรศน์ในวันนี้ จะมาวิเคราะห์ต่อ เป็นตอนสุดท้าย โดยจะวิเคราะห์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทยกับมหาอำนาจ
มหาอำนาจ
พอออกไปจากบริบทของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็เป็นบริบทโลก ไทยจะมีจุดยืนอย่างไรในระบบโลก เพราะฉะนั้น เราต้องมาวิเคราะห์ก่อนว่า ระบบโลกขณะนี้ประกอบด้วยอะไรบ้าง จะมีเวทีพหุภาคีใหญ่ๆ เช่น UN WTO มีมหาอำนาจใหญ่ๆ เช่น สหรัฐ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เราจะวางจุดยืนของเราอย่างไร เราจะมีความสัมพันธ์อย่างไรกับประเทศเหล่านี้ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่อีกอย่างหนึ่ง เพราะว่าอเมริกากับจีน ก็ไม่ได้เห็นตรงกันเป็นส่วนใหญ่ เอาใจจีนมาก อเมริกาก็ไม่พอใจ เอาใจอเมริกามาก จีนก็ไม่พอใจ ประเทศเล็กอย่างเราจะทำอย่างไร
คำตอบคือ ประเทศไทยของเราถือว่าโชคดี ในแง่ที่ว่า เราคนไทย มีความสามารถในเรื่องของการเอาตัวรอดได้สูง เรามีไหวพริบดีในเรื่องของการเอาตัวรอด ในเรื่องภัยอันตรายต่างๆที่จะเข้ามา รู้โอกาสต่างๆ ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เราสามารถคบค้าสมาคมกับมหาอำนาจต่างๆ จักรวรรดินิยมตะวันตก เราก็เข้าได้หมด สมัยล่าอาณานิคม สมัยรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 เราก็เอาตัวรอดมาได้ สาเหตุที่เราไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของใคร เราสามารถเป็นประเทศเอกราชประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็เพราะว่า เราใช้การทูต เราเล่นกับอังกฤษ ฝรั่งเศส เราสามารถเล่นนโยบาย ที่ทำให้เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับมหาอำนาจได้หมด จุดแข็งของเราคือ เรามีความสามารถที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศมหาอำนาจได้ ซึ่งต่างจากจุดอ่อนของไทย ที่เราไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีนัก กับประเทศเพื่อนบ้าน
ทีนี้ พอมาพูดถึงเรื่องมหาอำนาจ ก็พูดสบายขึ้นมาก เพราะนี่เป็นจุดแข็งของเรา เราเก่งในเรื่องของการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ยิ่งใหญ่ในโลก
เพราะฉะนั้น ถ้าพูดเรื่องความสัมพันธ์ไทยกับอเมริกา ก็สบาย เพราะเรามีความสัมพันธ์ที่ดีมาตลอด นับตั้งแต่สมัยสงครามเย็น ที่พอมีคอมมิวนิสต์มา เราก็เข้าได้กับอเมริกา หลังจากนั้น เราก็ติดต่อคบหาสมาคมมาโดยตลอด ตอนนี้ เราเป็นพันธมิตรทางทหารกับอเมริกา มีการซ้อมรบ Cobra Gold ทุกปี การซ้อมรบนี้ เป็นการซ้อมรบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ตลาดที่สำคัญที่สุดของไทย ในเรื่องของการส่งออก ยังเป็นตลาดสหรัฐ ดังนั้น ในแง่ของอเมริกา ความสัมพันธ์ก็ไปได้ดี
อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ อเมริกาก็พยายามมาสนิทกับเวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย เขามีทางเลือกมากขึ้น ตีสนิทกับหลายคนมากขึ้น แต่ในที่สุดแล้ว ไทยยังเป็นพันธมิตรที่สำคัญที่สุดต่อเขาอยู่ดี คือเวลาเขาบอกนโยบายของอเมริกา เขาบอกอย่างชัดเจนว่า เขามีพันธมิตรทางทหารในเอเชียอยู่ 5 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย แล้วก็ ไทย กับฟิลิปปินส์ ซึ่งถือเป็นพันธมิตร 5 ประเทศ ถือว่าไทยมีความสัมพันธ์ที่เป็นพิเศษกับอเมริกา ดังนั้น เราจะต้องรักษาความสัมพันธ์ที่เป็นพิเศษกับเขาต่อไป เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติของเรา
ในปัจจุบัน โลกมีอภิมหาอำนาจหนึ่งเดียว คือ อเมริกา แต่เรากำลังมองเห็นว่า โลกกำลังเริ่มเปลี่ยน คือ ค่อยๆ มีคนอื่นผงาดขึ้นมา เช่น จีน และอินเดีย ซึ่งตอนนี้มาแรงมาก ดังนั้น เราจะคบกับอเมริกาประเทศเดียวไม่ได้ ไทยจึงเริ่มเปลี่ยนและรู้ทิศทางลมอยู่แล้วว่า จีนกำลังมาแรง
ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เราเริ่มกลับมาตีสนิทจีน ความสัมพันธ์ไทยจีนตอนนี้ก็ดีมากขึ้นเรื่อยๆ และเราได้เปรียบอีก เพราะว่าไทยกับจีนมีความใกล้ชิดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ คือตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา และเราก็มีข้อได้เปรียบ ในแง่ของความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรม คือเรื่องของสายเลือด คนไทย คนจีน เรียกได้ว่า เป็นพี่น้องกันได้เลย ทำให้ไทยกับจีนมองตา ก็รู้ว่าเราเข้ากันได้
ผมว่า ในอาเซียน จีนเขามองว่า เขาสนิทกับไทยมากที่สุด ทำให้เราได้เปรียบประเทศอาเซียนอื่น เช่นเปรียบเทียบกับเวียดนาม จีนเคยไปยึดเขา ลึกๆ เวียดนามก็ไม่ชอบจีน ส่วนมาเลเซีย มีปัญหาเรื่องเชื้อชาติ ดังนั้น มาเลเซียจึงยังมีความหวาดระแวงจีนอยู่ ส่วนสิงคโปร์ ซึ่งแม้ว่าจะมีเชื้อสายเป็นจีน แต่ก็เป็นประเทศเล็ก ดังนั้น เขาก็มองว่า จีนอาจเข้ามาครอบงำภูมิภาคนี้ เขาก็จะลำบาก จึงพยายามดึงอเมริกามาถ่วงจีน ก็เล่นเกมนี้อยู่ ส่วนอินโดนีเซีย คิดว่า เขาใหญ่ มีประชาชน 240 ล้านคน จะเป็นมหาอำนาจในภูมิภาค ก็ไม่อยากให้จีนมาวุ่นวาย สรุปแล้วไทยได้เปรียบกว่าเพื่อนในแง่ของจีน ผมจึงไม่ค่อยห่วง เพราะไทยรู้ทิศทางลม และใกล้ชิดสนิทสนมกันอยู่แล้ว
แต่จะมีปัญหาในเรื่องของอนาคต ที่จีนกับอมริกาเริ่มจะแข่งขันกัน เราจึงอาจไม่รู้ว่าจะวางตัวอย่างไร แต่ผมว่า ไทยสามารถที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีได้ ในแง่ที่ว่า เราใกล้ชิดกับจีนและอเมริกา ในที่สุดแล้ว เราก็ตีสนิทกับทั้งสองประเทศนี้ได้
อาจจะมีหลายคนสงสัยว่า จีนจะกลัวหรือไม่ ที่เราซ้อมรบกับอเมริกา Cobra Gold เป็นหนึ่งใน 5 ชาติที่อเมริกาถือว่าเป็นพันธมิตรทางทหาร จีนจะรู้สึกน้อยใจไหมว่า ถ้าหากต้องเลือกข้าง ไทยจะเลือกอเมริกา ไม่เลือกข้างจีน
คำตอบคือ ผมมองว่า จีนรู้ดีว่า เรามีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ทางทหารกับอเมริกา และขณะนี้ อเมริกายังครอบงำบทบาททางทหารในภูมิภาคอยู่ จีนยังไม่มีบทบาททางทหารมากนัก แต่จะมีบทบาทด้านเศรษฐกิจและสังคมมากกว่า เขารู้ข้อจำกัดของเขา ดังนั้น จุดยืนของเราคือต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งจีนและอเมริกา
แต่ตอนนี้มหาอำนาจมีมากกว่าสองประเทศนี้ เพราะมีอินเดีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย
อินเดียเป็นประเทศใหญ่ ในอนาคต อาจมีขนาดเศรษฐกิจที่ไล่เลี่ยกับจีน ขณะนี้ เราเริ่มจะปูทาง โดยหันไปตีสนิทกับอินเดียแล้ว และความสัมพันธ์มีมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ผมจึงไม่ห่วง เรื่องความสัมพันธ์ไทยกับมหาอำนาจ เพราะเราเล่นได้หมด
ส่วนญี่ปุ่น เราก็สนิทกันมาก เราได้หมด ตรงนี้ คือจุดแข็งของเราที่ผมคิดว่า เราสามารถที่จะเดินหน้าตรงนี้ต่อไปได้
ส่วนรัสเซีย ถือว่าเป็นมหาอำนาจที่อยู่ไกลออกไป มีบทบาทต่อภูมิภาคนี้ไม่มากนัก แต่ไทยก็สนิทกับรัสเซียมากขึ้น แต่เขามีข้อจำกัดในเรื่องของประชากร ที่มีแค่ร้อยกว่าล้านคน ประชากรมีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ เป็น aging society และเศรษฐกิจก็พึ่งพาด้านส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ศักยภาพจึงไม่เท่าไหร่ ส่วนบราซิลก็อยู่ไกลออกไป ความสัมพันธ์จึงยังไม่มีอะไรมากนัก
ส่วนภูมิภาคอื่นๆ เช่น ตะวันออกกลาง ผมคิดว่า เราคงจะเน้นในเรื่องของน้ำมัน เป็นอีกตลาดหนึ่ง ที่จะเป็นตลาดทางเลือกของเรา ผมคิดว่า ไทยมองอยู่แล้วว่า เราจะต้องกระจายความเสี่ยงมากขึ้น กระจายตลาดมากขึ้น หมายถึงว่า เราต้องลดการพึ่งพิงตลาดอเมริกาลง และไปหาตลาดตะวันออกกลางและอเมริกาใต้มากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เรากำลังทำอยู่
Grand Strategy
รัฐบาลขณะนี้ ที่ผ่านมาหนึ่งปี ผมจับตาดูอยู่ ผมว่า นโยบายในเชิงรุกน้อยเกินไป อาจเป็นเพราะวิกฤตการเมืองภายใน ทำให้การทูตเราไม่ไหลลื่น ข้อเสนอของผมคือ จะต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ คือต้องมี ยุทธศาสตร์ใหญ่ grand strategy เราไม่มียุทธศาสตร์ใหญ่ คือ ต้องมียุทธศาสตร์ต่อเพื่อนบ้าน ต้องมีการปรับความสัมพันธ์ ฟื้นฟูความสัมพันธ์โดยเร็ว ต้องแก้เรื่องความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน การแก้รากเหง้าของปัญหา ต้องมียุทธศาสตร์ว่า เราจะเอายังไงกับอาเซียน APEC เวทีพหุภาคีต่างๆ ไม่ใช่ว่า สักแต่ว่าไปประชุม แต่เราต้องมีการทำการบ้านอย่างดี ต้องมีความคิดริเริ่ม ต้องผลักดัน ที่เป็นลักษณะของการนำความคิดริเริ่มใหม่ๆ เข้าไปเสนอในที่ประชุม เพราะตราบใดที่เราเดินตามเขา เราก็จะไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ และกับประเทศมหาอำนาจก็เช่นกัน เราต้องมี grand strategy ที่จะใช้กับเขาเช่นกัน
วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
นโยบายต่างประเทศของไทย (ตอนที่ 1)
นโยบายต่างประเทศของไทย (ตอนที่ 1)
ตีพิมพ์ใน สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ปีที่ 57 ฉบับที่ 34 วันศุกร์ที่ 14 - วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม 2553
คอลัมน์โลกทรรศน์ตอนนี้ และในอีก 2 ตอนข้างหน้า จะเป็นการวิเคราะห์เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของไทย โดยในตอนที่ 1 จะเป็นการวิเคราะห์ถึงภาพรวมของนโยบายต่างประเทศไทยและนโยบายต่อประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะปัญหาความสัมพันธ์ไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน สำหรับตอนที่ 2 ในสัปดาห์หน้า จะวิเคราะห์ต่อเกี่ยวกับนโยบายต่อประเทศเพื่อนบ้าน โดยจะเน้นข้อเสนอการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน หลังจากนั้น จะวิเคราะห์บทบาทของไทยในเวทีพหุภาคี โดยจะเน้นไปที่บทบาทของไทยในอาเซียน ส่วนตอนที่ 3 ตอนสุดท้าย จะเน้นความสัมพันธ์ไทยกับมหาอำนาจ และในส่วนสุดท้ายจะเสนอ grand strategy ข้อเสนอนโยบายต่างประเทศในเชิงรุกของไทย
ภาพรวม
เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย เรื่องนโยบายต่างประเทศของไทย เราอาจจะมองข้ามไป เรามักนึกไปว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆ แล้ว เป็นเรื่องใกล้ตัว เพราะว่ากระทบกับเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้า เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการเมือง กระทบกันไปหมด ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วันนี้ ผมจะชี้ให้เห็นว่า เป็นเรื่องใกล้ตัว
จุดยืนของเราในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีหลักการสำคัญมากอันหนึ่ง คือ เราจะทำอะไร ต้องดูในเรื่องของผลประโยชน์แห่งชาติ อันนี้จะเป็นจุดที่ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศต้องคำนึงถึงตลอดเวลา ในเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติ ทีนี้ เราจะให้คำจำกัดความอย่างไรกับผลประโยชน์แห่งชาติ
เรื่องใหญ่ๆ ของไทย ที่เราต้องดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดำเนินการทางการทูต เรื่องแรกคือ เราจะเอายังไงกับประเทศเพื่อนบ้าน ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะว่า ยังไงเราก็ต้องอยู่กับประเทศเพื่อนบ้าน เรายกประเทศหนีไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อบ้าน อันนี้เป็นจุดใหญ่มากสำหรับประเทศไทย เราจะมีความสัมพันธ์อย่างไรกับประเทศเพื่อนบ้าน
ทีนี้พอออกไปนอกกรอบของประเทศเพื่อนบ้าน จะมีกรอบเวทีพหุภาคีต่างๆ อย่างเช่น อาเซียน ซึ่งเราร่วมมือกันอยู่ นอกจากอาเซียนแล้ว เรายังมี APEC มีหลายเวทีที่ทับซ้อนกัน แล้วไทยจะเอาอย่างไร ขณะนี้ มีการเกิดขึ้นของสิ่งที่นักการทูตเรียกว่า สถาปัตยกรรมในภูมิภาค หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Regional Architecture ตอนนี้ กำลังมี debate กันมาก ถกเถียงกันมากว่า ระบบของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค หรือสถาบันในภูมิภาค ควรจะมีรูปร่าง หน้าตาอย่างไร แล้วองค์กรไหน สถาบันไหน ควรจะเป็นแกนกลางของระบบ ไทยควรจะต้องกำหนดจุดยืนว่า เราจะเอาอย่างไร
พอไกลตัวออกไปอีก จะเป็นเรื่องมหาอำนาจ มหาอำนาจมีทั้งสหรัฐ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น พอเกินจากนี้ออกไป จะเป็นเรื่องของเวทีใหญ่ๆ เช่น UN WTO และภูมิภาคอื่นๆ นี่เป็นเรื่องที่เยอะแยะมากมายมหาศาล ในสิ่งที่ไทยจะต้องกำหนดจุดยืน และเราจะต้องดำเนินการอย่างไรให้เราได้ประโยชน์
ประเทศเพื่อนบ้าน
กลับมาที่เรื่องประเทศเพื่อนบ้าน อย่างที่บอกไปแล้วว่า เรื่องสำคัญคือ เขาเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเรา อย่างไรก็ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดี แต่ก็มีประเด็นหลายเรื่อง ที่มีปัญหาขึ้นมา เช่นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า มีเรื่องความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ที่เราต้องค้าขายและติดต่อกับเขา ไทยไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมาก พม่าก็ไป ลาวก็ไป กัมพูชาก็เหมือนกัน ปัญหาคือ เราจะกำหนดนโยบายอย่างไร
ปัญหาที่ทำให้เกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นมาคือ ไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์คืออะไร เราคงจำกันได้ว่า สองร้อยปีก่อน พม่าเคยมาตีกรุงศรีอยุธยาแตก ประเทศเพื่อนบ้านมีประวัติศาสตร์ร่วมกัน ซึ่งมักเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่ดี เป็นประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวด ขมขื่น กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะไทยกับพม่า ซึ่งมีประวัติศาสตร์ที่ขมขื่นด้วยกันทั้งคู่ มีทั้งที่เขามาบุกเรา และเราไปบุกเขา
ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ แต่ละประเทศพยายามที่จะสร้างประวัติศาสตร์ของตัวเองขึ้นมา และพยายามบอกว่า ตัวเองเป็นพระเอก ประเทศเพื่อนบ้านเป็นผู้ร้าย ไทยเราก็เป็นแบบนี้ เรามักจะมองว่าเราเป็นพระเอก ประเทศเพื่อนบ้านเป็นผู้ร้าย เลยกลายเป็นเรื่องของมิติทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้น เลยทำให้เรามองประเทศเพื่อนบ้านในแง่ลบ เช่นกับพม่า เขมร มาเลเซีย ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เขาก็มองเราในแง่ลบ คือ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มองไปที่ประเทศเพื่อนบ้าน ถามว่า ประเทศไหนรักเราบ้าง คำตอบคือ แทบไม่มีใครรักเราเลย ลึกๆ แล้ว ลองไปถามพม่าว่า เขาชอบเราไหม เขาก็ไม่ชอบเรา ไม่ไว้ใจเรา ถามว่าเขมรเขาชอบเราไหม ไว้ใจเราไหม เขาก็ไม่ไว้ใจเรา มาเลเซียก็เหมือนกัน เวียดนามก็เหมือนกัน ลาวก็เหมือนกัน เขาก็ไม่ไว้ใจเรา นี่คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับประเทศเพื่อนบ้าน อยู่ในสถานการณ์ลำบาก
สถานการณ์ปัจจุบันซ้ำเติมอดีตเข้าไปอีก ยี่สิบปีที่ผ่านมา ที่เป็นยุคทองของเรา เราก็ไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้าน เราเข้าไปตักตวงผลประโยชน์ เราไปดำเนินธุรกิจแบบฉวยโอกาสมากเกินไป เราถูกมองว่าเป็นนักฉวยโอกาส อันนี้เป็นการซ้ำเติมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่ทำให้เขามองเราว่า เราเข้าไปครอบงำเขาทางเศรษฐกิจ ทั้งในเรื่องการค้า การลงทุน ธุรกิจ
นอกจากนี้ ไทยก็เจริญกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ในแง่ของเศรษฐกิจ และในเชิงวัฒนธรรมด้วย ซึ่งทางด้านวัฒนธรรม ตอนนี้ เรามีการส่งออกหนัง ละครไทย เพลงไทย ซึ่งเขาก็บริโภควัฒนธรรมเรา แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็มีความรู้สึกในลักษณะ love-hate relationship คือ มองว่า เรากำลังครอบงำทางวัฒนธรรม ผู้นำของประเทศเพื่อนบ้าน จึงแสดงออกในลักษณะคล้ายๆ ต่อต้านออกมา คงจะจำกันได้กับเหตุการณ์เผาสถานทูตที่กัมพูชา ซึ่งเกิดจากดาราเราถูกกล่าวอ้างว่า จะไปเอานครวัดกลับมา ทำให้ชาวเขมรไม่พอใจ สิ่งเหล่านี้ เป็นปัญหาที่ฝังรากลึก
(โปรดติดตามอ่านตอนที่ 2 ในคอลัมน์โลกทรรศน์ สัปดาห์หน้า)
ตีพิมพ์ใน สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ปีที่ 57 ฉบับที่ 34 วันศุกร์ที่ 14 - วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม 2553
คอลัมน์โลกทรรศน์ตอนนี้ และในอีก 2 ตอนข้างหน้า จะเป็นการวิเคราะห์เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของไทย โดยในตอนที่ 1 จะเป็นการวิเคราะห์ถึงภาพรวมของนโยบายต่างประเทศไทยและนโยบายต่อประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะปัญหาความสัมพันธ์ไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน สำหรับตอนที่ 2 ในสัปดาห์หน้า จะวิเคราะห์ต่อเกี่ยวกับนโยบายต่อประเทศเพื่อนบ้าน โดยจะเน้นข้อเสนอการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน หลังจากนั้น จะวิเคราะห์บทบาทของไทยในเวทีพหุภาคี โดยจะเน้นไปที่บทบาทของไทยในอาเซียน ส่วนตอนที่ 3 ตอนสุดท้าย จะเน้นความสัมพันธ์ไทยกับมหาอำนาจ และในส่วนสุดท้ายจะเสนอ grand strategy ข้อเสนอนโยบายต่างประเทศในเชิงรุกของไทย
ภาพรวม
เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย เรื่องนโยบายต่างประเทศของไทย เราอาจจะมองข้ามไป เรามักนึกไปว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆ แล้ว เป็นเรื่องใกล้ตัว เพราะว่ากระทบกับเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้า เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการเมือง กระทบกันไปหมด ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วันนี้ ผมจะชี้ให้เห็นว่า เป็นเรื่องใกล้ตัว
จุดยืนของเราในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีหลักการสำคัญมากอันหนึ่ง คือ เราจะทำอะไร ต้องดูในเรื่องของผลประโยชน์แห่งชาติ อันนี้จะเป็นจุดที่ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศต้องคำนึงถึงตลอดเวลา ในเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติ ทีนี้ เราจะให้คำจำกัดความอย่างไรกับผลประโยชน์แห่งชาติ
เรื่องใหญ่ๆ ของไทย ที่เราต้องดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดำเนินการทางการทูต เรื่องแรกคือ เราจะเอายังไงกับประเทศเพื่อนบ้าน ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะว่า ยังไงเราก็ต้องอยู่กับประเทศเพื่อนบ้าน เรายกประเทศหนีไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อบ้าน อันนี้เป็นจุดใหญ่มากสำหรับประเทศไทย เราจะมีความสัมพันธ์อย่างไรกับประเทศเพื่อนบ้าน
ทีนี้พอออกไปนอกกรอบของประเทศเพื่อนบ้าน จะมีกรอบเวทีพหุภาคีต่างๆ อย่างเช่น อาเซียน ซึ่งเราร่วมมือกันอยู่ นอกจากอาเซียนแล้ว เรายังมี APEC มีหลายเวทีที่ทับซ้อนกัน แล้วไทยจะเอาอย่างไร ขณะนี้ มีการเกิดขึ้นของสิ่งที่นักการทูตเรียกว่า สถาปัตยกรรมในภูมิภาค หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Regional Architecture ตอนนี้ กำลังมี debate กันมาก ถกเถียงกันมากว่า ระบบของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค หรือสถาบันในภูมิภาค ควรจะมีรูปร่าง หน้าตาอย่างไร แล้วองค์กรไหน สถาบันไหน ควรจะเป็นแกนกลางของระบบ ไทยควรจะต้องกำหนดจุดยืนว่า เราจะเอาอย่างไร
พอไกลตัวออกไปอีก จะเป็นเรื่องมหาอำนาจ มหาอำนาจมีทั้งสหรัฐ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น พอเกินจากนี้ออกไป จะเป็นเรื่องของเวทีใหญ่ๆ เช่น UN WTO และภูมิภาคอื่นๆ นี่เป็นเรื่องที่เยอะแยะมากมายมหาศาล ในสิ่งที่ไทยจะต้องกำหนดจุดยืน และเราจะต้องดำเนินการอย่างไรให้เราได้ประโยชน์
ประเทศเพื่อนบ้าน
กลับมาที่เรื่องประเทศเพื่อนบ้าน อย่างที่บอกไปแล้วว่า เรื่องสำคัญคือ เขาเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเรา อย่างไรก็ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดี แต่ก็มีประเด็นหลายเรื่อง ที่มีปัญหาขึ้นมา เช่นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า มีเรื่องความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ที่เราต้องค้าขายและติดต่อกับเขา ไทยไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมาก พม่าก็ไป ลาวก็ไป กัมพูชาก็เหมือนกัน ปัญหาคือ เราจะกำหนดนโยบายอย่างไร
ปัญหาที่ทำให้เกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นมาคือ ไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์คืออะไร เราคงจำกันได้ว่า สองร้อยปีก่อน พม่าเคยมาตีกรุงศรีอยุธยาแตก ประเทศเพื่อนบ้านมีประวัติศาสตร์ร่วมกัน ซึ่งมักเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่ดี เป็นประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวด ขมขื่น กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะไทยกับพม่า ซึ่งมีประวัติศาสตร์ที่ขมขื่นด้วยกันทั้งคู่ มีทั้งที่เขามาบุกเรา และเราไปบุกเขา
ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ แต่ละประเทศพยายามที่จะสร้างประวัติศาสตร์ของตัวเองขึ้นมา และพยายามบอกว่า ตัวเองเป็นพระเอก ประเทศเพื่อนบ้านเป็นผู้ร้าย ไทยเราก็เป็นแบบนี้ เรามักจะมองว่าเราเป็นพระเอก ประเทศเพื่อนบ้านเป็นผู้ร้าย เลยกลายเป็นเรื่องของมิติทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้น เลยทำให้เรามองประเทศเพื่อนบ้านในแง่ลบ เช่นกับพม่า เขมร มาเลเซีย ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เขาก็มองเราในแง่ลบ คือ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มองไปที่ประเทศเพื่อนบ้าน ถามว่า ประเทศไหนรักเราบ้าง คำตอบคือ แทบไม่มีใครรักเราเลย ลึกๆ แล้ว ลองไปถามพม่าว่า เขาชอบเราไหม เขาก็ไม่ชอบเรา ไม่ไว้ใจเรา ถามว่าเขมรเขาชอบเราไหม ไว้ใจเราไหม เขาก็ไม่ไว้ใจเรา มาเลเซียก็เหมือนกัน เวียดนามก็เหมือนกัน ลาวก็เหมือนกัน เขาก็ไม่ไว้ใจเรา นี่คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับประเทศเพื่อนบ้าน อยู่ในสถานการณ์ลำบาก
สถานการณ์ปัจจุบันซ้ำเติมอดีตเข้าไปอีก ยี่สิบปีที่ผ่านมา ที่เป็นยุคทองของเรา เราก็ไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้าน เราเข้าไปตักตวงผลประโยชน์ เราไปดำเนินธุรกิจแบบฉวยโอกาสมากเกินไป เราถูกมองว่าเป็นนักฉวยโอกาส อันนี้เป็นการซ้ำเติมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่ทำให้เขามองเราว่า เราเข้าไปครอบงำเขาทางเศรษฐกิจ ทั้งในเรื่องการค้า การลงทุน ธุรกิจ
นอกจากนี้ ไทยก็เจริญกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ในแง่ของเศรษฐกิจ และในเชิงวัฒนธรรมด้วย ซึ่งทางด้านวัฒนธรรม ตอนนี้ เรามีการส่งออกหนัง ละครไทย เพลงไทย ซึ่งเขาก็บริโภควัฒนธรรมเรา แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็มีความรู้สึกในลักษณะ love-hate relationship คือ มองว่า เรากำลังครอบงำทางวัฒนธรรม ผู้นำของประเทศเพื่อนบ้าน จึงแสดงออกในลักษณะคล้ายๆ ต่อต้านออกมา คงจะจำกันได้กับเหตุการณ์เผาสถานทูตที่กัมพูชา ซึ่งเกิดจากดาราเราถูกกล่าวอ้างว่า จะไปเอานครวัดกลับมา ทำให้ชาวเขมรไม่พอใจ สิ่งเหล่านี้ เป็นปัญหาที่ฝังรากลึก
(โปรดติดตามอ่านตอนที่ 2 ในคอลัมน์โลกทรรศน์ สัปดาห์หน้า)
ผลการประชุมธนาคารโลกปี 2010
ผลการประชุมธนาคารโลกปี 2010
ตีพิมพ์ในสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ปีที่ 57 ฉบับที่ 33 วันศุกร์ที่ 7 - วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม 2553
ทุกๆ ปี จะมีการประชุมใหญ่ของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ในช่วงปลายเดือนเมษายนที่กรุงวอชิงตัน ดีซี คอลัมน์โลกทรรศน์ในวันนี้ จะสรุปวิเคราะห์ผลการประชุมดังกล่าว ดังนี้
การเพิ่มบทบาทของประเทศกำลังพัฒนา
สำหรับไฮไลท์ ของการประชุมในครั้งนี้ คือ การเพิ่มอำนาจในการลงคะแนนเสียง (voting power) ให้กับประเทศกำลังพัฒนา โดยได้มีการตัดสินใจเพิ่มอำนาจในการลงคะแนนเสียงให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาคิดเป็น 47% (เพิ่มขึ้น 3.13%) ในขณะที่สหรัฐมีอำนาจในการลงคะแนนเสียง 15.85% ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มี voting power มากที่สุด รองลงมาเป็นญี่ปุ่น มี 6.84% ในขณะที่จีนขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 3 มี voting power เพิ่มขึ้นเป็น 4.42%
การที่จีนมี voting power เพิ่มขึ้นถือเป็นไฮไลท์ ของการประชุมในครั้งนี้ เพราะในอดีต จีนมีเพียง 2.77% แต่การก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ทำให้จีนแซงหน้าประเทศในยุโรปไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงการผงาดขึ้นมาของจีนทางด้านเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ก็ได้ voting power เพิ่มเช่นเดียวกันโดยเฉพาะ บราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม รัสเซียก็ได้ voting power เพิ่มขึ้นเป็น 2.77%
Robert Zoelick ประธานธนาคารโลกชาวอเมริกัน ได้แถลงข่าวว่า การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของ voting power ในครั้งนี้ เป็นการสะท้อนถึงความเป็นจริงถึงระบบเศรษฐกิจโลกที่มีหลายขั้วอำนาจ ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาได้กลายเป็นผู้เล่นสำคัญ
สำหรับ Timothy Geithner รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐ ได้กล่าวในทำนองเดียวกันว่า อำนาจในการลงคะแนนเสียงครั้งใหม่นี้ เป็นการสะท้อนถึงบทบาทของประเทศกำลังพัฒนาในระบบเศรษฐกิจโลก และเป็นการปกป้องเสียงของประเทศเล็กและประเทศยากจน โดย Geithner ย้ำว่า ในครั้งนี้สหรัฐไม่มีความประสงค์ที่จะเพิ่ม voting power ของตน
อย่างไรก็ตาม ได้มีข่าวออกมาว่า การเจรจาในเรื่องนี้ได้มีมาหลายเดือนแล้ว และมีความตึงเครียดและมีความขัดแย้งเกิดขึ้น เพราะหลายๆ ประเทศโดยเฉพาะประเทศยุโรปไม่ยอมลด voting power ของตน ในขณะที่บางประเทศก็ไม่พอใจต่อผลการประชุมในครั้งนี้ โดยรัฐมนตรีคลังของอัฟริกาใต้ ได้ออกมาแสดงความผิดหวังต่อผลการประชุม โดยได้บอกว่า รู้สึกผิดหวังที่กระบวนการในครั้งนี้มีผลทำให้ voting power ของประเทศในอัฟริกาลดลง โดยเฉพาะ voting power ของ อัฟริกาใต้และไนจีเรียได้ลดลง นอกจากนี้ รัฐมนตรีคลังของบราซิลได้ออกมาบอกว่า โดยภาพรวมแล้วประเทศกำลังพัฒนายังไม่มีเสียงเพียงพอในธนาคารโลก
การแก้ปัญหาความยากจน
บทบาทหลักของธนาคารโลกในปัจจุบันคือ การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศยากจน ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมซึ่งมีสมาชิก 186 ประเทศ ได้ตกลงที่จะเพิ่มเงินทุนในธนาคารโลกอีก 86,000 ล้านเหรียญ เพื่อเป็นเงินกู้สำหรับประเทศกำลังพัฒนา การเพิ่มเงินทุนในครั้งนี้ทำให้เงินทุนของธนาคารโลกเพิ่มขึ้นเป็น 276,000 ล้านเหรียญ
ประธานธนาคารโลก Zoelick ได้กล่าวว่า การเพิ่มทุนในครั้งนี้ จะเอาไปใช้ประโยชน์ในการสร้างงานและช่วยเหลือคนยากจน โดยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การช่วยเหลือกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SME และช่วยเหลือคนยากจนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ
การเพิ่มทุนของธนาคารโลกในครั้งนี้นับเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้เพราะ จากรายงานของธนาคารโลกที่มีชื่อว่า Global Monitoring Report ประจำปี 2010 ได้รายงานว่า วิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลกระทบต่อมาตรการแก้ไขปัญหาความยากจนในประเทศกำลังพัฒนา และส่งผลกระทบต่อการที่จะบรรลุเป้าหมายของสหประชาชาติ ที่เรียกว่า Millennium Development Goals หรือ MDG ที่ได้ตั้งเป้าไว้ว่า จะลดจำนวนคนยากจนลง จากจำนวนในปี 1990 ลดลงให้ได้ครึ่งหนึ่งภายในปี 2015
ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้กระทบต่อปัญหาความยากจนในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขาดแคลนอาหาร ปัญหาสุขอนามัย การเข้าถึงน้ำสะอาด
อย่างไรก็ตาม ในรายงานดังกล่าว ได้สรุปในแง่บวกว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า จำนวนคนยากจนที่มีรายได้ไม่ถึง 1 เหรียญต่อวันนั้น จะมีอยู่ประมาณ 920 ล้านคน ซึ่งจะลดลงจากตัวเลขในปี 1990 ที่มีคนยากจนอยู่ถึง 1,800 ล้านคน
บทวิเคราะห์
ผมมองว่า ถึงแม้การประชุมธนาคารโลกในครั้งนี้จะมีความคืบหน้าในการเพิ่ม voting power ให้กับประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะให้กับประเทศจีนก็ตาม แต่การปฏิรูปสถาบันการเงินโลก ยังคงจะต้องใช้เวลาอีกยาวนาน กว่าจะมีความโปร่งใสและธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง
ทั้งนี้เพราะตั้งแต่การก่อตั้ง ทั้งธนาคารโลกและ IMF ได้ถูกครอบงำโดยตะวันตกมาโดยตลอด คือจริงๆ แล้ว สหรัฐเป็นคนที่สร้างธนาคารโลกและ IMF ขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้ง 2 สถาบันจึงถูกครอบงำโดยสหรัฐและตะวันตกโดยสิ้นเชิง ทั้งธนาคารโลกและ IMF มีการจัดสรรอำนาจการลงคะแนนเสียงอย่างลำเอียงให้กับตะวันตก โดยใน IMF ยุโรปมี voting power ถึง 30% และสหรัฐมีถึง 20% ในขณะที่ประธานธนาคารโลกก็ถูกผูกขาดโดยคนอเมริกันมาโดยตลอด เช่นเดียวกับผู้อำนวยการ IMF ก็ถูกผูกขาดโดยคนยุโรปมาโดยตลอด
ก่อนหน้านี้ ในการประชุมสุดยอด G20 ที่พิตสเบิร์ก เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ได้มีข้อเสนอให้มีการเพิ่ม voting power ใน IMF ให้กับประเทศในเอเชีย เพิ่มขึ้น 10% แต่ในการประชุม G20 ที่พิตสเบิร์ก ตกลงจะเพิ่มให้เพียง 2.5% และจะเพิ่ม voting power ให้กับประเทศกำลังพัฒนาเพียง 5% เท่านั้น และทั้งสหรัฐและยุโรปก็ยังคงหวงเก้าอี้ โดยไม่ยอมที่จะให้ประธานธนาคารโลกคนใหม่มาจากประเทศที่ไม่ใช่สหรัฐ และไม่ยอมให้ผู้อำนวยการ IMF คนใหม่ มาจากประเทศที่ไม่ใช่ยุโรป
IMF จะมีการทบทวนโควตาการลงคะแนนเสียงในปี 2011 จีนได้เสนอให้ตัดโควตา voting power ของประเทศร่ำรวยลง 7% เราคงต้องจับตาดูกันต่อว่า การปฏิรูปธนาคารโลกและ IMF จะมีความคืบหน้าไปได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คงต้องจับตาดูกันต่อว่า อีกนานเท่าไรเราถึงจะมีประธานธนาคารโลกที่ไม่ใช่คนอเมริกันและผู้อำนวยการใหญ่ IMF ที่ไม่ใช่คนยุโร
ตีพิมพ์ในสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ปีที่ 57 ฉบับที่ 33 วันศุกร์ที่ 7 - วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม 2553
ทุกๆ ปี จะมีการประชุมใหญ่ของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ในช่วงปลายเดือนเมษายนที่กรุงวอชิงตัน ดีซี คอลัมน์โลกทรรศน์ในวันนี้ จะสรุปวิเคราะห์ผลการประชุมดังกล่าว ดังนี้
การเพิ่มบทบาทของประเทศกำลังพัฒนา
สำหรับไฮไลท์ ของการประชุมในครั้งนี้ คือ การเพิ่มอำนาจในการลงคะแนนเสียง (voting power) ให้กับประเทศกำลังพัฒนา โดยได้มีการตัดสินใจเพิ่มอำนาจในการลงคะแนนเสียงให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาคิดเป็น 47% (เพิ่มขึ้น 3.13%) ในขณะที่สหรัฐมีอำนาจในการลงคะแนนเสียง 15.85% ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มี voting power มากที่สุด รองลงมาเป็นญี่ปุ่น มี 6.84% ในขณะที่จีนขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 3 มี voting power เพิ่มขึ้นเป็น 4.42%
การที่จีนมี voting power เพิ่มขึ้นถือเป็นไฮไลท์ ของการประชุมในครั้งนี้ เพราะในอดีต จีนมีเพียง 2.77% แต่การก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ทำให้จีนแซงหน้าประเทศในยุโรปไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงการผงาดขึ้นมาของจีนทางด้านเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ก็ได้ voting power เพิ่มเช่นเดียวกันโดยเฉพาะ บราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม รัสเซียก็ได้ voting power เพิ่มขึ้นเป็น 2.77%
Robert Zoelick ประธานธนาคารโลกชาวอเมริกัน ได้แถลงข่าวว่า การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของ voting power ในครั้งนี้ เป็นการสะท้อนถึงความเป็นจริงถึงระบบเศรษฐกิจโลกที่มีหลายขั้วอำนาจ ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาได้กลายเป็นผู้เล่นสำคัญ
สำหรับ Timothy Geithner รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐ ได้กล่าวในทำนองเดียวกันว่า อำนาจในการลงคะแนนเสียงครั้งใหม่นี้ เป็นการสะท้อนถึงบทบาทของประเทศกำลังพัฒนาในระบบเศรษฐกิจโลก และเป็นการปกป้องเสียงของประเทศเล็กและประเทศยากจน โดย Geithner ย้ำว่า ในครั้งนี้สหรัฐไม่มีความประสงค์ที่จะเพิ่ม voting power ของตน
อย่างไรก็ตาม ได้มีข่าวออกมาว่า การเจรจาในเรื่องนี้ได้มีมาหลายเดือนแล้ว และมีความตึงเครียดและมีความขัดแย้งเกิดขึ้น เพราะหลายๆ ประเทศโดยเฉพาะประเทศยุโรปไม่ยอมลด voting power ของตน ในขณะที่บางประเทศก็ไม่พอใจต่อผลการประชุมในครั้งนี้ โดยรัฐมนตรีคลังของอัฟริกาใต้ ได้ออกมาแสดงความผิดหวังต่อผลการประชุม โดยได้บอกว่า รู้สึกผิดหวังที่กระบวนการในครั้งนี้มีผลทำให้ voting power ของประเทศในอัฟริกาลดลง โดยเฉพาะ voting power ของ อัฟริกาใต้และไนจีเรียได้ลดลง นอกจากนี้ รัฐมนตรีคลังของบราซิลได้ออกมาบอกว่า โดยภาพรวมแล้วประเทศกำลังพัฒนายังไม่มีเสียงเพียงพอในธนาคารโลก
การแก้ปัญหาความยากจน
บทบาทหลักของธนาคารโลกในปัจจุบันคือ การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศยากจน ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมซึ่งมีสมาชิก 186 ประเทศ ได้ตกลงที่จะเพิ่มเงินทุนในธนาคารโลกอีก 86,000 ล้านเหรียญ เพื่อเป็นเงินกู้สำหรับประเทศกำลังพัฒนา การเพิ่มเงินทุนในครั้งนี้ทำให้เงินทุนของธนาคารโลกเพิ่มขึ้นเป็น 276,000 ล้านเหรียญ
ประธานธนาคารโลก Zoelick ได้กล่าวว่า การเพิ่มทุนในครั้งนี้ จะเอาไปใช้ประโยชน์ในการสร้างงานและช่วยเหลือคนยากจน โดยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การช่วยเหลือกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SME และช่วยเหลือคนยากจนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ
การเพิ่มทุนของธนาคารโลกในครั้งนี้นับเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้เพราะ จากรายงานของธนาคารโลกที่มีชื่อว่า Global Monitoring Report ประจำปี 2010 ได้รายงานว่า วิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลกระทบต่อมาตรการแก้ไขปัญหาความยากจนในประเทศกำลังพัฒนา และส่งผลกระทบต่อการที่จะบรรลุเป้าหมายของสหประชาชาติ ที่เรียกว่า Millennium Development Goals หรือ MDG ที่ได้ตั้งเป้าไว้ว่า จะลดจำนวนคนยากจนลง จากจำนวนในปี 1990 ลดลงให้ได้ครึ่งหนึ่งภายในปี 2015
ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้กระทบต่อปัญหาความยากจนในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขาดแคลนอาหาร ปัญหาสุขอนามัย การเข้าถึงน้ำสะอาด
อย่างไรก็ตาม ในรายงานดังกล่าว ได้สรุปในแง่บวกว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า จำนวนคนยากจนที่มีรายได้ไม่ถึง 1 เหรียญต่อวันนั้น จะมีอยู่ประมาณ 920 ล้านคน ซึ่งจะลดลงจากตัวเลขในปี 1990 ที่มีคนยากจนอยู่ถึง 1,800 ล้านคน
บทวิเคราะห์
ผมมองว่า ถึงแม้การประชุมธนาคารโลกในครั้งนี้จะมีความคืบหน้าในการเพิ่ม voting power ให้กับประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะให้กับประเทศจีนก็ตาม แต่การปฏิรูปสถาบันการเงินโลก ยังคงจะต้องใช้เวลาอีกยาวนาน กว่าจะมีความโปร่งใสและธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง
ทั้งนี้เพราะตั้งแต่การก่อตั้ง ทั้งธนาคารโลกและ IMF ได้ถูกครอบงำโดยตะวันตกมาโดยตลอด คือจริงๆ แล้ว สหรัฐเป็นคนที่สร้างธนาคารโลกและ IMF ขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้ง 2 สถาบันจึงถูกครอบงำโดยสหรัฐและตะวันตกโดยสิ้นเชิง ทั้งธนาคารโลกและ IMF มีการจัดสรรอำนาจการลงคะแนนเสียงอย่างลำเอียงให้กับตะวันตก โดยใน IMF ยุโรปมี voting power ถึง 30% และสหรัฐมีถึง 20% ในขณะที่ประธานธนาคารโลกก็ถูกผูกขาดโดยคนอเมริกันมาโดยตลอด เช่นเดียวกับผู้อำนวยการ IMF ก็ถูกผูกขาดโดยคนยุโรปมาโดยตลอด
ก่อนหน้านี้ ในการประชุมสุดยอด G20 ที่พิตสเบิร์ก เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ได้มีข้อเสนอให้มีการเพิ่ม voting power ใน IMF ให้กับประเทศในเอเชีย เพิ่มขึ้น 10% แต่ในการประชุม G20 ที่พิตสเบิร์ก ตกลงจะเพิ่มให้เพียง 2.5% และจะเพิ่ม voting power ให้กับประเทศกำลังพัฒนาเพียง 5% เท่านั้น และทั้งสหรัฐและยุโรปก็ยังคงหวงเก้าอี้ โดยไม่ยอมที่จะให้ประธานธนาคารโลกคนใหม่มาจากประเทศที่ไม่ใช่สหรัฐ และไม่ยอมให้ผู้อำนวยการ IMF คนใหม่ มาจากประเทศที่ไม่ใช่ยุโรป
IMF จะมีการทบทวนโควตาการลงคะแนนเสียงในปี 2011 จีนได้เสนอให้ตัดโควตา voting power ของประเทศร่ำรวยลง 7% เราคงต้องจับตาดูกันต่อว่า การปฏิรูปธนาคารโลกและ IMF จะมีความคืบหน้าไปได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คงต้องจับตาดูกันต่อว่า อีกนานเท่าไรเราถึงจะมีประธานธนาคารโลกที่ไม่ใช่คนอเมริกันและผู้อำนวยการใหญ่ IMF ที่ไม่ใช่คนยุโร
ตะวันออกกลางในยุคหลังสงครามอิรัก
ตะวันออกกลางในยุคหลังสงครามอิรัก
ตีพิมพ์ใน สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ปีที่ 57 ฉบับที่ 32 วันศุกร์ที่ 30 เมษายน - วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม 2553
ภายหลังจากที่สหรัฐได้ทำสงครามบุกยึดครองอิรัก เมื่อปี 2003 เวลาได้ผ่านไปแล้ว 7 ปี สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกกลางได้เปลี่ยนไปมาก ซึ่งหลายเรื่องก็เป็นผลมาจากสงครามอิรักนั่นเอง คอลัมน์โลกทรรศน์ในวันนี้จะวิเคราะห์สถานการณ์ในตะวันออกกลางในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากสงครามอิรัก ดังนี้
การผงาดขึ้นมาของอิหร่าน
การบุกยึดครองอิรักของสหรัฐ ได้ส่งผลกระทบต่อดุลยภาพแห่งอำนาจในภูมิภาค ก่อนหน้าสงครามอิรัก การถ่วงดุลอำนาจในภูมิภาคเป็นการถ่วงดุลกันระหว่างอาหรับกับอิหร่าน โดยมีรัฐบาลซัดดัม เป็นรัฐกันชนสำคัญในการคานอำนาจอิหร่าน อย่างไรก็ตามภายหลังสงครามอิรักดุลแห่งอำนาจก็ได้อิงไปทางอิหร่าน ดังนั้นการโค่นล้มระบอบซัดดัม จึงทำให้ชาติอาหรับเกิดความหวาดระแวงว่าอิหร่านจะผงาดขึ้นมาครบงำตะวันออกกกลาง
อิหร่านได้ฉวยโอกาสจากสุญญากาศแห่งอำนาจดังกล่าว แต่อิหร่านก็ประสบกับอุปสรรคหลายประการในการที่จะผงาดขึ้นมาครอบงำภูมิภาค อิหร่านร่ำรวยจากการขายน้ำมันและการปลุกระดมลัทธิชาตินิยม ทำให้ตั้งแต่ปี 2003 อิหร่านได้พยายมจะขยายอิทธิพลในตะวันออกกลาง โดยอิหร่านก็มีพันธมิตรที่เหนียวแน่น คือ กลุ่ม HAMAS และ Hizballah โดย HAMAZ ก็ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งในฉนวนกาซ่า ในขณะที่ Hizballah ได้ต่อสู้กับกองทัพอิสราเอลในปี 2006 เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ชาติอาหรับ โดยเฉพาะในกลุ่มนิกายซุนนีย์มองว่า อิหร่านและกลุ่มชีอะห์กำลังได้รับชัยชนะ
อย่างไรก็ตาม อิหร่านได้ประสบกับข้อจำกัดในการขยายอิทธิพล โดย Hizballah ได้พ่ายแพ้การเลือกตั้งในปี 2009 ในขณะที่อิหร่านเอง ก็เกิดความวุ่นวายทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2009 ซึ่งเป็นอุปสรรคในการขยายอิทธิพลของอิหร่าน นอกจากนั้น ในช่วงที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ของอิหร่านเป็นลบมากขึ้นในสายตาชาวอาหรับ โดยเฉพาะบทบาทของอิหร่านที่เข้าไปแทรกแซงสถานการณ์ในอิรัก
การตอบสนองของชาติอาหรับที่เกี่ยวกับการผงาดขึ้นมาของอิหร่านมีหลายรูปแบบ แต่ส่วนใหญ่จะมีลักษณะการผสมผสานระหว่างยุทธศาสตร์การปฏิสัมพันธ์ การถ่วงดุลอำนาจและการสกัดกั้น โลกอาหรับมีภาพอิหร่านที่มีทั้งเป็นลบและเป็นบวก ภาพที่เป็นลบคือ การที่อิหร่านเข้าไปวุ่นวายในอิรัก และการท้าทายชาวมุสลิมนิการซุนนีย์ (ชาวอิหร่านนับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์) แต่ภาพในแง่บวกของอิหร่านคือ การลุกขึ้นมาท้าทายตะวันตก และการต่อต้านอิสราเอล อย่างไรก็ตาม ในโลกอาหรับไม่มีประเทศที่เล่นบทเป็นตัวถ่วงดุลอำนาจอิหร่านอย่างเด่นชัด จึงกลายเป็นว่าตัวแสดงสำคัญในตะวันออกกลาง กลายเป็นประเทศที่ไม่ใช่อาหรับ คือ อิสราเอล ตุรกี อิหร่าน และสหรัฐ
การผงาดขึ้นมาของอิหร่านยังเกี่ยวพันกับเรื่องวิกฤตินิวเคลียร์อิหร่าน โดยทางตะวันตกและสหรัฐได้กล่าวหาอิหร่านว่า กำลังแอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ตะวันตกได้พยายามกดดันอิหร่านด้วยวิธีการต่างๆ โดยการผลักดันมาตรการคว่ำบาตร แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ
ความขัดแย้ง
สงครามอิรักยังได้ทำให้ความขัดแย้งในภูมิภาคในหลายๆ เรื่องทรุดหนักลง
สงครามอิรักได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างมุสลิมนิกายชีอะห์และมุสลิมนิกายซุนนีย์ โดยเฉพาะในอิรัก หลังสงคราม ได้เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ระหว่างชาวอิรักนิกายชีอะห์กับซุนนีย์ ถึงขั้นเกือบจะเป็นสงครามกลางเมือง ซึ่งความขัดแย้งระหว่างสองนิกายได้แพร่ขยายไปในหลายๆ ประเทศในตะวันออกกลาง
สงครามอิรักยังได้ทำให้ความขัดแย้งระหว่างชาว Kurd กับหลายประเทศทรุดหนักลง โดยสงครามอิรักได้ทำให้ชาว Kurd ในอิรัก เรียกร้องการปกครองตนเอง ซึ่งมีผลทำให้เกิดกระแสเดียวกันขึ้นในหมู่ชาว Kurd ที่อาศัยอยู่ใน ซีเรีย ตุรกี และอิหร่าน โดยเฉพาะกลุ่มแบ่งแยกดินแดนของชาว Kurd ในตุรกี คือกลุ่ม PKK ได้อาศัยทางตอนเหนือของอิรักเป็นแหล่งซ่องสุม ขบวนการแบ่งแยกดินแดนของชาว Kurd ทำให้ ซีเรีย ตุรกี และอิหร่าน พยายามร่วมมือกัน ซึ่งทำให้แผนของสหรัฐที่จะดึงซีเรียออกจากอิทธิพลของอิหร่านเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น
และสงครามอิรักไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ดีขึ้น ในทางตรงกันข้าม กลับนำไปสู่ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น แม้ว่ารัฐบาลโอบามาจะพยายามแก้ปัญหา โดยเสนอทางแก้ที่เรียกว่า two state solution คือการให้รัฐอิสราเอลและรัฐปาเลสไตน์อยู่ร่วมกันอย่างสันติ แต่เส้นทางสันติภาพในตะวันออกกลางก็เต็มไปด้วยอุปสรรค เพราะมีหลายเรื่องที่ยากที่จะหาข้อยุติ อาทิ เขตแดนของรัฐปาเลสไตน์ สถานะของกรุงเยรูซาเลม สถานะของผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์กว่า 5 ล้านคน และปัญหาการตั้งถิ่นฐานของชาวยิวในเขต West Bank
ขบวนการก่อการร้าย
หลังสงครามอิรัก ขบวนการก่อการร้าย โดยเฉพาะกลุ่ม Al-Qa’ida ไม่ได้หมดไป แต่ในทางตรงกันข้าม กลับแพร่ขยายออกไปมากขึ้น โดยหลังสงคราม อิรักได้กลายเป็นศูนย์กลางของการทำสงครามศาสนาหรือสงคราม Jihad เพื่อต่อต้านสหรัฐ อย่างไรก็ตาม กลุ่ม Al-Qa’ida in Iraq แม้ในตอนแรกจะได้รับการสนับสนุนจากชาวอาหรับ แต่ในระยะหลังๆ ก็เสื่อมความนิยมลง แต่แม้ว่าบทบาทของ Al-Qa’ida ในอิรักจะลดลง แต่กลับกลายเป็นว่า บทบาทของ Al-Qa’ida ในประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลางกลับเพิ่มมากขึ้น การก่อการร้ายมีแนวโน้มจะลุกลามขยายตัว โดยเฉพาะใน เยเมนและโซมาเลีย สงครามในอัฟกานิสถานและปากีสถานก็ได้เลวร้ายลงเรื่อยๆ เพราะทั้งนักรบตาลีบันและ Al-Qa’ida ได้ฟื้นคืนชีพ แหล่งซ่องสุมใหม่อยู่บริเวณพรมแดนระหว่างปากีสถานกับอัฟกานิสถาน โดยนักรบตาลีบันได้ยึดครองพื้นที่ในอัฟกานิสถานและปากีสถานได้มากขึ้นเรื่อยๆ
ประชาธิปไตย
สาเหตุหนึ่งที่ประธานาธิบดีบุชอ้าง ในการทำสงครามอิรักก็เพื่อสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในอิรัก โดยหวังว่าประชาธิปไตยในอิรักจะส่งผลกระทบเป็น domino effect จะทำให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้นทั่วตะวันออกกลาง แต่ผลที่เกิดขึ้น กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม 7 ปีที่ผ่านมา ประชาธิปไตยในอิรักและอัฟกานิสถานก็ง่อนแง่น และยังไม่มีแนวโน้มว่าประเทศในตะวันออกกลางอื่นๆ จะพัฒนาไปสู่การเป็นประชาธิปไตย ในทางตรงกันข้าม สงครามอิรักกลับเป็นตัวยับยั้งการปฏิรูปทางการเมือง เพราะรัฐบาลอาหรับมองเห็นแล้วว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในอิรักจะสร้างความหายนะให้กับประเทศตน กลับกลายเป็นว่า ชาวอาหรับกลับหันมาสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ มากกว่าจะเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่จะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมือง โดยชาวอาหรับมองว่าประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่สหรัฐยัดเยียดเข้ามา และมองว่าประชาธิปไตยในอิรักเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความวุ่นวายถึงขั้นเกือบจะเป็นสงครามกลางเมือง
มหาอำนาจ
ประเด็นสุดท้ายคือ ผลกระทบของสงครามอิรักต่อบทบาทของมหาอำนาจในตะวันออกกลาง เห็นได้ชัดว่า บทบาทของสหรัฐได้ตกต่ำลง โดยเฉพาะความล้มเหลวภายหลังสงครามอิรัก อิทธิพลของสหรัฐกำลังลดลงเรื่อยๆ ในขณะที่อิทธิพลของมหาอำนาจอื่นๆ กำลังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะรัสเซียกับจีน จากความล้มเหลวของสหรัฐในอิรัก ทำให้ประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลางเริ่มไม่มีความมั่นใจต่อสมรรถภาพของสหรัฐ จึงได้เริ่มหันไปตีสนิทกับจีนและรัสเซียมากขึ้น โลกอาหรับได้สูญเสียความเชื่อมั่นต่อสถานะของสหรัฐในการเล่นบทเป็นผู้ให้หลักประกันความมั่นคง
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2003 ทั้งจีนและรัสเซียได้พยายามเพิ่มบทบาทมากขึ้นในตะวันออกกลาง โดยรัสเซียได้พยายามที่จะท้าทายอิทธิพลของสหรัฐ และพยายามเข้าไปมีบทบาทในการเป็นตัวกลางแก้ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอาหรับ อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของรัสเซียในภูมิภาคก็ยังมีข้อจำกัด
สำหรับในส่วนของจีน ก็มียุทธศาสตร์ที่พยายามเน้นในเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน โดยพยายามตีสนิทกับประเทศในตะวันออกกลางเพื่อซื้อน้ำมันเป็นหลัก ดังนั้นบทบาทจีนจะเพิ่มมากขึ้นเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ แต่บทบาททางด้านการทหารและการเมืองยังมีจำกัด
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าโลกอาหรับจะมีท่าทีในทำนองต้องการดึงรัสเซียกับจีนมาถ่วงดุลสหรัฐ แต่ลึกๆ แล้ว รัสเซียกับจีนก็ไม่สามารถมาแทนที่สหรัฐได้ ในการเล่นบทเป็นผู้นำในการสร้างระเบียบความมั่นคงในภูมิภาค
ตีพิมพ์ใน สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ปีที่ 57 ฉบับที่ 32 วันศุกร์ที่ 30 เมษายน - วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม 2553
ภายหลังจากที่สหรัฐได้ทำสงครามบุกยึดครองอิรัก เมื่อปี 2003 เวลาได้ผ่านไปแล้ว 7 ปี สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกกลางได้เปลี่ยนไปมาก ซึ่งหลายเรื่องก็เป็นผลมาจากสงครามอิรักนั่นเอง คอลัมน์โลกทรรศน์ในวันนี้จะวิเคราะห์สถานการณ์ในตะวันออกกลางในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากสงครามอิรัก ดังนี้
การผงาดขึ้นมาของอิหร่าน
การบุกยึดครองอิรักของสหรัฐ ได้ส่งผลกระทบต่อดุลยภาพแห่งอำนาจในภูมิภาค ก่อนหน้าสงครามอิรัก การถ่วงดุลอำนาจในภูมิภาคเป็นการถ่วงดุลกันระหว่างอาหรับกับอิหร่าน โดยมีรัฐบาลซัดดัม เป็นรัฐกันชนสำคัญในการคานอำนาจอิหร่าน อย่างไรก็ตามภายหลังสงครามอิรักดุลแห่งอำนาจก็ได้อิงไปทางอิหร่าน ดังนั้นการโค่นล้มระบอบซัดดัม จึงทำให้ชาติอาหรับเกิดความหวาดระแวงว่าอิหร่านจะผงาดขึ้นมาครบงำตะวันออกกกลาง
อิหร่านได้ฉวยโอกาสจากสุญญากาศแห่งอำนาจดังกล่าว แต่อิหร่านก็ประสบกับอุปสรรคหลายประการในการที่จะผงาดขึ้นมาครอบงำภูมิภาค อิหร่านร่ำรวยจากการขายน้ำมันและการปลุกระดมลัทธิชาตินิยม ทำให้ตั้งแต่ปี 2003 อิหร่านได้พยายมจะขยายอิทธิพลในตะวันออกกลาง โดยอิหร่านก็มีพันธมิตรที่เหนียวแน่น คือ กลุ่ม HAMAS และ Hizballah โดย HAMAZ ก็ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งในฉนวนกาซ่า ในขณะที่ Hizballah ได้ต่อสู้กับกองทัพอิสราเอลในปี 2006 เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ชาติอาหรับ โดยเฉพาะในกลุ่มนิกายซุนนีย์มองว่า อิหร่านและกลุ่มชีอะห์กำลังได้รับชัยชนะ
อย่างไรก็ตาม อิหร่านได้ประสบกับข้อจำกัดในการขยายอิทธิพล โดย Hizballah ได้พ่ายแพ้การเลือกตั้งในปี 2009 ในขณะที่อิหร่านเอง ก็เกิดความวุ่นวายทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2009 ซึ่งเป็นอุปสรรคในการขยายอิทธิพลของอิหร่าน นอกจากนั้น ในช่วงที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ของอิหร่านเป็นลบมากขึ้นในสายตาชาวอาหรับ โดยเฉพาะบทบาทของอิหร่านที่เข้าไปแทรกแซงสถานการณ์ในอิรัก
การตอบสนองของชาติอาหรับที่เกี่ยวกับการผงาดขึ้นมาของอิหร่านมีหลายรูปแบบ แต่ส่วนใหญ่จะมีลักษณะการผสมผสานระหว่างยุทธศาสตร์การปฏิสัมพันธ์ การถ่วงดุลอำนาจและการสกัดกั้น โลกอาหรับมีภาพอิหร่านที่มีทั้งเป็นลบและเป็นบวก ภาพที่เป็นลบคือ การที่อิหร่านเข้าไปวุ่นวายในอิรัก และการท้าทายชาวมุสลิมนิการซุนนีย์ (ชาวอิหร่านนับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์) แต่ภาพในแง่บวกของอิหร่านคือ การลุกขึ้นมาท้าทายตะวันตก และการต่อต้านอิสราเอล อย่างไรก็ตาม ในโลกอาหรับไม่มีประเทศที่เล่นบทเป็นตัวถ่วงดุลอำนาจอิหร่านอย่างเด่นชัด จึงกลายเป็นว่าตัวแสดงสำคัญในตะวันออกกลาง กลายเป็นประเทศที่ไม่ใช่อาหรับ คือ อิสราเอล ตุรกี อิหร่าน และสหรัฐ
การผงาดขึ้นมาของอิหร่านยังเกี่ยวพันกับเรื่องวิกฤตินิวเคลียร์อิหร่าน โดยทางตะวันตกและสหรัฐได้กล่าวหาอิหร่านว่า กำลังแอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ตะวันตกได้พยายามกดดันอิหร่านด้วยวิธีการต่างๆ โดยการผลักดันมาตรการคว่ำบาตร แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ
ความขัดแย้ง
สงครามอิรักยังได้ทำให้ความขัดแย้งในภูมิภาคในหลายๆ เรื่องทรุดหนักลง
สงครามอิรักได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างมุสลิมนิกายชีอะห์และมุสลิมนิกายซุนนีย์ โดยเฉพาะในอิรัก หลังสงคราม ได้เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ระหว่างชาวอิรักนิกายชีอะห์กับซุนนีย์ ถึงขั้นเกือบจะเป็นสงครามกลางเมือง ซึ่งความขัดแย้งระหว่างสองนิกายได้แพร่ขยายไปในหลายๆ ประเทศในตะวันออกกลาง
สงครามอิรักยังได้ทำให้ความขัดแย้งระหว่างชาว Kurd กับหลายประเทศทรุดหนักลง โดยสงครามอิรักได้ทำให้ชาว Kurd ในอิรัก เรียกร้องการปกครองตนเอง ซึ่งมีผลทำให้เกิดกระแสเดียวกันขึ้นในหมู่ชาว Kurd ที่อาศัยอยู่ใน ซีเรีย ตุรกี และอิหร่าน โดยเฉพาะกลุ่มแบ่งแยกดินแดนของชาว Kurd ในตุรกี คือกลุ่ม PKK ได้อาศัยทางตอนเหนือของอิรักเป็นแหล่งซ่องสุม ขบวนการแบ่งแยกดินแดนของชาว Kurd ทำให้ ซีเรีย ตุรกี และอิหร่าน พยายามร่วมมือกัน ซึ่งทำให้แผนของสหรัฐที่จะดึงซีเรียออกจากอิทธิพลของอิหร่านเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น
และสงครามอิรักไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ดีขึ้น ในทางตรงกันข้าม กลับนำไปสู่ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น แม้ว่ารัฐบาลโอบามาจะพยายามแก้ปัญหา โดยเสนอทางแก้ที่เรียกว่า two state solution คือการให้รัฐอิสราเอลและรัฐปาเลสไตน์อยู่ร่วมกันอย่างสันติ แต่เส้นทางสันติภาพในตะวันออกกลางก็เต็มไปด้วยอุปสรรค เพราะมีหลายเรื่องที่ยากที่จะหาข้อยุติ อาทิ เขตแดนของรัฐปาเลสไตน์ สถานะของกรุงเยรูซาเลม สถานะของผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์กว่า 5 ล้านคน และปัญหาการตั้งถิ่นฐานของชาวยิวในเขต West Bank
ขบวนการก่อการร้าย
หลังสงครามอิรัก ขบวนการก่อการร้าย โดยเฉพาะกลุ่ม Al-Qa’ida ไม่ได้หมดไป แต่ในทางตรงกันข้าม กลับแพร่ขยายออกไปมากขึ้น โดยหลังสงคราม อิรักได้กลายเป็นศูนย์กลางของการทำสงครามศาสนาหรือสงคราม Jihad เพื่อต่อต้านสหรัฐ อย่างไรก็ตาม กลุ่ม Al-Qa’ida in Iraq แม้ในตอนแรกจะได้รับการสนับสนุนจากชาวอาหรับ แต่ในระยะหลังๆ ก็เสื่อมความนิยมลง แต่แม้ว่าบทบาทของ Al-Qa’ida ในอิรักจะลดลง แต่กลับกลายเป็นว่า บทบาทของ Al-Qa’ida ในประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลางกลับเพิ่มมากขึ้น การก่อการร้ายมีแนวโน้มจะลุกลามขยายตัว โดยเฉพาะใน เยเมนและโซมาเลีย สงครามในอัฟกานิสถานและปากีสถานก็ได้เลวร้ายลงเรื่อยๆ เพราะทั้งนักรบตาลีบันและ Al-Qa’ida ได้ฟื้นคืนชีพ แหล่งซ่องสุมใหม่อยู่บริเวณพรมแดนระหว่างปากีสถานกับอัฟกานิสถาน โดยนักรบตาลีบันได้ยึดครองพื้นที่ในอัฟกานิสถานและปากีสถานได้มากขึ้นเรื่อยๆ
ประชาธิปไตย
สาเหตุหนึ่งที่ประธานาธิบดีบุชอ้าง ในการทำสงครามอิรักก็เพื่อสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในอิรัก โดยหวังว่าประชาธิปไตยในอิรักจะส่งผลกระทบเป็น domino effect จะทำให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้นทั่วตะวันออกกลาง แต่ผลที่เกิดขึ้น กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม 7 ปีที่ผ่านมา ประชาธิปไตยในอิรักและอัฟกานิสถานก็ง่อนแง่น และยังไม่มีแนวโน้มว่าประเทศในตะวันออกกลางอื่นๆ จะพัฒนาไปสู่การเป็นประชาธิปไตย ในทางตรงกันข้าม สงครามอิรักกลับเป็นตัวยับยั้งการปฏิรูปทางการเมือง เพราะรัฐบาลอาหรับมองเห็นแล้วว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในอิรักจะสร้างความหายนะให้กับประเทศตน กลับกลายเป็นว่า ชาวอาหรับกลับหันมาสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ มากกว่าจะเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่จะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมือง โดยชาวอาหรับมองว่าประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่สหรัฐยัดเยียดเข้ามา และมองว่าประชาธิปไตยในอิรักเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความวุ่นวายถึงขั้นเกือบจะเป็นสงครามกลางเมือง
มหาอำนาจ
ประเด็นสุดท้ายคือ ผลกระทบของสงครามอิรักต่อบทบาทของมหาอำนาจในตะวันออกกลาง เห็นได้ชัดว่า บทบาทของสหรัฐได้ตกต่ำลง โดยเฉพาะความล้มเหลวภายหลังสงครามอิรัก อิทธิพลของสหรัฐกำลังลดลงเรื่อยๆ ในขณะที่อิทธิพลของมหาอำนาจอื่นๆ กำลังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะรัสเซียกับจีน จากความล้มเหลวของสหรัฐในอิรัก ทำให้ประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลางเริ่มไม่มีความมั่นใจต่อสมรรถภาพของสหรัฐ จึงได้เริ่มหันไปตีสนิทกับจีนและรัสเซียมากขึ้น โลกอาหรับได้สูญเสียความเชื่อมั่นต่อสถานะของสหรัฐในการเล่นบทเป็นผู้ให้หลักประกันความมั่นคง
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2003 ทั้งจีนและรัสเซียได้พยายามเพิ่มบทบาทมากขึ้นในตะวันออกกลาง โดยรัสเซียได้พยายามที่จะท้าทายอิทธิพลของสหรัฐ และพยายามเข้าไปมีบทบาทในการเป็นตัวกลางแก้ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอาหรับ อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของรัสเซียในภูมิภาคก็ยังมีข้อจำกัด
สำหรับในส่วนของจีน ก็มียุทธศาสตร์ที่พยายามเน้นในเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน โดยพยายามตีสนิทกับประเทศในตะวันออกกลางเพื่อซื้อน้ำมันเป็นหลัก ดังนั้นบทบาทจีนจะเพิ่มมากขึ้นเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ แต่บทบาททางด้านการทหารและการเมืองยังมีจำกัด
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าโลกอาหรับจะมีท่าทีในทำนองต้องการดึงรัสเซียกับจีนมาถ่วงดุลสหรัฐ แต่ลึกๆ แล้ว รัสเซียกับจีนก็ไม่สามารถมาแทนที่สหรัฐได้ ในการเล่นบทเป็นผู้นำในการสร้างระเบียบความมั่นคงในภูมิภาค
วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
สหรัฐกับสถาปัตยกรรมในภูมิภาค (ตอนที่ 2)
สหรัฐกับสถาปัตยกรรมในภูมิภาค (ตอนที่ 2)
ตีพิมพ์ใน ไทยโพสต์ ฉบับวันศุกร์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2553
ในคอลัมน์กระบวนทรรศน์ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 29 มกราคม 2553 ผมได้เขียนเกี่ยวกับสหรัฐกับสถาปัตยกรรมในภูมิภาค ตอนที่ 1 ไปแล้ว คอลัมน์กระบวนทรรศน์ในวันนี้ ผมจะมาวิเคราะห์ต่อ เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ล่าสุดของสหรัฐ ดังนี้
ยุทธศาสตร์สหรัฐ
ยุทธศาสตร์หลักของสหรัฐต่อสถาปัตยกรรมในภูมิภาคคือ การทำให้สหรัฐเป็นแกนกลางของสถาปัตยกรรมในภูมิภาค (US as the core of regional architecture) โดยยุทธศาสตร์จะมีลักษณะเป็นหลายๆ วง ซ้อนทับกัน โดยมีสหรัฐอยู่วงในสุด วงที่ 2 คือความสัมพันธ์ทวิภาคีกับพันธมิตร วงที่ 3 คือ เวทีเฉพาะกิจและเวทีอนุภูมิภาค วงที่ 4 คือ เวที APEC วงที่ 5 คือ เวที EAS และวงที่ 6 คือ สถาบันใหม่
สำหรับในวันนี้ ผมจะวิเคราะห์รายละเอียดในวงที่ 3 คือ เวทีอนุภูมิภาค ซึ่งขณะนี้กำลังมีการผลักดัน FTA อนุภูมิภาค ที่เรียกว่า Trans-Pacific Partnership หรือ TPP
สิ่งท้าทาย
เมื่อเร็วๆ นี้ Fred Bergsten นักเศรษฐศาสตร์อเมริกัน อดีตกุนซือนโยบายเศรษฐกิจสมัยรัฐบาลคลินตัน ได้กล่าวสุนทรพจน์ ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับบูรณาการทางเศรษฐกิจในเอเชีย ที่จะส่งผลกระทบต่อสหรัฐเป็นอย่างมาก และสหรัฐจะต้องตอบสนองด้วยการผลักดัน TPP ขึ้นมา
Bergsten ได้วิเคราะห์ว่า สถาปัตยกรรมและบูรณาการในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กำลังมีแนวโน้มที่บูรณาการในภูมิภาค จะเป็นไปในลักษณะที่ประเทศในเอเชียจะรวมตัวกันเองโดยไม่มีสหรัฐ หลักฐานสำคัญคือ การเกิดขึ้นของ FTA อาเซียน+1 อาทิ FTA อาเซียน-จีน อาเซียน-ญี่ปุ่น อาเซียน-เกาหลี อาเซียน-อินเดีย เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออกในกรอบอาเซียน+3 (อาเซียน+จีน+ญี่ปุ่น+เกาหลี) ซึ่งจะไม่มีสหรัฐ ในด้านการเงิน ได้มีการจัดตั้งความคิดริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative) ซึ่งกำลังจะพัฒนาไปเป็นกองทุนการเงินแห่งเอเชีย (Asian Monetary Fund) Bergsten มองว่าสิ่งเหล่านี้ ในที่สุด จะนำไปสู่การจัดตั้ง Asian Bloc โดยกลุ่มเศรษฐกิจนี้จะกลายเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Bergsten วิเคราะห์ว่า แนวโน้มดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อโลก โดยจะส่งผลกระทบในทางลบต่อประเทศนอกกลุ่ม รวมทั้งต่อสหรัฐ เท่ากับเป็นการขีดเส้นแบ่งกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งจะนำไปสู่การแตกสลายของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
Bergsten มองว่า ผลกระทบจะไม่จำกัดวงอยู่แต่เฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ แต่จะลามไปถึงด้านการเมืองและความมั่นคงด้วย เพราะจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก แต่ประเทศในภูมิภาคไม่ต้องการที่จะเลือกระหว่างเอเชียกับสหรัฐ ดังนั้นการแตกสลายของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจึงเป็นเรื่องน่าห่วงมาก
Trans-Pacific Partnership (TPP)
อย่างไรก็ตาม Bergsten มองว่า ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลโอบามาในการผลักดัน FTA ในกรอบ Trans-Pacific Partnership หรือ TPP จะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเผชิญกับสิ่งท้าทายดังกล่าวข้างต้น โดยรัฐบาลโอบามาได้ตัดสินใจที่จะเข้าร่วมการเจรจา TPP ซึ่งเป็น FTA ที่ได้เริ่มจาก 4 ประเทศ คือ ชิลี สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ และบรูไน และต่อมาได้ขยายจำนวนสมาชิก โดยมีสหรัฐ ออสเตรเลีย เปรู และเวียดนาม เข้าร่วม
Bergsten ได้เสนอเป้าหมายของการพัฒนา TPP ต่อไป โดยตั้งเป้าว่าจะต้องมีความคืบหน้าที่เด่นชัดในระหว่างการประชุมสุดยอด APEC ที่ฮาวาย ในปี 2011 โดยสหรัฐควรจะต้องผลักดัน 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ จะต้องเจรจาข้อตกลง FTA ให้เรียบร้อยระหว่าง 8 ประเทศสมาชิก และหลังจากนั้น จะต้องพยายามเพิ่มจำนวนสมาชิกออกไป ประเทศที่มีแนวโน้มจะเข้าร่วมในอนาคตคือ แคนาดา มาเลเซียก็ได้แสดงความสนใจ และประเทศสมาชิกอาเซียนอีก 1 หรือ 2 ประเทศอาจเข้าร่วม ส่วนญี่ปุ่นอาจตัดสินใจเข้าร่วม TPP ในช่วงที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอด APEC ที่ โยโกฮามา ปลายปีนี้ ส่วนเกาหลีใต้มีแนวโน้มจะเข้าร่วมเช่นเดียวกัน
ผมมองว่า เป้าหมายของสหรัฐคือ จะใช้ TPP เป็นแกนกลางสำคัญของการทำ FTA ในภูมิภาค โดยจะค่อยๆ ขยายจำนวนสมาชิกออกไปเรื่อยๆ จนในที่สุด อาจจะบรรลุเป้าหมายที่สหรัฐได้ตั้งไว้ คือ TPP อาจจะกลายเป็น Free Trade Area of the Asia-Pacific (FTAAP) ซึ่งเคยเป็นข้อเสนอที่สหรัฐเสนอในกรอบ APEC แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน สหรัฐคงจะได้บทเรียนว่า ถ้าจะจัดตั้ง FTA ทั้งภูมิภาคเลย อาจจะลำบาก ดังนั้น จึงน่าจะหันมาใช้ยุทธศาสตร์ใหม่ คือเริ่มจากไม่กี่ประเทศก่อน แล้วค่อยขยายออกไป
สำหรับแนวโน้มคือ สหรัฐคงจะเริ่มผลักดัน TPP ในการประชุมสุดยอด APEC ที่โยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ในเดือนพฤศจิกายน ปีนี้ และพอถึงปี 2011 สหรัฐจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด APEC ที่ฮาวาย ผมเดาว่า TPP คงจะเป็นไฮไลท์ของการประชุมสุดยอด APEC ที่ฮาวาย
ยุทธศาสตร์คู่ขนาน
นอกจากนี้ ในสุนทรพจน์ของ Bergsten เขาได้เสนอแนวคิดใหม่ที่อาจจะเรียกได้ว่ายุทธศาสตร์คู่ขนาน คือมองว่า การผลักดัน TPP นั้น ควรจะมีลักษณะเกื้อกูลกับ FTA ในภูมิภาคที่มีอยู่แล้ว อาทิ FTA อาเซียนกับประเทศต่างๆ และ FTA ในกรอบ อาเซียน+3 และ อาเซียน+6
Bergsten ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของคนอเมริกันไม่น้อย ที่ต่อต้านการจัดตั้งสถาบันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในเอเชีย โดยแนวคิดนี้กลัวว่า การบูรณาการของเอเชียจะกีดกันสหรัฐออกไป และมองว่า เป็นแนวโน้มที่อันตราย ซึ่งจะต้องต่อต้าน แนวคิดนี้ยังมองด้วยว่า Asian Bloc จะถูกครอบงำโดยจีน และจะทำให้ดุลแห่งอำนาจในโลกเปลี่ยนไป ดังนั้น จึงต้องต่อต้าน อย่างไรก็ตาม Bergsten ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ และมองว่ายุทธศาสตร์สำคัญคือ ยุทธศาสตร์คู่ขนาน
Bergsten วิเคราะห์ต่อไปว่า ในเอเชีย มีแนวคิดที่จะสนับสนุนการรวมกลุ่มในเอเชียก่อน โดยการจัดตั้งสถาปัตยกรรมในเอเชียก่อน แล้วค่อยขยายออกไปเป็นสถาปัตยกรรมในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่ง Bergsten ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ โดยแนวคิดของ Bergsten คือ ยุทธศาสตร์คู่ขนาน คือการจัดตั้งสถาปัตยกรรมในภูมิภาคเอเชีย พร้อมๆ กับการจัดตั้งสถาปัตยกรรมในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
ผมมองว่า ยุทธศาสตร์คู่ขนานของ Bergsten นั้น ไม่ต่างจากยุทธศาสตร์ ”หลายวง” ของสหรัฐ ที่ผมได้วิเคราะห์ในตอนแรก คือ Bergsten สนับสนุนทั้งวงที่ 3 คือ วงเวทีอนุภูมิภาค วงที่ 4 คือ APEC และวงที่ 5 คือ East Asia Summit หรือ EAS สถาบันเหล่านี้จะพัฒนาคู่ขนานกันไป แต่วาระซ่อนเร้นของสหรัฐคือ วงต่างๆ เหล่านี้ ในที่สุด จะมีสหรัฐอยู่วงในสุด คือสหรัฐจะเป็นแกนกลางของสถาปัตยกรรมในภูมิภาคนั่นเอง
ตีพิมพ์ใน ไทยโพสต์ ฉบับวันศุกร์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2553
ในคอลัมน์กระบวนทรรศน์ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 29 มกราคม 2553 ผมได้เขียนเกี่ยวกับสหรัฐกับสถาปัตยกรรมในภูมิภาค ตอนที่ 1 ไปแล้ว คอลัมน์กระบวนทรรศน์ในวันนี้ ผมจะมาวิเคราะห์ต่อ เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ล่าสุดของสหรัฐ ดังนี้
ยุทธศาสตร์สหรัฐ
ยุทธศาสตร์หลักของสหรัฐต่อสถาปัตยกรรมในภูมิภาคคือ การทำให้สหรัฐเป็นแกนกลางของสถาปัตยกรรมในภูมิภาค (US as the core of regional architecture) โดยยุทธศาสตร์จะมีลักษณะเป็นหลายๆ วง ซ้อนทับกัน โดยมีสหรัฐอยู่วงในสุด วงที่ 2 คือความสัมพันธ์ทวิภาคีกับพันธมิตร วงที่ 3 คือ เวทีเฉพาะกิจและเวทีอนุภูมิภาค วงที่ 4 คือ เวที APEC วงที่ 5 คือ เวที EAS และวงที่ 6 คือ สถาบันใหม่
สำหรับในวันนี้ ผมจะวิเคราะห์รายละเอียดในวงที่ 3 คือ เวทีอนุภูมิภาค ซึ่งขณะนี้กำลังมีการผลักดัน FTA อนุภูมิภาค ที่เรียกว่า Trans-Pacific Partnership หรือ TPP
สิ่งท้าทาย
เมื่อเร็วๆ นี้ Fred Bergsten นักเศรษฐศาสตร์อเมริกัน อดีตกุนซือนโยบายเศรษฐกิจสมัยรัฐบาลคลินตัน ได้กล่าวสุนทรพจน์ ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับบูรณาการทางเศรษฐกิจในเอเชีย ที่จะส่งผลกระทบต่อสหรัฐเป็นอย่างมาก และสหรัฐจะต้องตอบสนองด้วยการผลักดัน TPP ขึ้นมา
Bergsten ได้วิเคราะห์ว่า สถาปัตยกรรมและบูรณาการในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กำลังมีแนวโน้มที่บูรณาการในภูมิภาค จะเป็นไปในลักษณะที่ประเทศในเอเชียจะรวมตัวกันเองโดยไม่มีสหรัฐ หลักฐานสำคัญคือ การเกิดขึ้นของ FTA อาเซียน+1 อาทิ FTA อาเซียน-จีน อาเซียน-ญี่ปุ่น อาเซียน-เกาหลี อาเซียน-อินเดีย เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออกในกรอบอาเซียน+3 (อาเซียน+จีน+ญี่ปุ่น+เกาหลี) ซึ่งจะไม่มีสหรัฐ ในด้านการเงิน ได้มีการจัดตั้งความคิดริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative) ซึ่งกำลังจะพัฒนาไปเป็นกองทุนการเงินแห่งเอเชีย (Asian Monetary Fund) Bergsten มองว่าสิ่งเหล่านี้ ในที่สุด จะนำไปสู่การจัดตั้ง Asian Bloc โดยกลุ่มเศรษฐกิจนี้จะกลายเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Bergsten วิเคราะห์ว่า แนวโน้มดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อโลก โดยจะส่งผลกระทบในทางลบต่อประเทศนอกกลุ่ม รวมทั้งต่อสหรัฐ เท่ากับเป็นการขีดเส้นแบ่งกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งจะนำไปสู่การแตกสลายของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
Bergsten มองว่า ผลกระทบจะไม่จำกัดวงอยู่แต่เฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ แต่จะลามไปถึงด้านการเมืองและความมั่นคงด้วย เพราะจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก แต่ประเทศในภูมิภาคไม่ต้องการที่จะเลือกระหว่างเอเชียกับสหรัฐ ดังนั้นการแตกสลายของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจึงเป็นเรื่องน่าห่วงมาก
Trans-Pacific Partnership (TPP)
อย่างไรก็ตาม Bergsten มองว่า ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลโอบามาในการผลักดัน FTA ในกรอบ Trans-Pacific Partnership หรือ TPP จะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเผชิญกับสิ่งท้าทายดังกล่าวข้างต้น โดยรัฐบาลโอบามาได้ตัดสินใจที่จะเข้าร่วมการเจรจา TPP ซึ่งเป็น FTA ที่ได้เริ่มจาก 4 ประเทศ คือ ชิลี สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ และบรูไน และต่อมาได้ขยายจำนวนสมาชิก โดยมีสหรัฐ ออสเตรเลีย เปรู และเวียดนาม เข้าร่วม
Bergsten ได้เสนอเป้าหมายของการพัฒนา TPP ต่อไป โดยตั้งเป้าว่าจะต้องมีความคืบหน้าที่เด่นชัดในระหว่างการประชุมสุดยอด APEC ที่ฮาวาย ในปี 2011 โดยสหรัฐควรจะต้องผลักดัน 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ จะต้องเจรจาข้อตกลง FTA ให้เรียบร้อยระหว่าง 8 ประเทศสมาชิก และหลังจากนั้น จะต้องพยายามเพิ่มจำนวนสมาชิกออกไป ประเทศที่มีแนวโน้มจะเข้าร่วมในอนาคตคือ แคนาดา มาเลเซียก็ได้แสดงความสนใจ และประเทศสมาชิกอาเซียนอีก 1 หรือ 2 ประเทศอาจเข้าร่วม ส่วนญี่ปุ่นอาจตัดสินใจเข้าร่วม TPP ในช่วงที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอด APEC ที่ โยโกฮามา ปลายปีนี้ ส่วนเกาหลีใต้มีแนวโน้มจะเข้าร่วมเช่นเดียวกัน
ผมมองว่า เป้าหมายของสหรัฐคือ จะใช้ TPP เป็นแกนกลางสำคัญของการทำ FTA ในภูมิภาค โดยจะค่อยๆ ขยายจำนวนสมาชิกออกไปเรื่อยๆ จนในที่สุด อาจจะบรรลุเป้าหมายที่สหรัฐได้ตั้งไว้ คือ TPP อาจจะกลายเป็น Free Trade Area of the Asia-Pacific (FTAAP) ซึ่งเคยเป็นข้อเสนอที่สหรัฐเสนอในกรอบ APEC แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน สหรัฐคงจะได้บทเรียนว่า ถ้าจะจัดตั้ง FTA ทั้งภูมิภาคเลย อาจจะลำบาก ดังนั้น จึงน่าจะหันมาใช้ยุทธศาสตร์ใหม่ คือเริ่มจากไม่กี่ประเทศก่อน แล้วค่อยขยายออกไป
สำหรับแนวโน้มคือ สหรัฐคงจะเริ่มผลักดัน TPP ในการประชุมสุดยอด APEC ที่โยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ในเดือนพฤศจิกายน ปีนี้ และพอถึงปี 2011 สหรัฐจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด APEC ที่ฮาวาย ผมเดาว่า TPP คงจะเป็นไฮไลท์ของการประชุมสุดยอด APEC ที่ฮาวาย
ยุทธศาสตร์คู่ขนาน
นอกจากนี้ ในสุนทรพจน์ของ Bergsten เขาได้เสนอแนวคิดใหม่ที่อาจจะเรียกได้ว่ายุทธศาสตร์คู่ขนาน คือมองว่า การผลักดัน TPP นั้น ควรจะมีลักษณะเกื้อกูลกับ FTA ในภูมิภาคที่มีอยู่แล้ว อาทิ FTA อาเซียนกับประเทศต่างๆ และ FTA ในกรอบ อาเซียน+3 และ อาเซียน+6
Bergsten ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของคนอเมริกันไม่น้อย ที่ต่อต้านการจัดตั้งสถาบันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในเอเชีย โดยแนวคิดนี้กลัวว่า การบูรณาการของเอเชียจะกีดกันสหรัฐออกไป และมองว่า เป็นแนวโน้มที่อันตราย ซึ่งจะต้องต่อต้าน แนวคิดนี้ยังมองด้วยว่า Asian Bloc จะถูกครอบงำโดยจีน และจะทำให้ดุลแห่งอำนาจในโลกเปลี่ยนไป ดังนั้น จึงต้องต่อต้าน อย่างไรก็ตาม Bergsten ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ และมองว่ายุทธศาสตร์สำคัญคือ ยุทธศาสตร์คู่ขนาน
Bergsten วิเคราะห์ต่อไปว่า ในเอเชีย มีแนวคิดที่จะสนับสนุนการรวมกลุ่มในเอเชียก่อน โดยการจัดตั้งสถาปัตยกรรมในเอเชียก่อน แล้วค่อยขยายออกไปเป็นสถาปัตยกรรมในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่ง Bergsten ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ โดยแนวคิดของ Bergsten คือ ยุทธศาสตร์คู่ขนาน คือการจัดตั้งสถาปัตยกรรมในภูมิภาคเอเชีย พร้อมๆ กับการจัดตั้งสถาปัตยกรรมในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
ผมมองว่า ยุทธศาสตร์คู่ขนานของ Bergsten นั้น ไม่ต่างจากยุทธศาสตร์ ”หลายวง” ของสหรัฐ ที่ผมได้วิเคราะห์ในตอนแรก คือ Bergsten สนับสนุนทั้งวงที่ 3 คือ วงเวทีอนุภูมิภาค วงที่ 4 คือ APEC และวงที่ 5 คือ East Asia Summit หรือ EAS สถาบันเหล่านี้จะพัฒนาคู่ขนานกันไป แต่วาระซ่อนเร้นของสหรัฐคือ วงต่างๆ เหล่านี้ ในที่สุด จะมีสหรัฐอยู่วงในสุด คือสหรัฐจะเป็นแกนกลางของสถาปัตยกรรมในภูมิภาคนั่นเอง
วันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2553
ผลการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 16 ที่เวียดนาม
ผลการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 16 ที่เวียดนาม
ไทยโพสต์ วันอังคาร ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553
ในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ได้มีการจัดประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 16 ขึ้นที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม โดย theme ของการประชุมในครั้งนี้คือ “สู่ประชาคมอาเซียน” คอลัมน์กระบวนทรรศน์ในวันนี้ จะสรุปวิเคราะห์ผลการประชุมดังนี้
ประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียน
ไฮไลท์ของการประชุมในครั้งนี้ คือ การเดินหน้าจัดตั้งประชาคมอาเซียนขึ้นในปี 2015 โดยประชาคมอาเซียนจะมีประชาคมย่อย คือ ประชาคมการเมืองความมั่นคง ประชาคมเศรษฐกิจ และประชาคมสังคมวัฒนธรรม
สำหรับความคืบหน้าในการจัดตั้งประชาคมการเมืองความมั่นคงนั้น ปีที่แล้ว ได้มีการจัดทำ blueprint สำหรับการประชุมครั้งนี้ ได้มีการพิจารณาความคืบหน้าในด้านต่างๆ
ในด้านสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือ (Treaty of Amity and Cooperation : TAC) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเป็นบรรทัดฐานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค ได้เพิ่มความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยได้มีประเทศต่างๆ เข้ามาภาคยานุวัติหรือให้การรับรองสนธิสัญญาดังกล่าวมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด EU แคนาดา และตุรกี ได้แจ้งความประสงค์ที่จะภาคยานุวัติ TAC
สำหรับความคืบหน้าในเวที ASEAN Regional Forum หรือ ARF นั้น ขณะนี้กำลังมีการร่างแผนปฏิบัติการฮานอย เพื่อแปลงวิสัยทัศน์ ARF Vision Statement ไปสู่การปฏิบัติ
อีกเรื่องที่มีความคืบหน้า คือความร่วมมือในกรอบของการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน (ASEAN Defense Ministers’ Meeting : ADMM) โดยขณะนี้ กำลังให้ความสนใจกับ ADMM Plus คือ การขยายวงโดยเอาประเทศคู่เจรจามาหารือกับรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน ก่อนหน้านี้ มีการถกเถียงกันว่าจะเป็น ADMM+1 หรือจะขยายวงไปมากกว่านั้น ตอนแรก ก็มีการถกเถียงว่า +1 นั้นจะเป็นสหรัฐหรือเป็นจีน แต่ในที่สุด ก็ออกมาในลักษณะขยายวง กลายเป็น ADMM+8 ไปเลย คือจะเป็นการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน 10 ประเทศ กับอีก 8 ประเทศคู่เจรจา ซึ่งน่าจะได้แก่ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐ และรัสเซีย
สำหรับในประเด็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนนั้น เรื่องพม่าเป็นประเด็นที่ต้องหารือกันในการประชุมสุดยอดทุกครั้ง ในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีพม่า เต็ง เส่ง ได้แจ้งที่ประชุมถึงพัฒนาการทางการเมืองและความคืบหน้าในการเดินหน้า road map สำหรับประชาธิปไตย โดยเฉพาะการเตรียมการจัดการเลือกตั้งในปีนี้ ที่ประชุมได้เน้นความสำคัญแนวทางปรองดองแห่งชาติ และการที่พม่าจะต้องจัดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม
สำหรับในประเด็นการที่จะทำให้อาเซียนมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ในกระบวนการจัดตั้งประชาคมอาเซียนนั้น การประชุมครั้งนี้ ได้มีการพบปะระหว่างผู้นำอาเซียนกับตัวแทนของ ASEAN Inter-Parliamentary Assembly (AIPA)
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ในการประชุมครั้งนี้ จะมีความคืบหน้าอยู่บ้างในการจัดตั้งประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียน แต่ผมกลับมองว่า โดยภาพรวมแล้ว ถือว่ามีความคืบหน้าน้อยมาก โดยเฉพาะถ้าเปรียบเทียบกับความคืบหน้าในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป โดยหากดูใน blueprint ของประชาคมการเมืองความมั่นคง จะเห็นได้ว่ามีหลายเรื่องที่ผมยังไม่เห็นความคืบหน้า โดยเฉพาะเรื่องการผลักดันการสร้างบรรทัดฐานหรือข้อตกลงสนธิสัญญาใหม่ๆ มาตรการในการป้องกันความขัดแย้งก็ยังไม่มีความชัดเจน เช่นเดียวกับกลไกในการแก้ไขความขัดแย้งก็ยังไม่เห็นความคืบหน้า
สำหรับในประเด็นการขยาย ADMM เป็น ADMM+8 นั้น ผมมองว่าเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงท่าทีของอาเซียนที่กำลังเปลี่ยนไป โดยในอดีตมีกรอบความร่วมมือหลายกรอบคือ ASEAN+1 ASEAN+3 และ ASEAN+6 หรือ EAS แต่การขยายไปเป็น +8 นั้น ชี้ให้เห็นว่าอาเซียนกำลังให้ความสำคัญกับการขยาย EAS จาก +6 เป็น +8 และกำลังจะให้น้ำหนักกับกรอบ EAS มากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่กรอบ ASEAN+3 กำลังลดความสำคัญลง สาเหตุสำคัญคือ การดึงเอาสหรัฐเข้ามาเพื่อถ่วงดุลจีนในกลไกอาเซียน
สำหรับในประเด็นปัญหาเรื่องพม่านั้น ผมมองว่า อาเซียนยังคงมีท่าทีเดิมๆ คือพยายามจะประนีประนอมกับรัฐบาลทหารพม่า ถึงแม้ว่า ขณะนี้ กำลังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าการเลือกตั้งในพม่าในปีนี้ จะมีลักษณะการเลือกตั้งที่หลอกคนดู และการเลือกตั้งจะเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าต่อไป แต่อาเซียนก็ไม่สามารถที่จะผลักดันให้รัฐบาลทหารพม่าปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในเรื่องนี้ได้
สำหรับในประเด็นเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในอาเซียนนั้น การประชุมในครั้งนี้ก็เป็นที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง เพราะเมื่อปีที่แล้ว ตอนที่ไทยเป็นประธานอาเซียน เราได้ริเริ่มโดยให้ผู้นำอาเซียนพบปะกับตัวแทนของภาคประชาสังคมและเยาวชน แต่ในการประชุมที่เวียดนาม ก็มีแต่การพบปะกับตัวแทนของฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น
ประชาคมเศรษฐกิจ
สำหรับอีกเรื่องที่การประชุมในครั้งนี้ได้พิจารณาคือ ความคืบหน้าในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยได้มีการจัดทำ ASEAN Economic Community Scorecard เพื่อติดตามความคืบหน้ามาตรการต่างๆ
ในด้านการเปิดเสรีการค้าสินค้า ได้มีความคืบหน้า โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปีนี้ ภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่ค้าขายระหว่างสมาชิกอาเซียนได้ลดลงเหลือ 0-5% ปริมาณการค้าภายในอาเซียนก็เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว เปรียบเทียบกับตัวเลขในปี 2000 โดยในปี 2008 มีมูลค่าการค้า 458,000 ล้านเหรียญ ข้อตกลง ASEAN Trade in Goods Agreement ก็กำลังจะประกาศใช้ในเดือนพฤษภาคม ปีนี้
นอกจากนี้ ยังมีความคืบหน้าในการเปิดเสรีการค้าภาคบริการ ภายใต้ข้อตกลง ASEAN Framework Agreement on Services (AFAS) และความคืบหน้าในการเปิดเสรีด้านการลงทุน ภายใต้ข้อตกลง ASEAN Comprehensive Investment Agreement และได้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมบูรณาการของตลาดทุนอาเซียน เพื่อนำไปสู่การไหลเวียนของเงินทุนในอาเซียนที่จะมีความเป็นเสรีมากขึ้น รวมทั้งความพยายามในการผลักดันมาตรการให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือในอาเซียนให้มีความเป็นเสรีมากขึ้นด้วย
อีกเรื่องที่มีความคืบหน้าในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจคือ การจัดทำ Master Plan on ASEAN Connectivity หรือแผนแม่บทในการเชื่อมโยงอาเซียนเข้าหากัน ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานระดับสูงเรียกว่า High Level Task Force on ASEAN Connectivity ขึ้น เป้าหมายหลักของแผนแม่บทคือ การผลักดันโครงการเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งในอาเซียน ทั้งทางอากาศ ทางทะเล และทางบก รวมถึงการเชื่อมโยงทางด้านสารสนเทศด้วย ทั้งนี้เพื่อที่จะเป็นกลไกในการช่วยให้การเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ และแรงงานมีความสะดวกไหลลื่นมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจและตลาดร่วมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
จะเห็นได้ว่า การเดินหน้าจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้น มีความคืบหน้าไปมาก ใน Scorecard ก็ได้ประเมินว่าได้คืบหน้าไปแล้ว 82% อย่างไรก็ตาม ผมมองว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2015 จะยังไม่ใช่ตลาดร่วมที่มีความสมบูรณ์ตามหลักทฤษฎี เพราะตามหลักแล้ว การจะเป็นตลาดร่วมได้จะต้องมีเสรี 4 ตัว คือ เสรีการค้าสินค้า เสรีการค้าภาคบริการ เสรีในการเคลื่อนย้ายเงินทุน และเสรีในการเคลื่อนย้ายแรงงาน แต่สำหรับตลาดร่วมอาเซียนนั้น จะมีเสรีได้แค่ 2 ตัวเท่านั้น คือเสรีการค้าสินค้ากับบริการ ส่วนการเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงานนั้น อาเซียนยังไม่สามารถเปิดเสรีร้อยเปอร์เซ็นต์ได้
ความสัมพันธ์กับประเทศคู่เจรจา
อีกเรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญในการประชุมสุดยอดที่เวียดนามคือ การหารือถึงความสัมพันธ์กับประเทศคู่เจรจา ซึ่งในกรอบ ASEAN+1 นั้น ประสบความสำเร็จด้วยดี โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดทำ FTA ระหว่างอาเซียนกับประเทศต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปีนี้ ได้มีการจัดตั้ง FTA อาเซียน-จีน FTA อาเซียน-เกาหลี FTA อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ และ FTA อาเซียน-อินเดียไปแล้ว สำหรับ FTA อาเซียน-ญี่ปุ่น ก็ได้มีการจัดตั้งไปแล้ว แต่กำลังมีการเจรจาเพื่อปรับปรุงมาตรการการเปิดเสรีในด้านการบริการและด้านการลงทุน
สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับสหรัฐนั้น ปีที่แล้ว ได้มีการประชุมสุดยอดครั้งแรกขึ้น และได้มีการตกลงว่าจะมีการประชุมสุดยอดครั้งที่ 2 ในปีนี้ ที่ประชุมจึงได้ประกาศเชิญประธานาธิบดีโอบามาอย่างเป็นทางการให้เดินทางมาเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐ ครั้งที่ 2 ที่เวียดนาม ปลายปีนี้
สำหรับการประชุมในกรอบ ASEAN+3 และ ASEAN+6 หรือ EAS นั้น ตามที่ผมได้กล่าวข้างต้นว่า มีแนวโน้มว่า อาเซียนกำลังให้ความสำคัญกับ EAS มากขึ้น และลดความสำคัญของกรอบ ASEAN+3 ลง ทั้ง เพราะเหตุผลทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยตัวแปรสำคัญคือ จีนกับสหรัฐ โดยสหรัฐมีท่าทีต่อต้าน ASEAN+3 เพราะกลัวจีนจะครอบงำ ดังนั้นอาเซียนจึงต้องหันมาให้น้ำหนักกับ EAS เพื่อเป็นช่องทางในการดึงสหรัฐเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลไกอาเซียน เพื่อที่จะทำให้สหรัฐลดความหวาดระแวง และอีกสาเหตุหนึ่งคือ การดึงสหรัฐมาถ่วงดุลจีน
ผลการประชุมสุดยอดในครั้งนี้ เห็นได้ชัดถึงท่าทีของอาเซียนที่เปลี่ยนไป จากในอดีตที่อาเซียนเคยย้ำว่า ASEAN+3 จะเป็นกลไกหลักในการจัดตั้งประชาคมเอาเชียตะวันออก แต่ในการประชุมครั้งนี้ ไม่ได้มีถ้อยคำดังกล่าวอีกแล้ว ท่าทีของอาเซียนก็ออกมาในทำนองว่า อาเซียนมองว่าทั้งกรอบ ASEAN+3 และ EAS เกื้อกูลกัน ในการที่จะสร้างประชาคมเอเชียตะวันออก โดยอาเซียนสนับสนุนให้รัสเซียและสหรัฐเข้ามาปฏิสัมพันธ์กับ EAS ซึ่งขณะนี้ รูปแบบของการปฏิสัมพันธ์ยังไม่ชัดเจน อาจจะเป็น การเข้ามาเป็นสมาชิก หรืออาจจะเป็นผู้สังเกตการณ์
นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องการจัดทำ FTA ในกรอบใหญ่ในภูมิภาค ในอดีต อาเซียนเน้นจะจัดตั้ง FTA ในกรอบ ASEAN+3 หรือที่เรียกว่า East Asia Free Trade Area (EAFTA) แต่ในการประชุมครั้งนี้ เห็นได้ชัดเจนว่า ท่าทีของอาเซียนได้เปลี่ยนไป โดยท่าทีล่าสุดก็ออกมาในทำนองว่าอาเซียนจะสนับสนุนทั้ง FTA ในกรอบ ASEAN+3 และ FTA ในกรอบ ASEAN+6 ซึ่งญี่ปุ่นเป็นคนผลักดัน มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Comprehensive Economic Partnership for East Asia (CEPEA) โดยที่ประชุมสุดยอดในครั้งนี้ ได้ตกลงว่า จะหารือในเรื่องนี้กับประเทศคู่เจรจาในการประชุมสุดยอดครั้งที่ 17 ในเดือนตุลาคม ปีนี้
อาจกล่าวได้ว่า ขณะนี้ จุดยืนของอาเซียนในประเด็นสถาปัตยกรรมในภูมิภาค คือ ยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า dual track strategy หรือ ยุทธศาสตร์ 2 ช่องทาง คือ อาเซียนจะผลักดันทั้งในกรอบ ASEAN+3 และในกรอบ EAS ไปพร้อมๆ กัน
ไทยโพสต์ วันอังคาร ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553
ในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ได้มีการจัดประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 16 ขึ้นที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม โดย theme ของการประชุมในครั้งนี้คือ “สู่ประชาคมอาเซียน” คอลัมน์กระบวนทรรศน์ในวันนี้ จะสรุปวิเคราะห์ผลการประชุมดังนี้
ประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียน
ไฮไลท์ของการประชุมในครั้งนี้ คือ การเดินหน้าจัดตั้งประชาคมอาเซียนขึ้นในปี 2015 โดยประชาคมอาเซียนจะมีประชาคมย่อย คือ ประชาคมการเมืองความมั่นคง ประชาคมเศรษฐกิจ และประชาคมสังคมวัฒนธรรม
สำหรับความคืบหน้าในการจัดตั้งประชาคมการเมืองความมั่นคงนั้น ปีที่แล้ว ได้มีการจัดทำ blueprint สำหรับการประชุมครั้งนี้ ได้มีการพิจารณาความคืบหน้าในด้านต่างๆ
ในด้านสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือ (Treaty of Amity and Cooperation : TAC) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเป็นบรรทัดฐานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค ได้เพิ่มความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยได้มีประเทศต่างๆ เข้ามาภาคยานุวัติหรือให้การรับรองสนธิสัญญาดังกล่าวมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด EU แคนาดา และตุรกี ได้แจ้งความประสงค์ที่จะภาคยานุวัติ TAC
สำหรับความคืบหน้าในเวที ASEAN Regional Forum หรือ ARF นั้น ขณะนี้กำลังมีการร่างแผนปฏิบัติการฮานอย เพื่อแปลงวิสัยทัศน์ ARF Vision Statement ไปสู่การปฏิบัติ
อีกเรื่องที่มีความคืบหน้า คือความร่วมมือในกรอบของการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน (ASEAN Defense Ministers’ Meeting : ADMM) โดยขณะนี้ กำลังให้ความสนใจกับ ADMM Plus คือ การขยายวงโดยเอาประเทศคู่เจรจามาหารือกับรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน ก่อนหน้านี้ มีการถกเถียงกันว่าจะเป็น ADMM+1 หรือจะขยายวงไปมากกว่านั้น ตอนแรก ก็มีการถกเถียงว่า +1 นั้นจะเป็นสหรัฐหรือเป็นจีน แต่ในที่สุด ก็ออกมาในลักษณะขยายวง กลายเป็น ADMM+8 ไปเลย คือจะเป็นการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน 10 ประเทศ กับอีก 8 ประเทศคู่เจรจา ซึ่งน่าจะได้แก่ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐ และรัสเซีย
สำหรับในประเด็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนนั้น เรื่องพม่าเป็นประเด็นที่ต้องหารือกันในการประชุมสุดยอดทุกครั้ง ในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีพม่า เต็ง เส่ง ได้แจ้งที่ประชุมถึงพัฒนาการทางการเมืองและความคืบหน้าในการเดินหน้า road map สำหรับประชาธิปไตย โดยเฉพาะการเตรียมการจัดการเลือกตั้งในปีนี้ ที่ประชุมได้เน้นความสำคัญแนวทางปรองดองแห่งชาติ และการที่พม่าจะต้องจัดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม
สำหรับในประเด็นการที่จะทำให้อาเซียนมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ในกระบวนการจัดตั้งประชาคมอาเซียนนั้น การประชุมครั้งนี้ ได้มีการพบปะระหว่างผู้นำอาเซียนกับตัวแทนของ ASEAN Inter-Parliamentary Assembly (AIPA)
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ในการประชุมครั้งนี้ จะมีความคืบหน้าอยู่บ้างในการจัดตั้งประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียน แต่ผมกลับมองว่า โดยภาพรวมแล้ว ถือว่ามีความคืบหน้าน้อยมาก โดยเฉพาะถ้าเปรียบเทียบกับความคืบหน้าในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป โดยหากดูใน blueprint ของประชาคมการเมืองความมั่นคง จะเห็นได้ว่ามีหลายเรื่องที่ผมยังไม่เห็นความคืบหน้า โดยเฉพาะเรื่องการผลักดันการสร้างบรรทัดฐานหรือข้อตกลงสนธิสัญญาใหม่ๆ มาตรการในการป้องกันความขัดแย้งก็ยังไม่มีความชัดเจน เช่นเดียวกับกลไกในการแก้ไขความขัดแย้งก็ยังไม่เห็นความคืบหน้า
สำหรับในประเด็นการขยาย ADMM เป็น ADMM+8 นั้น ผมมองว่าเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงท่าทีของอาเซียนที่กำลังเปลี่ยนไป โดยในอดีตมีกรอบความร่วมมือหลายกรอบคือ ASEAN+1 ASEAN+3 และ ASEAN+6 หรือ EAS แต่การขยายไปเป็น +8 นั้น ชี้ให้เห็นว่าอาเซียนกำลังให้ความสำคัญกับการขยาย EAS จาก +6 เป็น +8 และกำลังจะให้น้ำหนักกับกรอบ EAS มากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่กรอบ ASEAN+3 กำลังลดความสำคัญลง สาเหตุสำคัญคือ การดึงเอาสหรัฐเข้ามาเพื่อถ่วงดุลจีนในกลไกอาเซียน
สำหรับในประเด็นปัญหาเรื่องพม่านั้น ผมมองว่า อาเซียนยังคงมีท่าทีเดิมๆ คือพยายามจะประนีประนอมกับรัฐบาลทหารพม่า ถึงแม้ว่า ขณะนี้ กำลังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าการเลือกตั้งในพม่าในปีนี้ จะมีลักษณะการเลือกตั้งที่หลอกคนดู และการเลือกตั้งจะเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าต่อไป แต่อาเซียนก็ไม่สามารถที่จะผลักดันให้รัฐบาลทหารพม่าปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในเรื่องนี้ได้
สำหรับในประเด็นเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในอาเซียนนั้น การประชุมในครั้งนี้ก็เป็นที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง เพราะเมื่อปีที่แล้ว ตอนที่ไทยเป็นประธานอาเซียน เราได้ริเริ่มโดยให้ผู้นำอาเซียนพบปะกับตัวแทนของภาคประชาสังคมและเยาวชน แต่ในการประชุมที่เวียดนาม ก็มีแต่การพบปะกับตัวแทนของฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น
ประชาคมเศรษฐกิจ
สำหรับอีกเรื่องที่การประชุมในครั้งนี้ได้พิจารณาคือ ความคืบหน้าในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยได้มีการจัดทำ ASEAN Economic Community Scorecard เพื่อติดตามความคืบหน้ามาตรการต่างๆ
ในด้านการเปิดเสรีการค้าสินค้า ได้มีความคืบหน้า โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปีนี้ ภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่ค้าขายระหว่างสมาชิกอาเซียนได้ลดลงเหลือ 0-5% ปริมาณการค้าภายในอาเซียนก็เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว เปรียบเทียบกับตัวเลขในปี 2000 โดยในปี 2008 มีมูลค่าการค้า 458,000 ล้านเหรียญ ข้อตกลง ASEAN Trade in Goods Agreement ก็กำลังจะประกาศใช้ในเดือนพฤษภาคม ปีนี้
นอกจากนี้ ยังมีความคืบหน้าในการเปิดเสรีการค้าภาคบริการ ภายใต้ข้อตกลง ASEAN Framework Agreement on Services (AFAS) และความคืบหน้าในการเปิดเสรีด้านการลงทุน ภายใต้ข้อตกลง ASEAN Comprehensive Investment Agreement และได้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมบูรณาการของตลาดทุนอาเซียน เพื่อนำไปสู่การไหลเวียนของเงินทุนในอาเซียนที่จะมีความเป็นเสรีมากขึ้น รวมทั้งความพยายามในการผลักดันมาตรการให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือในอาเซียนให้มีความเป็นเสรีมากขึ้นด้วย
อีกเรื่องที่มีความคืบหน้าในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจคือ การจัดทำ Master Plan on ASEAN Connectivity หรือแผนแม่บทในการเชื่อมโยงอาเซียนเข้าหากัน ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานระดับสูงเรียกว่า High Level Task Force on ASEAN Connectivity ขึ้น เป้าหมายหลักของแผนแม่บทคือ การผลักดันโครงการเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งในอาเซียน ทั้งทางอากาศ ทางทะเล และทางบก รวมถึงการเชื่อมโยงทางด้านสารสนเทศด้วย ทั้งนี้เพื่อที่จะเป็นกลไกในการช่วยให้การเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ และแรงงานมีความสะดวกไหลลื่นมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจและตลาดร่วมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
จะเห็นได้ว่า การเดินหน้าจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้น มีความคืบหน้าไปมาก ใน Scorecard ก็ได้ประเมินว่าได้คืบหน้าไปแล้ว 82% อย่างไรก็ตาม ผมมองว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2015 จะยังไม่ใช่ตลาดร่วมที่มีความสมบูรณ์ตามหลักทฤษฎี เพราะตามหลักแล้ว การจะเป็นตลาดร่วมได้จะต้องมีเสรี 4 ตัว คือ เสรีการค้าสินค้า เสรีการค้าภาคบริการ เสรีในการเคลื่อนย้ายเงินทุน และเสรีในการเคลื่อนย้ายแรงงาน แต่สำหรับตลาดร่วมอาเซียนนั้น จะมีเสรีได้แค่ 2 ตัวเท่านั้น คือเสรีการค้าสินค้ากับบริการ ส่วนการเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงานนั้น อาเซียนยังไม่สามารถเปิดเสรีร้อยเปอร์เซ็นต์ได้
ความสัมพันธ์กับประเทศคู่เจรจา
อีกเรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญในการประชุมสุดยอดที่เวียดนามคือ การหารือถึงความสัมพันธ์กับประเทศคู่เจรจา ซึ่งในกรอบ ASEAN+1 นั้น ประสบความสำเร็จด้วยดี โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดทำ FTA ระหว่างอาเซียนกับประเทศต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปีนี้ ได้มีการจัดตั้ง FTA อาเซียน-จีน FTA อาเซียน-เกาหลี FTA อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ และ FTA อาเซียน-อินเดียไปแล้ว สำหรับ FTA อาเซียน-ญี่ปุ่น ก็ได้มีการจัดตั้งไปแล้ว แต่กำลังมีการเจรจาเพื่อปรับปรุงมาตรการการเปิดเสรีในด้านการบริการและด้านการลงทุน
สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับสหรัฐนั้น ปีที่แล้ว ได้มีการประชุมสุดยอดครั้งแรกขึ้น และได้มีการตกลงว่าจะมีการประชุมสุดยอดครั้งที่ 2 ในปีนี้ ที่ประชุมจึงได้ประกาศเชิญประธานาธิบดีโอบามาอย่างเป็นทางการให้เดินทางมาเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐ ครั้งที่ 2 ที่เวียดนาม ปลายปีนี้
สำหรับการประชุมในกรอบ ASEAN+3 และ ASEAN+6 หรือ EAS นั้น ตามที่ผมได้กล่าวข้างต้นว่า มีแนวโน้มว่า อาเซียนกำลังให้ความสำคัญกับ EAS มากขึ้น และลดความสำคัญของกรอบ ASEAN+3 ลง ทั้ง เพราะเหตุผลทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยตัวแปรสำคัญคือ จีนกับสหรัฐ โดยสหรัฐมีท่าทีต่อต้าน ASEAN+3 เพราะกลัวจีนจะครอบงำ ดังนั้นอาเซียนจึงต้องหันมาให้น้ำหนักกับ EAS เพื่อเป็นช่องทางในการดึงสหรัฐเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลไกอาเซียน เพื่อที่จะทำให้สหรัฐลดความหวาดระแวง และอีกสาเหตุหนึ่งคือ การดึงสหรัฐมาถ่วงดุลจีน
ผลการประชุมสุดยอดในครั้งนี้ เห็นได้ชัดถึงท่าทีของอาเซียนที่เปลี่ยนไป จากในอดีตที่อาเซียนเคยย้ำว่า ASEAN+3 จะเป็นกลไกหลักในการจัดตั้งประชาคมเอาเชียตะวันออก แต่ในการประชุมครั้งนี้ ไม่ได้มีถ้อยคำดังกล่าวอีกแล้ว ท่าทีของอาเซียนก็ออกมาในทำนองว่า อาเซียนมองว่าทั้งกรอบ ASEAN+3 และ EAS เกื้อกูลกัน ในการที่จะสร้างประชาคมเอเชียตะวันออก โดยอาเซียนสนับสนุนให้รัสเซียและสหรัฐเข้ามาปฏิสัมพันธ์กับ EAS ซึ่งขณะนี้ รูปแบบของการปฏิสัมพันธ์ยังไม่ชัดเจน อาจจะเป็น การเข้ามาเป็นสมาชิก หรืออาจจะเป็นผู้สังเกตการณ์
นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องการจัดทำ FTA ในกรอบใหญ่ในภูมิภาค ในอดีต อาเซียนเน้นจะจัดตั้ง FTA ในกรอบ ASEAN+3 หรือที่เรียกว่า East Asia Free Trade Area (EAFTA) แต่ในการประชุมครั้งนี้ เห็นได้ชัดเจนว่า ท่าทีของอาเซียนได้เปลี่ยนไป โดยท่าทีล่าสุดก็ออกมาในทำนองว่าอาเซียนจะสนับสนุนทั้ง FTA ในกรอบ ASEAN+3 และ FTA ในกรอบ ASEAN+6 ซึ่งญี่ปุ่นเป็นคนผลักดัน มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Comprehensive Economic Partnership for East Asia (CEPEA) โดยที่ประชุมสุดยอดในครั้งนี้ ได้ตกลงว่า จะหารือในเรื่องนี้กับประเทศคู่เจรจาในการประชุมสุดยอดครั้งที่ 17 ในเดือนตุลาคม ปีนี้
อาจกล่าวได้ว่า ขณะนี้ จุดยืนของอาเซียนในประเด็นสถาปัตยกรรมในภูมิภาค คือ ยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า dual track strategy หรือ ยุทธศาสตร์ 2 ช่องทาง คือ อาเซียนจะผลักดันทั้งในกรอบ ASEAN+3 และในกรอบ EAS ไปพร้อมๆ กัน
วันจันทร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2553
ความขัดแย้งจีน-สหรัฐฯ ปี 2010 (ตอน 4)
ความขัดแย้งจีน-สหรัฐฯ ปี 2010 (ตอน 4)
สยามรัฐสัปดาห์วอจารณ์ ปีที่ 57 ฉบับที่ 30 วันศุกร์ที่ 16 เมษายน - วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน 2553
คอลัมน์โลกทรรศน์ได้วิเคราะห์เรื่องความขัดแย้งจีนกับสหรัฐมาแล้ว 3 ตอน ในวันนี้จะมาวิเคราะห์ต่อถึงพัฒนาการความขัดแย้งล่าสุดดังนี้
ภูมิหลัง
ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐถือได้ว่าเป็นความสัมพันธ์ทวิภาคีที่สำคัญที่สุดในโลก แต่ในปี 2010 นี้ ความสัมพันธ์ได้เข้าสู่จุดวิกฤติ โดยได้เกิดความขัดแย้งระหว่างกันหลายเรื่อง เรื่องแรกเกิดขึ้นในเดือนมกราคม โดย Google ได้ประกาศที่จะถอนตัวออกจากจีน โดยอ้างว่าถูกล้วงข้อมูลและถูกรัฐบาลจีนเซ็นเซอร์
ต่อมา เมื่อปลายเดือนมกราคม ได้เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ โดยรัฐบาลโอบามาได้ประกาศจะขายอาวุธให้กับไต้หวัน คิดเป็นมูลค่า 6,000 ล้านเหรียญ รัฐบาลจีนได้ออกมาตอบโต้อย่างรุนแรงและประกาศจะตัดความสัมพันธ์ทางทหาร และประกาศมาตรการคว่ำบาตรบริษัทสหรัฐที่ขายอาวุธให้กับไต้หวัน โดยเฉพาะบริษัท Boeing นอกจากนี้ จีนยังได้ขู่ด้วยว่า ความร่วมมือในการแก้ปัญหาต่างๆ ของโลก จะได้รับผลกระทบ
และต่อมา ความสัมพันธ์ได้เสื่อมโทรมลงไปอีก หลังจากที่โอบามาได้พบปะกับองค์ดาไลลามะ ที่ทำเนียบขาว ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยรัฐบาลจีนได้ออกมาโจมตีรัฐบาลโอบามาอย่างรุนแรง โดยบอกว่าการพบปะดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสัมพันธ์ และเป็นการละเมิดสิ่งที่สหรัฐยอมรับมาในอดีตว่า ทิเบตเป็นส่วนหนึ่งของจีน พฤติกรรมของสหรัฐถือได้ว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของจีน และได้ทำร้ายจิตใจและความรู้สึกของชาวจีนเป็นอย่างมาก
หลังจากนั้น ความขัดแย้งก็ยังไม่จบ โดยจีนไม่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐ ในมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านในคณะมนตรีความมั่นคง และในช่วงที่ผ่านมา ทางฝ่ายสหรัฐได้ออกมาโจมตีจีนอย่างมากในเรื่องค่าเงินหยวน ที่สหรัฐมองว่ามีค่าต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักทำให้สหรัฐขาดดุลการค้ากับจีนมหาศาล และในเดือนเมษายนนี้ กำลังจะมีการพิจารณามาตรการลงโทษจีนในเรื่องนี้
จากความขัดแย้งดังกล่าวข้างต้น จึงมีการคาดการณ์กันว่า จีนกำลังจะมองหามาตรการตอบโต้สหรัฐด้วยการยกเลิกการเยือนระดับสูง โดยอาจจะมีการประกาศยกเลิกการเยือนสหรัฐของประธานาธิบดี หู จิ่นเทา ในเดือนเมษายนนี้ เพื่อเป็นการตอบโต้สหรัฐ
แนวโน้มการปรับความสัมพันธ์
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา สถานการณ์ก็พลิกผัน โดยกระทรวงต่างประเทศจีนได้ออกมาประกาศอย่างผิดคาดว่า หู จิ่นเทา จะเดินทางไปเยือนสหรัฐตามกำหนดการเดิม โดยจะไปเข้าร่วมประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงทางนิวเคลียร์ ในวันที่ 12 – 13 เมษายน ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี จึงเห็นได้ชัดว่า การเปลี่ยนท่าทีของจีนเป็นการส่งสัญญาณว่า จีนต้องการปรับปรุงความสัมพันธ์กับสหรัฐ โดยจีนได้แสดงท่าทีต้องการลดความขัดแย้งกับสหรัฐ โดยประกาศจะร่วมมือกับสหรัฐในมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน ถึงแม้ความขัดแย้งจะยังคงมีหลายเรื่องและแก้ไขได้ยาก แต่ก็มีแนวโน้มอย่างชัดเจนว่า ทั้งสองฝ่ายต้องการที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์
โดยหลังจากที่จีนประกาศว่า หู จิ่นเทา จะมาเยือนสหรัฐ ทางฝ่ายรัฐบาลสหรัฐก็ออกมาตอบสนองด้วยดี โดยทางทำเนียบขาวได้ประกาศว่า การเยือนสหรัฐของ หู จิ่นเทา จะเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองประเทศ จะลดความตึงเครียดในเรื่องต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ การค้า และการเมือง Bill Burton โฆษกทำเนียบขาวได้กล่าวรู้สึกยินดีที่จีนจะมาร่วมการประชุมที่สหรัฐ และย้ำว่าความสัมพันธ์กับจีนมีความสำคัญ และมีหลายเรื่องที่มีความสนใจร่วมกันที่จะต้องร่วมมือกัน ส่วนโฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐก็ได้ออกมาพูดในทำนองเดียวกันว่า การประชุมสุดยอดที่กรุงวอชิงตัน ดีซี มีความสำคัญอย่างมาก และเห็นว่าการที่ หู จิ่นเทา จะมาเข้าร่วมการประชุม ชี้ให้เห็นว่าจีนก็เห็นถึงความสำคัญของการประชุมเช่นเดียวกัน
ต่อมา ในวันเดียวกันนั้น คือ วันที่ 1 เมษายน ได้มีการออกแถลงการณ์จากทำเนียบขาวแจ้งว่า โอบามาได้หารือทางโทรศัพท์กับ หู จิ่นเทา เป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยโอบามาได้กล่าวยินดีถึงการตัดสินใจของประธานาธิบดีหู ที่จะมาเข้าร่วมประชุมสุดยอด ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายจะหารือถึงปัญหาที่มีความสนใจร่วมกัน โดยเฉพาะในเรื่องของการยับยั้งการแพร่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์และการป้องกันอาวุธนิวเคลียร์ไม่ให้ไปตกไปอยู่ในมือของขบวนการก่อการร้าย ผู้นำทั้งสอง ได้หารือถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีในเชิงบวก โดยโอบามาได้เน้นที่จะร่วมมือกับจีนในการบีบให้อิหร่านปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ รวมทั้งได้ย้ำว่าสหรัฐและจีนจะร่วมกันผลักดันมาตรการต่างๆ ที่ตกลงกันในการประชุม G20 เพื่อผลักดันการกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจโลก
ปัญหาค่าเงินหยวน
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีแนวโน้มการปรับความสัมพันธ์ดังกล่าวข้างต้น แต่ปัญหาความขัดแย้งที่จะต้องจับตาดูกันต่อก็คือ เรื่องค่าเงินหยวน ที่ทางฝ่ายสหรัฐมองว่ามีค่าต่ำเกินไป เป็นผลทำให้สหรัฐขาดดุลการค้ากับจีนมหาศาล ฝ่ายสหรัฐประเมินว่าค่าเงินหยวนต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 40% ภายใต้กฎหมายของสหรัฐกำหนดว่า กระทรวงการคลังจะต้องทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐ เพื่อพิจารณาว่ารัฐบาลดังกล่าวมีนโยบายแทรกแซงและทำให้ค่าเงินต่ำกว่าความเป็นจริงหรือไม่ (currency manipulator) ในปีนี้กระทรวงการคลังจะต้องรายงานภายในวันที่ 15 เมษายนนี้
ในอดีต ในปี 1994 สหรัฐเคยกล่าวหาจีนมาครั้งหนึ่งแล้วในเรื่องนี้ แต่หลังจากนั้นกระทรวงการคลังก็คงจะมองว่าการกล่าวหาจีนเช่นนั้นน่าจะมีผลเสียมากกว่าผลดี อย่างไรก็ตาม ในปี 2005 ทางสภาสูงสหรัฐได้ลงมติที่จะขึ้นภาษีสินค้าจีนถึง 27% จึงเป็นการบีบให้จีนต้องประกาศเพิ่มค่าเงินหยวน โดยจีนประกาศว่าจะเพิ่ม 20% ภายใน 3 ปี แต่ในปี 2008 หลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ จีนได้หยุดการเพิ่มค่าเงินหยวน และทางสหรัฐก็ประเมินว่า จริงๆ แล้ว จีนเพิ่มค่าเงินหยวนเพียง 2% เท่านั้น ในขณะที่กระแสต่อต้านจีนในปีนี้ก็รุนแรงมากขึ้น โดยจีนกลายเป็นแพะรับบาปของปัญหาการว่างงานในสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม หลังจากมีพัฒนาการปรับปรุงความสัมพันธ์ ผมจึงมองว่า การเยือนสหรัฐของ หู จิ่นเทา จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา คือมาตรการลงโทษจีน อาจจะชะลอออกไป ในขณะเดียวกัน ผมเดาว่า ทางฝ่ายจีนเอง ในช่วงเดือนนี้ อาจจะเป็นในระหว่างการเยือนสหรัฐ หู จิ่นเทา อาจจะประกาศว่า จีนจะเพิ่มขึ้นค่าเงินหยวน ซึ่งก็จะเป็นการลดกระแสกดดันลงไปได้มาก
กล่าวโดยสรุป พัฒนาการล่าสุดได้ชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐคงจะทุเลาเบาบางลง โดยเฉพาะในช่วงที่ หู จิ่นเทา เยือนสหรัฐ ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย น่าจะมีแนวโน้มดีขึ้น อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นนี้จะมีลักษณะชั่วคราวหรือถาวร ผมมองว่า ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นน่าจะเป็นแค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น ทั้งนี้เพราะปัจจัยพื้นฐานที่นำไปสู่ความขัดแย้งนั้นไม่ได้เปลี่ยน ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้จีนกับสหรัฐขัดแย้งกัน คือ การผงาดขึ้นมาของจีน ในอนาคต จีนจะเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก แต่ในขณะที่จีนผงาดขึ้นมาอำนาจของสหรัฐก็ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ทำให้สถานะของสหรัฐตกลงไปมาก สหรัฐกำลังกลัวว่าจีนจะมาแย่งตำแหน่งอันดับหนึ่งของโลก ในขณะที่จีนก็มีความเชื่อมั่นมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า จีนจะผงาดขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของโลกในอนาคต ทำให้ผู้นำจีนมีท่าทีแข็งกร้าวต่อสหรัฐมากขึ้น ปัจจัยนี้จะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะทำให้จีนกับสหรัฐจะยังคงมีความขัดแย้งกันต่อไปอีกนาน
สยามรัฐสัปดาห์วอจารณ์ ปีที่ 57 ฉบับที่ 30 วันศุกร์ที่ 16 เมษายน - วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน 2553
คอลัมน์โลกทรรศน์ได้วิเคราะห์เรื่องความขัดแย้งจีนกับสหรัฐมาแล้ว 3 ตอน ในวันนี้จะมาวิเคราะห์ต่อถึงพัฒนาการความขัดแย้งล่าสุดดังนี้
ภูมิหลัง
ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐถือได้ว่าเป็นความสัมพันธ์ทวิภาคีที่สำคัญที่สุดในโลก แต่ในปี 2010 นี้ ความสัมพันธ์ได้เข้าสู่จุดวิกฤติ โดยได้เกิดความขัดแย้งระหว่างกันหลายเรื่อง เรื่องแรกเกิดขึ้นในเดือนมกราคม โดย Google ได้ประกาศที่จะถอนตัวออกจากจีน โดยอ้างว่าถูกล้วงข้อมูลและถูกรัฐบาลจีนเซ็นเซอร์
ต่อมา เมื่อปลายเดือนมกราคม ได้เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ โดยรัฐบาลโอบามาได้ประกาศจะขายอาวุธให้กับไต้หวัน คิดเป็นมูลค่า 6,000 ล้านเหรียญ รัฐบาลจีนได้ออกมาตอบโต้อย่างรุนแรงและประกาศจะตัดความสัมพันธ์ทางทหาร และประกาศมาตรการคว่ำบาตรบริษัทสหรัฐที่ขายอาวุธให้กับไต้หวัน โดยเฉพาะบริษัท Boeing นอกจากนี้ จีนยังได้ขู่ด้วยว่า ความร่วมมือในการแก้ปัญหาต่างๆ ของโลก จะได้รับผลกระทบ
และต่อมา ความสัมพันธ์ได้เสื่อมโทรมลงไปอีก หลังจากที่โอบามาได้พบปะกับองค์ดาไลลามะ ที่ทำเนียบขาว ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยรัฐบาลจีนได้ออกมาโจมตีรัฐบาลโอบามาอย่างรุนแรง โดยบอกว่าการพบปะดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสัมพันธ์ และเป็นการละเมิดสิ่งที่สหรัฐยอมรับมาในอดีตว่า ทิเบตเป็นส่วนหนึ่งของจีน พฤติกรรมของสหรัฐถือได้ว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของจีน และได้ทำร้ายจิตใจและความรู้สึกของชาวจีนเป็นอย่างมาก
หลังจากนั้น ความขัดแย้งก็ยังไม่จบ โดยจีนไม่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐ ในมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านในคณะมนตรีความมั่นคง และในช่วงที่ผ่านมา ทางฝ่ายสหรัฐได้ออกมาโจมตีจีนอย่างมากในเรื่องค่าเงินหยวน ที่สหรัฐมองว่ามีค่าต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักทำให้สหรัฐขาดดุลการค้ากับจีนมหาศาล และในเดือนเมษายนนี้ กำลังจะมีการพิจารณามาตรการลงโทษจีนในเรื่องนี้
จากความขัดแย้งดังกล่าวข้างต้น จึงมีการคาดการณ์กันว่า จีนกำลังจะมองหามาตรการตอบโต้สหรัฐด้วยการยกเลิกการเยือนระดับสูง โดยอาจจะมีการประกาศยกเลิกการเยือนสหรัฐของประธานาธิบดี หู จิ่นเทา ในเดือนเมษายนนี้ เพื่อเป็นการตอบโต้สหรัฐ
แนวโน้มการปรับความสัมพันธ์
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา สถานการณ์ก็พลิกผัน โดยกระทรวงต่างประเทศจีนได้ออกมาประกาศอย่างผิดคาดว่า หู จิ่นเทา จะเดินทางไปเยือนสหรัฐตามกำหนดการเดิม โดยจะไปเข้าร่วมประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงทางนิวเคลียร์ ในวันที่ 12 – 13 เมษายน ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี จึงเห็นได้ชัดว่า การเปลี่ยนท่าทีของจีนเป็นการส่งสัญญาณว่า จีนต้องการปรับปรุงความสัมพันธ์กับสหรัฐ โดยจีนได้แสดงท่าทีต้องการลดความขัดแย้งกับสหรัฐ โดยประกาศจะร่วมมือกับสหรัฐในมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน ถึงแม้ความขัดแย้งจะยังคงมีหลายเรื่องและแก้ไขได้ยาก แต่ก็มีแนวโน้มอย่างชัดเจนว่า ทั้งสองฝ่ายต้องการที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์
โดยหลังจากที่จีนประกาศว่า หู จิ่นเทา จะมาเยือนสหรัฐ ทางฝ่ายรัฐบาลสหรัฐก็ออกมาตอบสนองด้วยดี โดยทางทำเนียบขาวได้ประกาศว่า การเยือนสหรัฐของ หู จิ่นเทา จะเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองประเทศ จะลดความตึงเครียดในเรื่องต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ การค้า และการเมือง Bill Burton โฆษกทำเนียบขาวได้กล่าวรู้สึกยินดีที่จีนจะมาร่วมการประชุมที่สหรัฐ และย้ำว่าความสัมพันธ์กับจีนมีความสำคัญ และมีหลายเรื่องที่มีความสนใจร่วมกันที่จะต้องร่วมมือกัน ส่วนโฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐก็ได้ออกมาพูดในทำนองเดียวกันว่า การประชุมสุดยอดที่กรุงวอชิงตัน ดีซี มีความสำคัญอย่างมาก และเห็นว่าการที่ หู จิ่นเทา จะมาเข้าร่วมการประชุม ชี้ให้เห็นว่าจีนก็เห็นถึงความสำคัญของการประชุมเช่นเดียวกัน
ต่อมา ในวันเดียวกันนั้น คือ วันที่ 1 เมษายน ได้มีการออกแถลงการณ์จากทำเนียบขาวแจ้งว่า โอบามาได้หารือทางโทรศัพท์กับ หู จิ่นเทา เป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยโอบามาได้กล่าวยินดีถึงการตัดสินใจของประธานาธิบดีหู ที่จะมาเข้าร่วมประชุมสุดยอด ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายจะหารือถึงปัญหาที่มีความสนใจร่วมกัน โดยเฉพาะในเรื่องของการยับยั้งการแพร่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์และการป้องกันอาวุธนิวเคลียร์ไม่ให้ไปตกไปอยู่ในมือของขบวนการก่อการร้าย ผู้นำทั้งสอง ได้หารือถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีในเชิงบวก โดยโอบามาได้เน้นที่จะร่วมมือกับจีนในการบีบให้อิหร่านปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ รวมทั้งได้ย้ำว่าสหรัฐและจีนจะร่วมกันผลักดันมาตรการต่างๆ ที่ตกลงกันในการประชุม G20 เพื่อผลักดันการกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจโลก
ปัญหาค่าเงินหยวน
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีแนวโน้มการปรับความสัมพันธ์ดังกล่าวข้างต้น แต่ปัญหาความขัดแย้งที่จะต้องจับตาดูกันต่อก็คือ เรื่องค่าเงินหยวน ที่ทางฝ่ายสหรัฐมองว่ามีค่าต่ำเกินไป เป็นผลทำให้สหรัฐขาดดุลการค้ากับจีนมหาศาล ฝ่ายสหรัฐประเมินว่าค่าเงินหยวนต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 40% ภายใต้กฎหมายของสหรัฐกำหนดว่า กระทรวงการคลังจะต้องทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐ เพื่อพิจารณาว่ารัฐบาลดังกล่าวมีนโยบายแทรกแซงและทำให้ค่าเงินต่ำกว่าความเป็นจริงหรือไม่ (currency manipulator) ในปีนี้กระทรวงการคลังจะต้องรายงานภายในวันที่ 15 เมษายนนี้
ในอดีต ในปี 1994 สหรัฐเคยกล่าวหาจีนมาครั้งหนึ่งแล้วในเรื่องนี้ แต่หลังจากนั้นกระทรวงการคลังก็คงจะมองว่าการกล่าวหาจีนเช่นนั้นน่าจะมีผลเสียมากกว่าผลดี อย่างไรก็ตาม ในปี 2005 ทางสภาสูงสหรัฐได้ลงมติที่จะขึ้นภาษีสินค้าจีนถึง 27% จึงเป็นการบีบให้จีนต้องประกาศเพิ่มค่าเงินหยวน โดยจีนประกาศว่าจะเพิ่ม 20% ภายใน 3 ปี แต่ในปี 2008 หลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ จีนได้หยุดการเพิ่มค่าเงินหยวน และทางสหรัฐก็ประเมินว่า จริงๆ แล้ว จีนเพิ่มค่าเงินหยวนเพียง 2% เท่านั้น ในขณะที่กระแสต่อต้านจีนในปีนี้ก็รุนแรงมากขึ้น โดยจีนกลายเป็นแพะรับบาปของปัญหาการว่างงานในสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม หลังจากมีพัฒนาการปรับปรุงความสัมพันธ์ ผมจึงมองว่า การเยือนสหรัฐของ หู จิ่นเทา จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา คือมาตรการลงโทษจีน อาจจะชะลอออกไป ในขณะเดียวกัน ผมเดาว่า ทางฝ่ายจีนเอง ในช่วงเดือนนี้ อาจจะเป็นในระหว่างการเยือนสหรัฐ หู จิ่นเทา อาจจะประกาศว่า จีนจะเพิ่มขึ้นค่าเงินหยวน ซึ่งก็จะเป็นการลดกระแสกดดันลงไปได้มาก
กล่าวโดยสรุป พัฒนาการล่าสุดได้ชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐคงจะทุเลาเบาบางลง โดยเฉพาะในช่วงที่ หู จิ่นเทา เยือนสหรัฐ ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย น่าจะมีแนวโน้มดีขึ้น อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นนี้จะมีลักษณะชั่วคราวหรือถาวร ผมมองว่า ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นน่าจะเป็นแค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น ทั้งนี้เพราะปัจจัยพื้นฐานที่นำไปสู่ความขัดแย้งนั้นไม่ได้เปลี่ยน ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้จีนกับสหรัฐขัดแย้งกัน คือ การผงาดขึ้นมาของจีน ในอนาคต จีนจะเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก แต่ในขณะที่จีนผงาดขึ้นมาอำนาจของสหรัฐก็ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ทำให้สถานะของสหรัฐตกลงไปมาก สหรัฐกำลังกลัวว่าจีนจะมาแย่งตำแหน่งอันดับหนึ่งของโลก ในขณะที่จีนก็มีความเชื่อมั่นมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า จีนจะผงาดขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของโลกในอนาคต ทำให้ผู้นำจีนมีท่าทีแข็งกร้าวต่อสหรัฐมากขึ้น ปัจจัยนี้จะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะทำให้จีนกับสหรัฐจะยังคงมีความขัดแย้งกันต่อไปอีกนาน
การประชุทรัฐมนตรีต่างประเทศ G8 ที่แคนาดา
การประชุทรัฐมนตรีต่างประเทศ G8 ที่แคนาดา
สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 57 ฉบับที่ 29 วันศุกร์ที่ 9 เมษายน - วันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน 2553
เมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ได้มีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มประเทศ G8 ที่เมือง Gatineau รัฐ Quebec ประเทศแคนาดา ผลการประชุมมีเรื่องสำคัญ 3 เรื่อง คือ เรื่องอาวุธนิวเคลียร์ การก่อการร้าย และปัญหาความมั่นคง
อาวุธนิวเคลียร์
จากเอกสารผลการประชุม G8 ในครั้งนี้ระบุว่า รัฐมนตรีต่างประเทศ G8 ยินดีที่การเจรจาระหว่างสหรัฐกับรัสเซียเมื่อเร็วๆ นี้ ประสบความสำเร็จในข้อตกลงการลดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ โดย G8 มองว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่โลกที่ปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ นอกจากนี้ ข้อตกลงระหว่างสหรัฐกับรัสเซียจะเป็นแรงกระตุ้นในเชิงบวกที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการเจรจาเพื่อทบทวนสนธิสัญญาป้องกันการแพร่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์ (Non-Proliferation Treaty : NPT) ซึ่งจะประชุมกันในเดือนพฤษภาคมนี้ และที่ประชุม G8 มองว่าการจัดประชุม Nuclear Security Summit ที่กรุงวอชิงตัน ดี ซี ในปลายเดือนเมษายนนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญที่จะหารือถึงมาตรการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของวัตถุดิบนิวเคลียร์ เพื่อไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของขบวนการก่อการร้าย
สำหรับปัญหาวิกฤตินิวเคลียร์อิหร่านนั้น ที่ประชุม G8 รู้สึกห่วงใยเป็นอย่างยิ่งที่อิหร่านยังคงไม่ปฏิบัติตามข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคง พฤติกรรมของอิหร่าน คือความไม่โปร่งใสในการสร้างโรงงานนิวเคลียร์ ที่เมือง Qom และการตัดสินใจเดินหน้าเพิ่มสมรรถนะภาพแร่ยูเรเนียม เป็นการละเมิดข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคง และการปฏิเสธความพยายามของสมาชิกถาวรทั้ง 5 ที่จะพยายามหาทางออกทางการทูต สิ่งเหล่านี้ทำให้ G8 สงสัยถึงเป้าหมายที่แท้จริงของโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ที่อิหร่านอ้างมาโดยตลอดว่าเพื่อไปใช้ในทางสันติ ดังนั้น G8 จึงเรียกร้องอย่างเต็มที่ ที่จะให้อิหร่านปฏิบัติตามข้อมติของ UN
สำหรับในกรณีวิกฤตินิวเคลียร์เกาหลีเหนือนั้น โครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาค G8 จึงเรียกร้องให้เกาหลีเหนือกลับคืนสู่โต๊ะการเจรจา 6 ฝ่ายโดยไม่มีเงื่อนไข และให้เกาหลีเหนือปฏิบัติตามพันธกรณีที่จะนำไปสู่การทำให้คาบสมุทรเกาหลีปราศจากอาวุธนิวเคลียร์
ผมวิเคราะห์ว่า G8 ให้ความสำคัญกับเรื่องอาวุธนิวเคลียร์เป็นอย่างมาก โดยประธานาธิบดีโอบามาได้ออกมาพูดหลายครั้งว่า ต้องการให้โลกปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ การประชุม G8 ในครั้งนี้ เกิดขึ้นก่อนการประชุมใหญ่ด้านนิวเคลียร์คือ การประชุม Nuclear Security Summit ปลายเดือนเมษายน และการประชุมทบทวนสนธิสัญญา NPT ในเดือนพฤษภาคม การประชุมครั้งนี้ ดูเหมือนจะเป็นการสร้างกระแสในเชิงบวก ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการประชุมทั้งสอง อย่างไรก็ตามวิสัยทัศน์ของโอบามาที่ต้องการให้โลกปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ ดูน่าจะเป็นความเพ้อฝันมากกว่าความเป็นจริง ท่าทีของสหรัฐก็ขัดแย้งกัน เพราะในขณะที่โอบามาบอกว่าจะทำให้โลกปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ แต่ในยุทธศาสตร์ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐล่าสุด กลับเน้นการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
ดังนั้น เอาเข้าจริงๆ แล้ว ผมว่า ปัญหาอาวุธนิวเคลียร์คงไม่จบง่ายๆ รวมทั้งปัญหาอิหร่านและเกาหลีเหนือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ดูแล้ว ขณะนี้ยังไม่มีแนวโน้มว่า จะแก้ไขปัญหานี้ได้ ถึงแม้โอบามาจะลองปรับเปลี่ยนนโยบายต่อเกาหลีเหนือและอิหร่าน โดยพยายามใช้ไม่อ่อน เน้นปฏิสัมพันธ์และเจรจา แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ท่าทีของทั้งอิหร่านและเกาหลีเหนือก็ยังคงแข็งกร้าวเหมือนเดิม ดังนั้น แทนที่โลกจะปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ กลับจะกลายเป็นว่า ในอนาคต อาวุธนิวเคลียร์จะแพร่ขยายออกไปเรื่อยๆ
ปัญหาการก่อการร้าย
สำหรับเรื่องสำคัญเรื่องที่ 2 ที่รัฐมนตรีต่างประเทศ G8 ประชุมกันในครั้งนี้ คือ การหารือในการต่อต้านการก่อการร้าย โดย G8 ได้หารือถึงมาตรการความร่วมมือในการต่อต้านการก่อการร้าย โดยจะต้องมีการประสานงานกันในการต่อต้านแนวคิดหัวรุนแรง และป้องกันการแพร่ขยายของอุดมการณ์การก่อการร้าย รวมทั้งแก้ไขสภาวะที่เป็นบ่อเกิดของการก่อการร้าย G8 เน้นถึงความจำเป็นที่จะต้องมียุทธศาสตร์ที่มีความสมบูรณ์เบ็ดเสร็จ เป็นยุทธศาสตร์ในเชิงรุก และเป็นระบบ โดยต้องเป็นการต่อยอดจากยุทธศาสตร์ของ UN ที่มีชื่อว่า UN Global Counter Terrorism Strategy รัฐมนตรีต่างประเทศ G8 ตกลงที่จะมีการจัดทำแผนปฏิบัติการ และแผนดังกล่าวจะนำเสนอให้ที่ประชุมสุดยอด G8 ที่เมือง Muskoka ประเทศแคนาดาพิจารณาในปลายปีนี้
แนวรบที่สำคัญที่สุดในสงครามต่อต้านการก่อการร้ายขณะนี้ คือสงครามอัฟกานิสถาน G8 จึงให้ความสำคัญเป็นอย่างมากต่อความพยายามที่จะไม่ทำให้อัฟกานิสถานกลายเป็นแหล่งซ่องสุมของผู้ก่อการร้ายอีก โดยที่ประชุมได้มีการออกแถลงการณ์ในเรื่องนี้ต่างหาก ในแถลงการณ์ดังกล่าวได้ย้ำว่า ประชาคมโลกจะต้องร่วมมือกันในการช่วยเหลืออัฟกานิสถาน จะต้องช่วยให้รัฐบาลอัฟกานิสถานปกป้องตนเองได้ ก่อนหน้านี้ ก็ได้มีการจัดทำแถลงการณ์ของการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาอัฟกานิสถานที่เรียกว่า London Conference Communique G8 เน้นย้ำที่จะทำให้กองกำลังของอัฟกานิสถานมีประสิทธิภาพ จะต้องมีการประสานงานกันระหว่างรัฐบาลอัฟกานิสถาน UN (หน่วยงานของ UN ในอัฟกานิสถานมีชื่อว่า UN Assistance Mission in Afghanistan : UNAMA) รวมทั้งกองกำลัง NATO ด้วย
เรื่องที่เกี่ยวพันกันกับอัฟกานิสถานคือ ปากีสถาน G8 ได้ให้ความสำคัญกับบริเวณพรมแดนระหว่างอัฟกานิสถานกับปากีสถาน ซึ่งกำลังกลายเป็นสมรภูมิใหญ่ และเป็นแหล่งซ่องสุมใหญ่ทั้งของนักรบตาลีบันและอัลกออิดะห์ แต่ G8 มองว่าการแก้ปัญหาในบริเวณดังกล่าว จะต้องใช้มาตรการที่นอกเหนือจากมาตรการทางทหารคือ ต้องมีการสนับสนุนการพัฒนาและการปฏิรูปเศรษฐกิจและการปกครอง ดังนั้น G8 จึงได้ผลักดันกรอบความร่วมมือใหม่ ที่เรียกว่า Afghanistan Pakistan Border Region Prosperity Initiative โดยจะเป็นความร่วมมือระหว่าง G8 กับธนาคารโลกและธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียหรือ ADB ซึ่งจะเน้นการส่งเสริมการค้าและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในช่วงปีแรก จะเน้นโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ตัวอย่างเช่น การสร้างถนนเชื่อมต่อระหว่างเมือง Peshawar - Jalalabad และการศึกษาความเป็นไปได้ของการสร้างทางรถไฟเชื่อมต่อระหว่างสองเมือง
นอกจากนี้ G8 ยังได้หารือถึงสถานการณ์การก่อการร้ายที่ได้ขยายตัวเข้าสู่คาบสมุทรอาระเบียและอัฟริกา โดยเฉพาะในเยเมนและโซมาเลีย G8 ได้หารือถึงมาตรการในการช่วยเหลือรัฐบาลเยเมน ในการต่อสู้กับขบวนการก่อการร้าย และการปฏิรูปทางการเมืองและเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ความไม่สงบในโซมาเลียก็เป็นปัญหาใหญ่ และ G8 ได้หารือถึงมาตรการสนับสนุนรัฐบาลของโซมาเลีย
ผมวิเคราะห์ว่า ปัญหาการก่อการร้ายสากลยังคงเป็นปัญหาหนักอกของตะวันตก ที่ผ่านมาตั้งแต่เหตุการณ์ 11 กันยา ปี 2001 สงครามต่อต้านการก่อการร้ายโดยการนำของสหรัฐ โดยเฉพาะในสมัยรัฐบาลบุช ได้เน้นและให้ความสำคัญมากเกินไปต่อการใช้กำลังทหารในการแก้ปัญหา ซึ่งทำให้ปัญหายิ่งเลวร้ายลงไป กลายเป็นขบวนการก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรงได้แพร่ขยายไปทั่วโลก ถึงแม้ในระยะหลังๆ รัฐบาลตะวันตกจะเริ่มยอมรับมากขึ้นว่า ต้องแก้ปัญหาที่รากเหง้าของปัญหาอย่างแท้จริง แต่มาตรการที่เป็นรูปธรรมที่แก้ปัญหาที่รากเหง้าก็ไม่เกิดขึ้น ซ้ำร้ายไปกว่านั้น สงครามในอัฟกานิสถานและปากีสถานก็กำลังเป็นปัญหาและเป็นเรื่องน่าปวดหัวที่สุดสำหรับรัฐบาลโอบามา เพราะแนวโน้มกลับกลายเป็นนักรบตาลีบันและอัลกออิดะห์กลับฟื้นคืนชีพ และรุกคืบยึดดินแดนได้มากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ ขบวนการก่อการร้ายก็ได้ขยายตัวออกไป เข้าสู่คาบสมุทรอาระเบียและอัฟริกาเหนือ
ปัญหาความมั่นคงอื่นๆ
ส่วนเรื่องที่ 3 ที่ G8 หารือกัน คือ ปัญหาความมั่นคงในภูมิภาคต่างๆ โดย G8 มองว่าหลายประเทศยังไม่มีสถาบันที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและจัดการความขัดแย้ง G8 จึงได้หารือถึงมาตรการให้ความช่วยเหลือประเทศเหล่านั้น
โดยภูมิภาคที่มีปัญหาคือ ตะวันออกกกลาง โดยเฉพาะปัญหาอิสราเอล-ปาเลสไตน์ G8 เน้นถึงความสำคัญของการเจรจาสองฝ่าย และให้ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นใน Road Map ที่จะนำไปสู่การเจรจาที่ประสบความสำเร็จ
ส่วนเรื่องพม่า G8 ได้แสดงความกังวลต่อกฎหมายเลือกตั้งที่มีข้อจำกัดหลายประการ G8 ได้เรียกร้องให้การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2010 นี้ ต้องมีความโปร่งใสและบริสุทธิ์ยุติธรรม และเรียกร้องให้รัฐบาลทหารพม่าเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งอย่างเต็มที่ รวมทั้งให้มีการปล่อยนักโทษทางการเมืองซึ่งรวมถึงนางอองซาน ซูจี โดยมองว่าการกักบริเวณจะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของการเลือกตั้ง
สำหรับเรื่องสุดท้ายคือ ปัญหา Darfur G8 มองว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในซูดาน ในเดือนเมษายนนี้ จะเป็นก้าวสำคัญสู่การปฏิรูปประชาธิปไตยในซูดาน ซึ่งจะเป็นการกรุยทางไปสู่การจัดทำประชามติในเดือนมกราคม ปี 2011 เกี่ยวกับสถานะของ Darfur ในอนาคต
กล่าวโดยสรุป การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ G8 ที่แคนาดาในครั้งนี้ เน้นหารือปัญหาด้านความมั่นคง ซึ่งท่าทีส่วนใหญ่ก็เป็นท่าทีเดิมๆ ที่ทางสหรัฐและตะวันตกได้เคยกล่าวมาแล้วหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ผลการประชุมจะมีการใช้ภาษาทางการทูตที่สวยหรู ตั้งเป้าหมายที่ดูดี แต่โดยเนื้อแท้แล้ว ก็ไม่มีมาตรการและแผนการรองรับที่เป็นรูปธรรม การประชุมจึงมีลักษณะเป็นการ PR ในเชิงสัญลักษณ์ สร้างภาพเสียมากกว่า โดยพยายามทำให้ชาวโลกรู้สึกว่าประเทศร่ำรวยยังเอาจริงเอาจังที่จะแก้ปัญหาของโลก แต่ผลการประชุม G8 กำลังมีความสำคัญน้อยลงทุกที ทั้งนี้เพราะกลุ่ม G8 ไม่ได้สะท้อนโครงสร้างอำนาจโลกในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะมีประเทศมหาอำนาจโดยเฉพาะจีนและอินเดียที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม G8 จึงทำให้ผลการประชุม G8 ไม่มีความหมายและไม่มีความชอบธรรม
สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 57 ฉบับที่ 29 วันศุกร์ที่ 9 เมษายน - วันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน 2553
เมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ได้มีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มประเทศ G8 ที่เมือง Gatineau รัฐ Quebec ประเทศแคนาดา ผลการประชุมมีเรื่องสำคัญ 3 เรื่อง คือ เรื่องอาวุธนิวเคลียร์ การก่อการร้าย และปัญหาความมั่นคง
อาวุธนิวเคลียร์
จากเอกสารผลการประชุม G8 ในครั้งนี้ระบุว่า รัฐมนตรีต่างประเทศ G8 ยินดีที่การเจรจาระหว่างสหรัฐกับรัสเซียเมื่อเร็วๆ นี้ ประสบความสำเร็จในข้อตกลงการลดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ โดย G8 มองว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่โลกที่ปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ นอกจากนี้ ข้อตกลงระหว่างสหรัฐกับรัสเซียจะเป็นแรงกระตุ้นในเชิงบวกที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการเจรจาเพื่อทบทวนสนธิสัญญาป้องกันการแพร่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์ (Non-Proliferation Treaty : NPT) ซึ่งจะประชุมกันในเดือนพฤษภาคมนี้ และที่ประชุม G8 มองว่าการจัดประชุม Nuclear Security Summit ที่กรุงวอชิงตัน ดี ซี ในปลายเดือนเมษายนนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญที่จะหารือถึงมาตรการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของวัตถุดิบนิวเคลียร์ เพื่อไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของขบวนการก่อการร้าย
สำหรับปัญหาวิกฤตินิวเคลียร์อิหร่านนั้น ที่ประชุม G8 รู้สึกห่วงใยเป็นอย่างยิ่งที่อิหร่านยังคงไม่ปฏิบัติตามข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคง พฤติกรรมของอิหร่าน คือความไม่โปร่งใสในการสร้างโรงงานนิวเคลียร์ ที่เมือง Qom และการตัดสินใจเดินหน้าเพิ่มสมรรถนะภาพแร่ยูเรเนียม เป็นการละเมิดข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคง และการปฏิเสธความพยายามของสมาชิกถาวรทั้ง 5 ที่จะพยายามหาทางออกทางการทูต สิ่งเหล่านี้ทำให้ G8 สงสัยถึงเป้าหมายที่แท้จริงของโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ที่อิหร่านอ้างมาโดยตลอดว่าเพื่อไปใช้ในทางสันติ ดังนั้น G8 จึงเรียกร้องอย่างเต็มที่ ที่จะให้อิหร่านปฏิบัติตามข้อมติของ UN
สำหรับในกรณีวิกฤตินิวเคลียร์เกาหลีเหนือนั้น โครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาค G8 จึงเรียกร้องให้เกาหลีเหนือกลับคืนสู่โต๊ะการเจรจา 6 ฝ่ายโดยไม่มีเงื่อนไข และให้เกาหลีเหนือปฏิบัติตามพันธกรณีที่จะนำไปสู่การทำให้คาบสมุทรเกาหลีปราศจากอาวุธนิวเคลียร์
ผมวิเคราะห์ว่า G8 ให้ความสำคัญกับเรื่องอาวุธนิวเคลียร์เป็นอย่างมาก โดยประธานาธิบดีโอบามาได้ออกมาพูดหลายครั้งว่า ต้องการให้โลกปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ การประชุม G8 ในครั้งนี้ เกิดขึ้นก่อนการประชุมใหญ่ด้านนิวเคลียร์คือ การประชุม Nuclear Security Summit ปลายเดือนเมษายน และการประชุมทบทวนสนธิสัญญา NPT ในเดือนพฤษภาคม การประชุมครั้งนี้ ดูเหมือนจะเป็นการสร้างกระแสในเชิงบวก ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการประชุมทั้งสอง อย่างไรก็ตามวิสัยทัศน์ของโอบามาที่ต้องการให้โลกปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ ดูน่าจะเป็นความเพ้อฝันมากกว่าความเป็นจริง ท่าทีของสหรัฐก็ขัดแย้งกัน เพราะในขณะที่โอบามาบอกว่าจะทำให้โลกปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ แต่ในยุทธศาสตร์ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐล่าสุด กลับเน้นการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
ดังนั้น เอาเข้าจริงๆ แล้ว ผมว่า ปัญหาอาวุธนิวเคลียร์คงไม่จบง่ายๆ รวมทั้งปัญหาอิหร่านและเกาหลีเหนือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ดูแล้ว ขณะนี้ยังไม่มีแนวโน้มว่า จะแก้ไขปัญหานี้ได้ ถึงแม้โอบามาจะลองปรับเปลี่ยนนโยบายต่อเกาหลีเหนือและอิหร่าน โดยพยายามใช้ไม่อ่อน เน้นปฏิสัมพันธ์และเจรจา แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ท่าทีของทั้งอิหร่านและเกาหลีเหนือก็ยังคงแข็งกร้าวเหมือนเดิม ดังนั้น แทนที่โลกจะปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ กลับจะกลายเป็นว่า ในอนาคต อาวุธนิวเคลียร์จะแพร่ขยายออกไปเรื่อยๆ
ปัญหาการก่อการร้าย
สำหรับเรื่องสำคัญเรื่องที่ 2 ที่รัฐมนตรีต่างประเทศ G8 ประชุมกันในครั้งนี้ คือ การหารือในการต่อต้านการก่อการร้าย โดย G8 ได้หารือถึงมาตรการความร่วมมือในการต่อต้านการก่อการร้าย โดยจะต้องมีการประสานงานกันในการต่อต้านแนวคิดหัวรุนแรง และป้องกันการแพร่ขยายของอุดมการณ์การก่อการร้าย รวมทั้งแก้ไขสภาวะที่เป็นบ่อเกิดของการก่อการร้าย G8 เน้นถึงความจำเป็นที่จะต้องมียุทธศาสตร์ที่มีความสมบูรณ์เบ็ดเสร็จ เป็นยุทธศาสตร์ในเชิงรุก และเป็นระบบ โดยต้องเป็นการต่อยอดจากยุทธศาสตร์ของ UN ที่มีชื่อว่า UN Global Counter Terrorism Strategy รัฐมนตรีต่างประเทศ G8 ตกลงที่จะมีการจัดทำแผนปฏิบัติการ และแผนดังกล่าวจะนำเสนอให้ที่ประชุมสุดยอด G8 ที่เมือง Muskoka ประเทศแคนาดาพิจารณาในปลายปีนี้
แนวรบที่สำคัญที่สุดในสงครามต่อต้านการก่อการร้ายขณะนี้ คือสงครามอัฟกานิสถาน G8 จึงให้ความสำคัญเป็นอย่างมากต่อความพยายามที่จะไม่ทำให้อัฟกานิสถานกลายเป็นแหล่งซ่องสุมของผู้ก่อการร้ายอีก โดยที่ประชุมได้มีการออกแถลงการณ์ในเรื่องนี้ต่างหาก ในแถลงการณ์ดังกล่าวได้ย้ำว่า ประชาคมโลกจะต้องร่วมมือกันในการช่วยเหลืออัฟกานิสถาน จะต้องช่วยให้รัฐบาลอัฟกานิสถานปกป้องตนเองได้ ก่อนหน้านี้ ก็ได้มีการจัดทำแถลงการณ์ของการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาอัฟกานิสถานที่เรียกว่า London Conference Communique G8 เน้นย้ำที่จะทำให้กองกำลังของอัฟกานิสถานมีประสิทธิภาพ จะต้องมีการประสานงานกันระหว่างรัฐบาลอัฟกานิสถาน UN (หน่วยงานของ UN ในอัฟกานิสถานมีชื่อว่า UN Assistance Mission in Afghanistan : UNAMA) รวมทั้งกองกำลัง NATO ด้วย
เรื่องที่เกี่ยวพันกันกับอัฟกานิสถานคือ ปากีสถาน G8 ได้ให้ความสำคัญกับบริเวณพรมแดนระหว่างอัฟกานิสถานกับปากีสถาน ซึ่งกำลังกลายเป็นสมรภูมิใหญ่ และเป็นแหล่งซ่องสุมใหญ่ทั้งของนักรบตาลีบันและอัลกออิดะห์ แต่ G8 มองว่าการแก้ปัญหาในบริเวณดังกล่าว จะต้องใช้มาตรการที่นอกเหนือจากมาตรการทางทหารคือ ต้องมีการสนับสนุนการพัฒนาและการปฏิรูปเศรษฐกิจและการปกครอง ดังนั้น G8 จึงได้ผลักดันกรอบความร่วมมือใหม่ ที่เรียกว่า Afghanistan Pakistan Border Region Prosperity Initiative โดยจะเป็นความร่วมมือระหว่าง G8 กับธนาคารโลกและธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียหรือ ADB ซึ่งจะเน้นการส่งเสริมการค้าและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในช่วงปีแรก จะเน้นโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ตัวอย่างเช่น การสร้างถนนเชื่อมต่อระหว่างเมือง Peshawar - Jalalabad และการศึกษาความเป็นไปได้ของการสร้างทางรถไฟเชื่อมต่อระหว่างสองเมือง
นอกจากนี้ G8 ยังได้หารือถึงสถานการณ์การก่อการร้ายที่ได้ขยายตัวเข้าสู่คาบสมุทรอาระเบียและอัฟริกา โดยเฉพาะในเยเมนและโซมาเลีย G8 ได้หารือถึงมาตรการในการช่วยเหลือรัฐบาลเยเมน ในการต่อสู้กับขบวนการก่อการร้าย และการปฏิรูปทางการเมืองและเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ความไม่สงบในโซมาเลียก็เป็นปัญหาใหญ่ และ G8 ได้หารือถึงมาตรการสนับสนุนรัฐบาลของโซมาเลีย
ผมวิเคราะห์ว่า ปัญหาการก่อการร้ายสากลยังคงเป็นปัญหาหนักอกของตะวันตก ที่ผ่านมาตั้งแต่เหตุการณ์ 11 กันยา ปี 2001 สงครามต่อต้านการก่อการร้ายโดยการนำของสหรัฐ โดยเฉพาะในสมัยรัฐบาลบุช ได้เน้นและให้ความสำคัญมากเกินไปต่อการใช้กำลังทหารในการแก้ปัญหา ซึ่งทำให้ปัญหายิ่งเลวร้ายลงไป กลายเป็นขบวนการก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรงได้แพร่ขยายไปทั่วโลก ถึงแม้ในระยะหลังๆ รัฐบาลตะวันตกจะเริ่มยอมรับมากขึ้นว่า ต้องแก้ปัญหาที่รากเหง้าของปัญหาอย่างแท้จริง แต่มาตรการที่เป็นรูปธรรมที่แก้ปัญหาที่รากเหง้าก็ไม่เกิดขึ้น ซ้ำร้ายไปกว่านั้น สงครามในอัฟกานิสถานและปากีสถานก็กำลังเป็นปัญหาและเป็นเรื่องน่าปวดหัวที่สุดสำหรับรัฐบาลโอบามา เพราะแนวโน้มกลับกลายเป็นนักรบตาลีบันและอัลกออิดะห์กลับฟื้นคืนชีพ และรุกคืบยึดดินแดนได้มากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ ขบวนการก่อการร้ายก็ได้ขยายตัวออกไป เข้าสู่คาบสมุทรอาระเบียและอัฟริกาเหนือ
ปัญหาความมั่นคงอื่นๆ
ส่วนเรื่องที่ 3 ที่ G8 หารือกัน คือ ปัญหาความมั่นคงในภูมิภาคต่างๆ โดย G8 มองว่าหลายประเทศยังไม่มีสถาบันที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและจัดการความขัดแย้ง G8 จึงได้หารือถึงมาตรการให้ความช่วยเหลือประเทศเหล่านั้น
โดยภูมิภาคที่มีปัญหาคือ ตะวันออกกกลาง โดยเฉพาะปัญหาอิสราเอล-ปาเลสไตน์ G8 เน้นถึงความสำคัญของการเจรจาสองฝ่าย และให้ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นใน Road Map ที่จะนำไปสู่การเจรจาที่ประสบความสำเร็จ
ส่วนเรื่องพม่า G8 ได้แสดงความกังวลต่อกฎหมายเลือกตั้งที่มีข้อจำกัดหลายประการ G8 ได้เรียกร้องให้การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2010 นี้ ต้องมีความโปร่งใสและบริสุทธิ์ยุติธรรม และเรียกร้องให้รัฐบาลทหารพม่าเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งอย่างเต็มที่ รวมทั้งให้มีการปล่อยนักโทษทางการเมืองซึ่งรวมถึงนางอองซาน ซูจี โดยมองว่าการกักบริเวณจะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของการเลือกตั้ง
สำหรับเรื่องสุดท้ายคือ ปัญหา Darfur G8 มองว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในซูดาน ในเดือนเมษายนนี้ จะเป็นก้าวสำคัญสู่การปฏิรูปประชาธิปไตยในซูดาน ซึ่งจะเป็นการกรุยทางไปสู่การจัดทำประชามติในเดือนมกราคม ปี 2011 เกี่ยวกับสถานะของ Darfur ในอนาคต
กล่าวโดยสรุป การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ G8 ที่แคนาดาในครั้งนี้ เน้นหารือปัญหาด้านความมั่นคง ซึ่งท่าทีส่วนใหญ่ก็เป็นท่าทีเดิมๆ ที่ทางสหรัฐและตะวันตกได้เคยกล่าวมาแล้วหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ผลการประชุมจะมีการใช้ภาษาทางการทูตที่สวยหรู ตั้งเป้าหมายที่ดูดี แต่โดยเนื้อแท้แล้ว ก็ไม่มีมาตรการและแผนการรองรับที่เป็นรูปธรรม การประชุมจึงมีลักษณะเป็นการ PR ในเชิงสัญลักษณ์ สร้างภาพเสียมากกว่า โดยพยายามทำให้ชาวโลกรู้สึกว่าประเทศร่ำรวยยังเอาจริงเอาจังที่จะแก้ปัญหาของโลก แต่ผลการประชุม G8 กำลังมีความสำคัญน้อยลงทุกที ทั้งนี้เพราะกลุ่ม G8 ไม่ได้สะท้อนโครงสร้างอำนาจโลกในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะมีประเทศมหาอำนาจโดยเฉพาะจีนและอินเดียที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม G8 จึงทำให้ผลการประชุม G8 ไม่มีความหมายและไม่มีความชอบธรรม
ข้อเสนอนโยบายต่างประเทศไทย ปี 2553
ข้อเสนอนโยบายต่างประเทศไทย ปี 2553
ไทยโพสท์ วันพฤหัสบดี ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2553
นโยบายต่างประเทศไทยในอดีต
นโยบายต่างประเทศและการทูตในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ความอยู่รอดของชาติ และความเจริญรุ่งเรือง
จะเห็นได้ว่าในสมัยสุโขทัยและอยุธยา ไทยได้ดำเนินการทูตอย่างแหลมคม ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับจีน โดยมีการส่งเครื่องราชบรรณาการไปจีนมาโดยตลอด ในสมัยจักรวรรดินิยมตะวันตก ไทยก็ดำเนินการทูตกับชาติตะวันตกอย่างชาญฉลาด ซึ่งการทูตได้เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ไทยไม่ตกเป็นเมืองขึ้น
ต่อมาในสมัยสงครามเย็นไทยใช้การทูตในการป้องกันไม่ให้ถูกคุกคามจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ โดยการตีสนิทและเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ ซึ่งผลพลอยได้สำคัญจากการเป็นพันธมิตรกับสหรัฐคือ ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ทำให้ไทยก้าวกระโดดเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจที่สุดในแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ต่อมาในสมัยหลังสงครามเย็น ไทยดำเนินการทูตรอบทิศทางและมียุทธศาสตร์ใหญ่ที่จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เมื่อปี 1997 ความฝันของไทยก็พังพินาศหมด สถานะและบทบาททางการทูตไทยก็ตกต่ำลงไปมากนับตั้งแต่นั้นมา
แม้ว่าต่อมาในสมัยรัฐบาลทักษิณ จะพยายามผลักดันนโยบายต่างประเทศในเชิงรุกหลายเรื่อง แต่ในที่สุด ทุกอย่างก็พังพินาศหมด เพราะกลายเป็นว่า การทูตไทยในสมัยรัฐบาลทักษิณกลายเป็นการทูตเชิงธุรกิจ และการทูตเชิงทุจริต และมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางว่าทักษิณได้ใช้การทูตในการตอบสนองต่อผลประโยชน์ทางธุรกิจของตน มีการกล่าวหากันอย่างกว้างขวางว่า ทักษิณได้ใช้นโยบายต่างประเทศเพื่อเอื้อประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ แต่กลับเป็นเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง
การทูตไทยไม่ได้ดีขึ้นเลยหลังรัฐประหาร 19 กันยา ปี 2006 ในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ รัฐบาลขิงแก่ ทุกอย่างก็หยุดหมด กลับกลายเป็นว่าการทูตไทยหยุดนิ่ง ที่เราเรียกกันในสมัยนั้นว่า การใส่เกียร์ว่าง ในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ จึงไม่ได้มีความคิดริเริ่มในนโยบายต่างประเทศใดๆ เกิดขึ้นเลย
ต่อมา เมื่อมีการเลือกตั้ง เราได้รัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชาย การเมืองไทยก็ปั่นป่วนเกิดวิกฤติทางการเมืองครั้งใหญ่ รัฐบาลทั้งสองก็ไม่มีเวลาที่จะคิดริเริ่มในเรื่องการทูตใหม่ๆ ก็คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรที่จะรอดจากการถูกล้มรัฐบาล
รัฐบาลปัจจุบันคือรัฐบาลอภิสิทธิ์ ในตอนแรก ก็มีความหวังว่า จะมีการปฏิรูปนโยบายการทูตและนโยบายต่างประเทศใหม่ แต่เอาเข้าจริง หนึ่งปีที่ผ่านมา รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้มีผลงานที่โดดเด่น เรื่องที่พอจะเป็นผลงานได้บ้างคือ ความพยายามผลักดันให้ไทยกลับมามีบทบาทในอาเซียน โดยเฉพาะการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอาเซียนครั้งที่ 14 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว แต่แล้วหลังจากนั้น กลุ่มเสื้อแดงได้ล้มการประชุมที่พัทยา และการประชุมอาเซียนครั้งที่ 15 ก็ไม่โดดเด่นเท่าที่ควร แม้ว่านายกอภิสิทธิ์จะพยายามเดินทางไปร่วมประชุมในระดับโลกหลายเวที แต่ไทยก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรที่โดดเด่น สำหรับความสัมพันธ์ไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ก็เกิดปัญหาขึ้นกับกัมพูชา ความสัมพันธ์ไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ก็ไม่มีอะไรโดดเด่น เช่นเดียวกับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจที่ดูแล้วก็ไม่มีอะไรโดดเด่นเช่นเดียวกัน สิ่งสำคัญที่ขาดหายไปจากนโยบายต่างประเทศรัฐบาลอภิสิทธิ์คือ การขาดนโยบายต่างประเทศในเชิงรุก ขาดการจัดทำ grand strategy และขาดการผลักดันความคิดริเริ่มใหม่ๆ
ข้อเสนอนโยบายต่างประเทศไทย
จากการทบทวนประเมินนโยบายต่างประเทศและการทูตไทยข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า ในอดีตการทูตไทยเคยรุ่งเรือง แต่ในปัจจุบันการทูตไทยตกต่ำลงไปมาก แม้ว่าสถานการณ์เมืองในปัจจุบันจะไม่เอื้อ แต่ผมก็มองว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ ที่จะต้องมีการปฏิรูปนโยบายต่างประเทศและการทูตไทยใหม่ โดยขอแยกเป็นประเด็นสำคัญดังนี้
• grand strategy
มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยจะต้องมี grand strategy ทางด้านนโยบายต่างประเทศ โดยยุทธศาสตร์ใหญ่ดังกล่าว จะต้องมีการกำหนดแนวทางใหญ่ๆ เป็นภาพรวมและภาพกว้าง โดยสิ่งที่ต้องเน้นเป็นพิเศษคือ จะต้องมีการผลักดันยุทธศาสตร์หรือนโยบายในเชิงรุก คือจะต้องมียุทธศาสตร์สำหรับบทบาทของไทยในเวทีพหุภาคีต่างๆ โดยเฉพาะในเวทีอาเซียน จะต้องมีนโยบายในเชิงรุกในการปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก และจะต้องมียุทธศาสตร์ในเชิงรุกกับมหาอำนาจและภูมิภาคอื่นๆ เช่น อัฟริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา
grand strategy ของไทย จะต้องมุ่งแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ คือจะต้องไม่เป็นการทูตเชิงธุรกิจ การทูตในยุคใหม่ของไทย จะต้องเป็นการทูตเชิงสุจริตที่เน้นผลประโยชน์แห่งชาติเป็นที่ตั้งอย่างแท้จริง รวมทั้งเน้นหลักการธรรมภิบาลในนโยบายต่างประเทศ
นอกจากนี้ grand strategy ของไทยจะต้องมีลักษณะสมดุล เน้นดำเนินโยบายทางสายกลาง คือต้องไม่มีนโยบายแบบสุดโต่ง อย่างเช่นในสมัยรัฐบาลทักษิณ ซึ่งมีนโยบายสุดโต่ง มีลักษณะ ”โลภมาก” ทำหลายเรื่องมากเกินไป แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่เป็นลักษณะนโยบายหยุดนิ่งแบบสุดโต่งเหมือนในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ นโยบายสายกลางยังหมายถึง การมียุทธศาสตร์ไม่ใกล้ชิดกับมหาอำนาจใดมากเกินไป นโยบายสายกลางยังหมายถึง การสร้างสมดุลระหว่างการเป็นพลเมืองโลกที่ดี กับการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ตัวอย่างเช่น ไทยอาจเล่นบทบาทส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในระดับสากล ซึ่งจะทำให้ไทยเป็นพลเมืองที่ดีของโลก แต่เราก็ต้องระมัดระวังผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน
นอกจากนี้ grand strategy ของไทย จะต้องเน้นจุดแข็งของไทย คือการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางหรือเป็น hub ในอนุภูมิภาค ผลักดันบทบาทไทยในการเป็นผู้ประสานงาน เป็นตัวเชื่อมกรอบความร่วมมือต่างๆ และใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของไทยในการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับมหาอำนาจต่างๆ ในโลก
• นโยบายต่อประเทศเพื่อนบ้าน
สำหรับนโยบายเฉพาะเรื่อง ที่สำคัญที่สุดคือนโยบายต่อประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่สำคัญที่สุดของนโยบายต่างประเทศไทย จุดอ่อนของไทยคือ แม้ว่าเราจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับมหาอำนาจ แต่ความสัมพันธ์ไทยกับประเทศเพื่อนบ้านกลับไม่ดี ปัญหาใหญ่คือเรื่องความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะความหวาดระแวงของประเทศเพื่อนบ้านที่กลัวว่าไทยจะเข้าไปครอบงำ โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจและทางวัฒนธรรม เหตุการณ์เขมรเผาสถานทูต กรณีเขาพระวิหารและความตึงเครียดระหว่างไทยกัมพูชา ได้ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของนโยบายไทยต่อประเทศเพื่อนบ้าน การบ้านชิ้นใหญ่ของรัฐบาลไทยคือ จะทำอย่างไรที่จะทำให้ประเทศเพื่อนบ้านไว้วางใจเรา และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับเราอย่างจริงใจ
• นโยบายต่อมหาอำนาจ
สำหรับเรื่องความสำพันธ์ไทยกับมหาอำนาจนั้น ผมไม่ค่อยห่วง เพราะการทูตไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีความเชี่ยวชาญและประสบความสำเร็จในการตีสนิทกับมหาอำนาจมาโดยตลอด ดังนั้น นโยบายไทยต่อมหาอำนาจในอนาคต คงจะเป็นการเน้นการสานต่อความสัมพันธ์ที่ดีที่มีมายาวนาน และกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากขึ้น ผมดูแล้วไม่มีอะไรน่าห่วง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย แต่สิ่งที่ไทยควรเน้นเป็นพิเศษคือ การสร้างดุลยภาพของความสัมพันธ์ คือมียุทธศาสตร์รักษาระยะห่างที่เท่าเทียมกัน โดยไม่ใกล้ชิดกับมหาอำนาจใดมากเป็นพิเศษจนเสียสมดุล
• นโยบายต่อเวทีพหุภาคี
สำหรับเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ การผลักดันนโยบายในเชิงรุกสำหรับบทบาทไทยในเวทีพหุภาคีต่างๆ โดยเฉพาะเวทีในภูมิภาคซึ่งมีหลายเวที ขณะนี้ กำลังมีการถกเถียงกันอย่างมากถึงสถาปัตยกรรมในภูมิภาค ไทยจะต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ให้ชัดเจนต่อแนวโน้มการเกิดขึ้นของสถาปัตยกรรมในภูมิภาค แต่ผมมองว่า จุดยืนของไทยควรให้ความสำคัญกับอาเซียนมากที่สุด และควรผลักดันให้อาเซียนเป็นแกนกลางของสถาปัตยกรรมในภูมิภาค
ไทยโพสท์ วันพฤหัสบดี ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2553
นโยบายต่างประเทศไทยในอดีต
นโยบายต่างประเทศและการทูตในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ความอยู่รอดของชาติ และความเจริญรุ่งเรือง
จะเห็นได้ว่าในสมัยสุโขทัยและอยุธยา ไทยได้ดำเนินการทูตอย่างแหลมคม ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับจีน โดยมีการส่งเครื่องราชบรรณาการไปจีนมาโดยตลอด ในสมัยจักรวรรดินิยมตะวันตก ไทยก็ดำเนินการทูตกับชาติตะวันตกอย่างชาญฉลาด ซึ่งการทูตได้เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ไทยไม่ตกเป็นเมืองขึ้น
ต่อมาในสมัยสงครามเย็นไทยใช้การทูตในการป้องกันไม่ให้ถูกคุกคามจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ โดยการตีสนิทและเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ ซึ่งผลพลอยได้สำคัญจากการเป็นพันธมิตรกับสหรัฐคือ ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ทำให้ไทยก้าวกระโดดเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจที่สุดในแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ต่อมาในสมัยหลังสงครามเย็น ไทยดำเนินการทูตรอบทิศทางและมียุทธศาสตร์ใหญ่ที่จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เมื่อปี 1997 ความฝันของไทยก็พังพินาศหมด สถานะและบทบาททางการทูตไทยก็ตกต่ำลงไปมากนับตั้งแต่นั้นมา
แม้ว่าต่อมาในสมัยรัฐบาลทักษิณ จะพยายามผลักดันนโยบายต่างประเทศในเชิงรุกหลายเรื่อง แต่ในที่สุด ทุกอย่างก็พังพินาศหมด เพราะกลายเป็นว่า การทูตไทยในสมัยรัฐบาลทักษิณกลายเป็นการทูตเชิงธุรกิจ และการทูตเชิงทุจริต และมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางว่าทักษิณได้ใช้การทูตในการตอบสนองต่อผลประโยชน์ทางธุรกิจของตน มีการกล่าวหากันอย่างกว้างขวางว่า ทักษิณได้ใช้นโยบายต่างประเทศเพื่อเอื้อประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ แต่กลับเป็นเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง
การทูตไทยไม่ได้ดีขึ้นเลยหลังรัฐประหาร 19 กันยา ปี 2006 ในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ รัฐบาลขิงแก่ ทุกอย่างก็หยุดหมด กลับกลายเป็นว่าการทูตไทยหยุดนิ่ง ที่เราเรียกกันในสมัยนั้นว่า การใส่เกียร์ว่าง ในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ จึงไม่ได้มีความคิดริเริ่มในนโยบายต่างประเทศใดๆ เกิดขึ้นเลย
ต่อมา เมื่อมีการเลือกตั้ง เราได้รัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชาย การเมืองไทยก็ปั่นป่วนเกิดวิกฤติทางการเมืองครั้งใหญ่ รัฐบาลทั้งสองก็ไม่มีเวลาที่จะคิดริเริ่มในเรื่องการทูตใหม่ๆ ก็คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรที่จะรอดจากการถูกล้มรัฐบาล
รัฐบาลปัจจุบันคือรัฐบาลอภิสิทธิ์ ในตอนแรก ก็มีความหวังว่า จะมีการปฏิรูปนโยบายการทูตและนโยบายต่างประเทศใหม่ แต่เอาเข้าจริง หนึ่งปีที่ผ่านมา รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้มีผลงานที่โดดเด่น เรื่องที่พอจะเป็นผลงานได้บ้างคือ ความพยายามผลักดันให้ไทยกลับมามีบทบาทในอาเซียน โดยเฉพาะการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอาเซียนครั้งที่ 14 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว แต่แล้วหลังจากนั้น กลุ่มเสื้อแดงได้ล้มการประชุมที่พัทยา และการประชุมอาเซียนครั้งที่ 15 ก็ไม่โดดเด่นเท่าที่ควร แม้ว่านายกอภิสิทธิ์จะพยายามเดินทางไปร่วมประชุมในระดับโลกหลายเวที แต่ไทยก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรที่โดดเด่น สำหรับความสัมพันธ์ไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ก็เกิดปัญหาขึ้นกับกัมพูชา ความสัมพันธ์ไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ก็ไม่มีอะไรโดดเด่น เช่นเดียวกับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจที่ดูแล้วก็ไม่มีอะไรโดดเด่นเช่นเดียวกัน สิ่งสำคัญที่ขาดหายไปจากนโยบายต่างประเทศรัฐบาลอภิสิทธิ์คือ การขาดนโยบายต่างประเทศในเชิงรุก ขาดการจัดทำ grand strategy และขาดการผลักดันความคิดริเริ่มใหม่ๆ
ข้อเสนอนโยบายต่างประเทศไทย
จากการทบทวนประเมินนโยบายต่างประเทศและการทูตไทยข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า ในอดีตการทูตไทยเคยรุ่งเรือง แต่ในปัจจุบันการทูตไทยตกต่ำลงไปมาก แม้ว่าสถานการณ์เมืองในปัจจุบันจะไม่เอื้อ แต่ผมก็มองว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ ที่จะต้องมีการปฏิรูปนโยบายต่างประเทศและการทูตไทยใหม่ โดยขอแยกเป็นประเด็นสำคัญดังนี้
• grand strategy
มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยจะต้องมี grand strategy ทางด้านนโยบายต่างประเทศ โดยยุทธศาสตร์ใหญ่ดังกล่าว จะต้องมีการกำหนดแนวทางใหญ่ๆ เป็นภาพรวมและภาพกว้าง โดยสิ่งที่ต้องเน้นเป็นพิเศษคือ จะต้องมีการผลักดันยุทธศาสตร์หรือนโยบายในเชิงรุก คือจะต้องมียุทธศาสตร์สำหรับบทบาทของไทยในเวทีพหุภาคีต่างๆ โดยเฉพาะในเวทีอาเซียน จะต้องมีนโยบายในเชิงรุกในการปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก และจะต้องมียุทธศาสตร์ในเชิงรุกกับมหาอำนาจและภูมิภาคอื่นๆ เช่น อัฟริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา
grand strategy ของไทย จะต้องมุ่งแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ คือจะต้องไม่เป็นการทูตเชิงธุรกิจ การทูตในยุคใหม่ของไทย จะต้องเป็นการทูตเชิงสุจริตที่เน้นผลประโยชน์แห่งชาติเป็นที่ตั้งอย่างแท้จริง รวมทั้งเน้นหลักการธรรมภิบาลในนโยบายต่างประเทศ
นอกจากนี้ grand strategy ของไทยจะต้องมีลักษณะสมดุล เน้นดำเนินโยบายทางสายกลาง คือต้องไม่มีนโยบายแบบสุดโต่ง อย่างเช่นในสมัยรัฐบาลทักษิณ ซึ่งมีนโยบายสุดโต่ง มีลักษณะ ”โลภมาก” ทำหลายเรื่องมากเกินไป แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่เป็นลักษณะนโยบายหยุดนิ่งแบบสุดโต่งเหมือนในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ นโยบายสายกลางยังหมายถึง การมียุทธศาสตร์ไม่ใกล้ชิดกับมหาอำนาจใดมากเกินไป นโยบายสายกลางยังหมายถึง การสร้างสมดุลระหว่างการเป็นพลเมืองโลกที่ดี กับการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ตัวอย่างเช่น ไทยอาจเล่นบทบาทส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในระดับสากล ซึ่งจะทำให้ไทยเป็นพลเมืองที่ดีของโลก แต่เราก็ต้องระมัดระวังผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน
นอกจากนี้ grand strategy ของไทย จะต้องเน้นจุดแข็งของไทย คือการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางหรือเป็น hub ในอนุภูมิภาค ผลักดันบทบาทไทยในการเป็นผู้ประสานงาน เป็นตัวเชื่อมกรอบความร่วมมือต่างๆ และใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของไทยในการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับมหาอำนาจต่างๆ ในโลก
• นโยบายต่อประเทศเพื่อนบ้าน
สำหรับนโยบายเฉพาะเรื่อง ที่สำคัญที่สุดคือนโยบายต่อประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่สำคัญที่สุดของนโยบายต่างประเทศไทย จุดอ่อนของไทยคือ แม้ว่าเราจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับมหาอำนาจ แต่ความสัมพันธ์ไทยกับประเทศเพื่อนบ้านกลับไม่ดี ปัญหาใหญ่คือเรื่องความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะความหวาดระแวงของประเทศเพื่อนบ้านที่กลัวว่าไทยจะเข้าไปครอบงำ โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจและทางวัฒนธรรม เหตุการณ์เขมรเผาสถานทูต กรณีเขาพระวิหารและความตึงเครียดระหว่างไทยกัมพูชา ได้ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของนโยบายไทยต่อประเทศเพื่อนบ้าน การบ้านชิ้นใหญ่ของรัฐบาลไทยคือ จะทำอย่างไรที่จะทำให้ประเทศเพื่อนบ้านไว้วางใจเรา และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับเราอย่างจริงใจ
• นโยบายต่อมหาอำนาจ
สำหรับเรื่องความสำพันธ์ไทยกับมหาอำนาจนั้น ผมไม่ค่อยห่วง เพราะการทูตไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีความเชี่ยวชาญและประสบความสำเร็จในการตีสนิทกับมหาอำนาจมาโดยตลอด ดังนั้น นโยบายไทยต่อมหาอำนาจในอนาคต คงจะเป็นการเน้นการสานต่อความสัมพันธ์ที่ดีที่มีมายาวนาน และกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากขึ้น ผมดูแล้วไม่มีอะไรน่าห่วง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย แต่สิ่งที่ไทยควรเน้นเป็นพิเศษคือ การสร้างดุลยภาพของความสัมพันธ์ คือมียุทธศาสตร์รักษาระยะห่างที่เท่าเทียมกัน โดยไม่ใกล้ชิดกับมหาอำนาจใดมากเป็นพิเศษจนเสียสมดุล
• นโยบายต่อเวทีพหุภาคี
สำหรับเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ การผลักดันนโยบายในเชิงรุกสำหรับบทบาทไทยในเวทีพหุภาคีต่างๆ โดยเฉพาะเวทีในภูมิภาคซึ่งมีหลายเวที ขณะนี้ กำลังมีการถกเถียงกันอย่างมากถึงสถาปัตยกรรมในภูมิภาค ไทยจะต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ให้ชัดเจนต่อแนวโน้มการเกิดขึ้นของสถาปัตยกรรมในภูมิภาค แต่ผมมองว่า จุดยืนของไทยควรให้ความสำคัญกับอาเซียนมากที่สุด และควรผลักดันให้อาเซียนเป็นแกนกลางของสถาปัตยกรรมในภูมิภาค
วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2553
การเจรจาภาวะโลกร้อน : ยุคหลังโคเปนเฮเกน
การเจรจาภาวะโลกร้อน : ยุคหลังโคเปนเฮเกน
สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 57 ฉบับที่ 28 วันศุกร์ที่ 2 เมษายน - วันพฤหัสที่ 8 เมษายน 2553
ภูมิหลัง
ปัญหาภาวะโลกร้อนกำลังเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดของโลก แต่พิธีศาลเกียวโตกำลังจะหมดอายุลงในปี 2012 การประชุมที่โคเปนเฮเกนเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว จึงได้รับการคาดหวังว่าจะเป็นก้าวสำคัญของประชาคมโลกที่จะแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง แต่สุดท้าย การประชุมที่โคปนเฮเกนก็ประสบความล้มเหลว เพราะข้อตกลงที่เรียกกันว่า Copenhagen Accord เป็นข้อตกลงที่เจรจากันระหว่างสหรัฐ จีน อินเดีย บราซิล และ แอฟริกาใต้เท่านั้น ข้อตกลงจึงมีปัญหาสถานะทางกฎหมายระหว่างประเทศ และข้อตกลงก็ไม่ได้กำหนดว่าจะเจรจาในรูปแบบสนธิสัญญาเมื่อใด และไม่มีการกำหนดปริมาณการตัดลดก๊าซเรือนกระจกแต่อย่างใด
มี 4 เรื่องใหญ่ที่ยังตกลงกันไม่ได้ เรื่องแรกคือ รูปแบบของข้อตกลง ประเทศยากจนต้องการต่ออายุพิธีศาลเกียวโตต่อไป แต่ประเทศร่ำรวยต้องการสนธิสัญญาฉบับใหม่ เรื่องที่สองคือ การกำหนดระดับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ประเทศยากจนต้องการให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นไม่เกิน 1 องศาเซลเซียส แต่ประเทศร่ำรวยตั้งเป้าไว้ที่ 2 องศา เรื่องที่ 3 คือ การกำหนดปริมาณการปรับลดก๊าซเรือนกระจก ประเทศยากจนต้องการให้ประเทศร่ำรวยตัดลดก๊าซลง 40 % ภายในปี 2020 ส่วนประเทศร่ำรวย โดยเฉพาะสหรัฐ ไม่ต้องการให้มีการกำหนดปริมาณการปรับลดก๊าซเรือนกระจก และเรื่องที่ 4 คือ จำนวนเงินที่ประเทศร่ำรวยต้องจ่าย เพื่อช่วยเหลือประเทศยากจนโดยประเทศยากจนเรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยจ่ายเงิน 1 % ของ GDP แต่ประเทศร่ำรวยก็ไม่ยอมตั้งเป้าดังกล่าว
Copenhagen Accord
ตามที่ได้กล่าวแล้วว่า ในที่สุด การประชุมที่โคเปนเฮเกนก็ล้มเหลว เพราะมีเพียงสหรัฐ จีน อินเดีย บราซิล และแอฟริกาใต้เท่านั้น ที่ตกลงกันและผลักดัน Copenhagen Accord ออกมา ส่วนประเทศอื่นๆ อีกเกือบ 190 ประเทศ ก็ไม่ค่อยเห็นด้วย และเพียงแต่ “รับทราบ” Copenhagen Accord เท่านั้น
แต่ข้อตกลงดังกล่าว ก็มีจุดอ่อนหลายประการ คือ มีปัญหาในเรื่องสถานะการเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ และไม่ได้พูดถึงว่าจะทำสนธิสัญญากันเมื่อใด ข้อตกลงกำหนดในเรื่องอุณหภูมิให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 องศา และประเทศร่ำรวยก็ประกาศจะให้เงินช่วยประเทศยากจน 100,000 ล้านเหรียญต่อปี ภายในปี 2020 อย่างไรก็ตาม ในข้อตกลงดังกล่าว ก็ได้มีการระบุให้ประเทศสมาชิกเสนอแผนการตัดลดก๊าซเรือนกระจกภายในเดือนมกราคม ปี 2010
ยุคหลังโคเปนเฮเกน
หลังจากความล้มเหลวของการประชุมที่โคเปนเฮเกน ประเทศต่างๆ ก็พยายามสรุปบทเรียนและพยายามจะเดินหน้าต่อ ในการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน แต่ในปัจจุบันและในอนาคต ยังมีประเด็นปัญหาและความขัดแย้งกันหลายเรื่อง ซึ่งจะขอแยกแยะเป็นประเด็นต่างๆ ดังนี้
• เวทีการเจรจา
ภายหลังความล้มเหลวที่โคเปนเฮเกน ก็ได้มีการวิเคราะห์กันว่า เวที UN ที่ประกอบด้วยสมาชิกเกือบ 200 ประเทศ เป็นเวทีที่ใหญ่เกินไปหรือไม่ ประเทศต่างๆ จึงกำลังแสวงหาเวทีทางเลือกอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ในการประชุม World Economic Forum ในช่วงต้นปีนี้ ประธานาธิบดีของเม็กซิโก ได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า การประชุมภาวะโลกร้อนของ UN ที่เราเรียกว่า COP 16 จะมีขึ้นที่เม็กซิโกในปลายปีนี้ โดยที่ประชุมน่าจะสรุปบทเรียนข้อผิดพลาดจากโคเปนเฮเกน จะต้องมีการผลักดันเจตนารมณ์ทางการเมือง และหวังว่าการประชุมที่เม็กซิโกจะตกลงกันได้โดยเฉพาะการตั้งเป้าของการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งที่ประชุมที่โคเปนเฮเกนล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการตั้งเป้าดังกล่าว
แต่ผมมองว่า การประชุมภาวะโลกร้อนในกรอบของ UN กำลังประสบวิกฤติอย่างหนัก โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจเริ่มมองหาทางเลือกอื่นนอกกรอบ UN โดยเฉพาะสหรัฐ โดยจะเห็นได้ว่าประเทศที่เป็นตัวตั้งตัวตี ผลักดัน Copenhagen Accord ก็เป็นประเทศที่อยู่นอกกรอบพิธีศาลเกียวโต คือ สหรัฐก็ไม่ได้สัตยาบันพิธีศาลเกียวโต ในขณะที่จีน อินเดีย บราซิล และแอฟริกาใต้ ภายใต้พิธีศาลเกียวโตก็ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องรับผิดชอบในการตัดลดก๊าซเรือนกระจกเพราะถือเป็นประเทศกำลังพัฒนา
ดังนั้น จากความล้มเหลวที่โคเปนเฮเกน จึงได้มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับเวทีการเจรจาของ UN ที่ถูกมองว่าใหญ่เกินไป ความล้มเหลวที่โคเปนเฮเกนจึงถือเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ของเวทีพหุภาคีในระดับโลกที่จะเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาของโลก อนาคตของเวทีเจรจาของ UN จึงกำลังมืดมน ประเทศมหาอำนาจขณะนี้ ก็ต่างคนต่างเดิน และมีการกำหนดการปรับลดก๊าซเรือนกระจกแบบต่างคนต่างทำ โดยไม่ได้สนใจหลักเกณฑ์ของ UN อีกต่อไป
• รูปแบบข้อตกลง
ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ความขัดแย้งหลักเรื่องหนึ่ง คือรูปแบบของข้อตกลง โดยที่ประเทศยากจนต้องการให้ต่ออายุพิธีศาลเกียวโต ในขณะที่ประเทศร่ำรวยต้องการสนธิสัญญาฉบับใหม่ แต่จากความล้มเหลวที่โคเปนเฮเกน ทำให้เห็นว่า การต่ออายุพิธีศาลเกียวโตคงเป็นไปได้ยากแล้ว ในขณะที่การเจรจาสนธิสัญญาฉบับใหม่ก็คงจะยากเช่นเดียวกัน
• การกำหนดระดับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก
ท่าทีของประเทศยากจนคือ ต้องการให้มีการกำหนดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่เกิน 1 องศาเซลเซียส ในขณะที่ท่าทีของประเทศร่ำรวยคือไม่เกิน 2 องศา ใน Copenhagen Accord ได้กำหนดระดับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกตามท่าทีของประเทศร่ำรวย ในอนาคตประเด็นนี้ น่าจะยังคงขัดแย้งกันอยู่ โดยเฉพาะหากประเทศยากจนไม่ยอมและต้องการผลักดันท่าทีของตนต่อ
• จำนวนเงินช่วยเหลือ
ใน Copenhagen Accord ได้ระบุว่า ประเทศร่ำรวยจะตั้งวงเงินช่วยเหลือประเทศยากจน 100,000 ล้านเหรียญต่อปี ภายในปี 2020 อย่างไรก็ตาม ท่าทีของประเทศยากจนในระหว่างการประชุมที่โคเปนเฮเกน คือ ต้องการให้ประเทศร่ำรวยจ่ายเงินช่วยเหลือ คิดเป็น 1 % ของ GDP ซึ่งน่าจะมากกว่า 100,000 ล้านเหรียญต่อปี ดังนั้น ประเด็นนี้อาจจะเป็นประเด็นถกเถียงและขัดแย้งกันในอนาคตอีกเรื่องหนึ่ง
• การกำหนดปริมาณการปรับลดก๊าซเรือนกระจก
ท่าทีของประเทศยากจนคือ ต้องการให้ประเทศร่ำรวยปรับลดก๊าซเรือนกระจกลง 40 % ภายในปี 2020 แต่ใน Copenhagen Accord ไม่ได้มีการตกลงในเรื่องนี้ แต่ก็ได้มีการระบุให้สมาชิกไปจัดทำแผนการปรับลดก๊าซ ซึ่งความคืบหน้าล่าสุด ในเดือนมีนาคม ปี 2010 นี้ มีประเทศที่ประกาศแผนแล้วกว่า 100 ประเทศ โดยประเทศที่สำคัญที่ผมจะสรุปมีดังนี้
- ออสเตรเลีย จะปรับลดก๊าซเรือนกระจกลง 5 – 25 % จากปริมาณในปี 2000 ซึ่งข้อเสนอของออสเตรเลียแตกต่างจากความต้องการของประเทศยากจน ซึ่งต้องการให้ประเทศร่ำรวยปรับลดก๊าซลง 40 % จากปริมาณฐานตัวเลขปี 1990 ไม่ใช่ปี 2000
- ส่วนบราซิล จะปรับลดเกือบ 40 % แต่ไม่ได้บอกว่าจากปริมาณของปีอะไร
- แคนาดา จะลด 17 % จากปริมาณปี 2005
- จีน จะลด 40 % แต่ไม่ได้บอกว่าจากปริมาณของปีอะไร
- EU จะลด 20 – 30 % จากปริมาณของปี 1990 เพราะฉะนั้น ข้อเสนอของ EU ตรงกับความต้องการของประเทศยากจนมากที่สุด
- อินเดีย จะปรับลด 20 – 25 % จากปริมาณของปี 2005
- ญี่ปุ่น จะลด 25 % จากปริมาณของปี 1990
- รัสเซีย จะลด 15 – 25 % จากปริมาณปี 1990
- และสหรัฐ จะลด 17 % จากปริมาณปี 2005
จากตัวเลขข้างต้น เห็นได้ชัดว่า ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำคัญๆ แผนการปรับลดก๊าซเรือนกระจกก็ไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของประเทศยากจน และไม่ได้เป็นไปในแนวของพิธีศาลเกียวโต ซึ่งก็เท่ากับว่า เรากำลังถอยหลังลงคลองในเรื่องของความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน ทั้งนี้สาเหตุก็มาจากว่า แต่ละประเทศพยายามมองในเรื่องนี้ในมุมมองของผลประโยชน์แห่งชาติ โดยจุดยืนของแต่ละประเทศก็เหมือนกันหมด คือพยายามให้ประเทศตนรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ให้น้อยที่สุด และปัดความรับผิดชอบไปให้ประเทศอื่นมากที่สุด พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อมองในเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติแล้ว ก็กลายเป็นว่า ทุกประเทศก็เห็นแก่ตัวกันหมดนั่นเอง
สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 57 ฉบับที่ 28 วันศุกร์ที่ 2 เมษายน - วันพฤหัสที่ 8 เมษายน 2553
ภูมิหลัง
ปัญหาภาวะโลกร้อนกำลังเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดของโลก แต่พิธีศาลเกียวโตกำลังจะหมดอายุลงในปี 2012 การประชุมที่โคเปนเฮเกนเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว จึงได้รับการคาดหวังว่าจะเป็นก้าวสำคัญของประชาคมโลกที่จะแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง แต่สุดท้าย การประชุมที่โคปนเฮเกนก็ประสบความล้มเหลว เพราะข้อตกลงที่เรียกกันว่า Copenhagen Accord เป็นข้อตกลงที่เจรจากันระหว่างสหรัฐ จีน อินเดีย บราซิล และ แอฟริกาใต้เท่านั้น ข้อตกลงจึงมีปัญหาสถานะทางกฎหมายระหว่างประเทศ และข้อตกลงก็ไม่ได้กำหนดว่าจะเจรจาในรูปแบบสนธิสัญญาเมื่อใด และไม่มีการกำหนดปริมาณการตัดลดก๊าซเรือนกระจกแต่อย่างใด
มี 4 เรื่องใหญ่ที่ยังตกลงกันไม่ได้ เรื่องแรกคือ รูปแบบของข้อตกลง ประเทศยากจนต้องการต่ออายุพิธีศาลเกียวโตต่อไป แต่ประเทศร่ำรวยต้องการสนธิสัญญาฉบับใหม่ เรื่องที่สองคือ การกำหนดระดับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ประเทศยากจนต้องการให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นไม่เกิน 1 องศาเซลเซียส แต่ประเทศร่ำรวยตั้งเป้าไว้ที่ 2 องศา เรื่องที่ 3 คือ การกำหนดปริมาณการปรับลดก๊าซเรือนกระจก ประเทศยากจนต้องการให้ประเทศร่ำรวยตัดลดก๊าซลง 40 % ภายในปี 2020 ส่วนประเทศร่ำรวย โดยเฉพาะสหรัฐ ไม่ต้องการให้มีการกำหนดปริมาณการปรับลดก๊าซเรือนกระจก และเรื่องที่ 4 คือ จำนวนเงินที่ประเทศร่ำรวยต้องจ่าย เพื่อช่วยเหลือประเทศยากจนโดยประเทศยากจนเรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยจ่ายเงิน 1 % ของ GDP แต่ประเทศร่ำรวยก็ไม่ยอมตั้งเป้าดังกล่าว
Copenhagen Accord
ตามที่ได้กล่าวแล้วว่า ในที่สุด การประชุมที่โคเปนเฮเกนก็ล้มเหลว เพราะมีเพียงสหรัฐ จีน อินเดีย บราซิล และแอฟริกาใต้เท่านั้น ที่ตกลงกันและผลักดัน Copenhagen Accord ออกมา ส่วนประเทศอื่นๆ อีกเกือบ 190 ประเทศ ก็ไม่ค่อยเห็นด้วย และเพียงแต่ “รับทราบ” Copenhagen Accord เท่านั้น
แต่ข้อตกลงดังกล่าว ก็มีจุดอ่อนหลายประการ คือ มีปัญหาในเรื่องสถานะการเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ และไม่ได้พูดถึงว่าจะทำสนธิสัญญากันเมื่อใด ข้อตกลงกำหนดในเรื่องอุณหภูมิให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 องศา และประเทศร่ำรวยก็ประกาศจะให้เงินช่วยประเทศยากจน 100,000 ล้านเหรียญต่อปี ภายในปี 2020 อย่างไรก็ตาม ในข้อตกลงดังกล่าว ก็ได้มีการระบุให้ประเทศสมาชิกเสนอแผนการตัดลดก๊าซเรือนกระจกภายในเดือนมกราคม ปี 2010
ยุคหลังโคเปนเฮเกน
หลังจากความล้มเหลวของการประชุมที่โคเปนเฮเกน ประเทศต่างๆ ก็พยายามสรุปบทเรียนและพยายามจะเดินหน้าต่อ ในการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน แต่ในปัจจุบันและในอนาคต ยังมีประเด็นปัญหาและความขัดแย้งกันหลายเรื่อง ซึ่งจะขอแยกแยะเป็นประเด็นต่างๆ ดังนี้
• เวทีการเจรจา
ภายหลังความล้มเหลวที่โคเปนเฮเกน ก็ได้มีการวิเคราะห์กันว่า เวที UN ที่ประกอบด้วยสมาชิกเกือบ 200 ประเทศ เป็นเวทีที่ใหญ่เกินไปหรือไม่ ประเทศต่างๆ จึงกำลังแสวงหาเวทีทางเลือกอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ในการประชุม World Economic Forum ในช่วงต้นปีนี้ ประธานาธิบดีของเม็กซิโก ได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า การประชุมภาวะโลกร้อนของ UN ที่เราเรียกว่า COP 16 จะมีขึ้นที่เม็กซิโกในปลายปีนี้ โดยที่ประชุมน่าจะสรุปบทเรียนข้อผิดพลาดจากโคเปนเฮเกน จะต้องมีการผลักดันเจตนารมณ์ทางการเมือง และหวังว่าการประชุมที่เม็กซิโกจะตกลงกันได้โดยเฉพาะการตั้งเป้าของการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งที่ประชุมที่โคเปนเฮเกนล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการตั้งเป้าดังกล่าว
แต่ผมมองว่า การประชุมภาวะโลกร้อนในกรอบของ UN กำลังประสบวิกฤติอย่างหนัก โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจเริ่มมองหาทางเลือกอื่นนอกกรอบ UN โดยเฉพาะสหรัฐ โดยจะเห็นได้ว่าประเทศที่เป็นตัวตั้งตัวตี ผลักดัน Copenhagen Accord ก็เป็นประเทศที่อยู่นอกกรอบพิธีศาลเกียวโต คือ สหรัฐก็ไม่ได้สัตยาบันพิธีศาลเกียวโต ในขณะที่จีน อินเดีย บราซิล และแอฟริกาใต้ ภายใต้พิธีศาลเกียวโตก็ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องรับผิดชอบในการตัดลดก๊าซเรือนกระจกเพราะถือเป็นประเทศกำลังพัฒนา
ดังนั้น จากความล้มเหลวที่โคเปนเฮเกน จึงได้มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับเวทีการเจรจาของ UN ที่ถูกมองว่าใหญ่เกินไป ความล้มเหลวที่โคเปนเฮเกนจึงถือเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ของเวทีพหุภาคีในระดับโลกที่จะเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาของโลก อนาคตของเวทีเจรจาของ UN จึงกำลังมืดมน ประเทศมหาอำนาจขณะนี้ ก็ต่างคนต่างเดิน และมีการกำหนดการปรับลดก๊าซเรือนกระจกแบบต่างคนต่างทำ โดยไม่ได้สนใจหลักเกณฑ์ของ UN อีกต่อไป
• รูปแบบข้อตกลง
ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ความขัดแย้งหลักเรื่องหนึ่ง คือรูปแบบของข้อตกลง โดยที่ประเทศยากจนต้องการให้ต่ออายุพิธีศาลเกียวโต ในขณะที่ประเทศร่ำรวยต้องการสนธิสัญญาฉบับใหม่ แต่จากความล้มเหลวที่โคเปนเฮเกน ทำให้เห็นว่า การต่ออายุพิธีศาลเกียวโตคงเป็นไปได้ยากแล้ว ในขณะที่การเจรจาสนธิสัญญาฉบับใหม่ก็คงจะยากเช่นเดียวกัน
• การกำหนดระดับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก
ท่าทีของประเทศยากจนคือ ต้องการให้มีการกำหนดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่เกิน 1 องศาเซลเซียส ในขณะที่ท่าทีของประเทศร่ำรวยคือไม่เกิน 2 องศา ใน Copenhagen Accord ได้กำหนดระดับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกตามท่าทีของประเทศร่ำรวย ในอนาคตประเด็นนี้ น่าจะยังคงขัดแย้งกันอยู่ โดยเฉพาะหากประเทศยากจนไม่ยอมและต้องการผลักดันท่าทีของตนต่อ
• จำนวนเงินช่วยเหลือ
ใน Copenhagen Accord ได้ระบุว่า ประเทศร่ำรวยจะตั้งวงเงินช่วยเหลือประเทศยากจน 100,000 ล้านเหรียญต่อปี ภายในปี 2020 อย่างไรก็ตาม ท่าทีของประเทศยากจนในระหว่างการประชุมที่โคเปนเฮเกน คือ ต้องการให้ประเทศร่ำรวยจ่ายเงินช่วยเหลือ คิดเป็น 1 % ของ GDP ซึ่งน่าจะมากกว่า 100,000 ล้านเหรียญต่อปี ดังนั้น ประเด็นนี้อาจจะเป็นประเด็นถกเถียงและขัดแย้งกันในอนาคตอีกเรื่องหนึ่ง
• การกำหนดปริมาณการปรับลดก๊าซเรือนกระจก
ท่าทีของประเทศยากจนคือ ต้องการให้ประเทศร่ำรวยปรับลดก๊าซเรือนกระจกลง 40 % ภายในปี 2020 แต่ใน Copenhagen Accord ไม่ได้มีการตกลงในเรื่องนี้ แต่ก็ได้มีการระบุให้สมาชิกไปจัดทำแผนการปรับลดก๊าซ ซึ่งความคืบหน้าล่าสุด ในเดือนมีนาคม ปี 2010 นี้ มีประเทศที่ประกาศแผนแล้วกว่า 100 ประเทศ โดยประเทศที่สำคัญที่ผมจะสรุปมีดังนี้
- ออสเตรเลีย จะปรับลดก๊าซเรือนกระจกลง 5 – 25 % จากปริมาณในปี 2000 ซึ่งข้อเสนอของออสเตรเลียแตกต่างจากความต้องการของประเทศยากจน ซึ่งต้องการให้ประเทศร่ำรวยปรับลดก๊าซลง 40 % จากปริมาณฐานตัวเลขปี 1990 ไม่ใช่ปี 2000
- ส่วนบราซิล จะปรับลดเกือบ 40 % แต่ไม่ได้บอกว่าจากปริมาณของปีอะไร
- แคนาดา จะลด 17 % จากปริมาณปี 2005
- จีน จะลด 40 % แต่ไม่ได้บอกว่าจากปริมาณของปีอะไร
- EU จะลด 20 – 30 % จากปริมาณของปี 1990 เพราะฉะนั้น ข้อเสนอของ EU ตรงกับความต้องการของประเทศยากจนมากที่สุด
- อินเดีย จะปรับลด 20 – 25 % จากปริมาณของปี 2005
- ญี่ปุ่น จะลด 25 % จากปริมาณของปี 1990
- รัสเซีย จะลด 15 – 25 % จากปริมาณปี 1990
- และสหรัฐ จะลด 17 % จากปริมาณปี 2005
จากตัวเลขข้างต้น เห็นได้ชัดว่า ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำคัญๆ แผนการปรับลดก๊าซเรือนกระจกก็ไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของประเทศยากจน และไม่ได้เป็นไปในแนวของพิธีศาลเกียวโต ซึ่งก็เท่ากับว่า เรากำลังถอยหลังลงคลองในเรื่องของความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน ทั้งนี้สาเหตุก็มาจากว่า แต่ละประเทศพยายามมองในเรื่องนี้ในมุมมองของผลประโยชน์แห่งชาติ โดยจุดยืนของแต่ละประเทศก็เหมือนกันหมด คือพยายามให้ประเทศตนรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ให้น้อยที่สุด และปัดความรับผิดชอบไปให้ประเทศอื่นมากที่สุด พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อมองในเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติแล้ว ก็กลายเป็นว่า ทุกประเทศก็เห็นแก่ตัวกันหมดนั่นเอง
วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2553
สถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนโลก
สถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนโลก
สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 57 ฉบับที่ 26 วันศุกร์ที่ 19 – วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม 2553
ทุกๆ ปี ทางกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ จะเผยแพร่รายงานสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนทั่วโลก สำหรับในปีนี้ เมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้มีการเผยแพร่รายงานดังกล่าว สรุปประมวลสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในปีที่แล้ว ซึ่งครอบคลุมประเทศต่างๆ ถึง 194 ประเทศ ผมมองว่า รายงานฉบับนี้มีความสำคัญ ถึงแม้ว่ารายงานดังกล่าวจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะจากประเทศที่ถูกสหรัฐโจมตี เราต้องยอมรับว่าสหรัฐคงจะใช้รายงานดังกล่าวเป็นเครื่องมือของนโยบายต่างประเทศ และสหรัฐคงจะมีวาระซ่อนเร้น โดยเน้นโจมตีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศที่เป็นศัตรูกับสหรัฐมากเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังมองว่า รายงานดังกล่าวมีข้อมูลที่น่าสนใจ คือได้รวบรวมสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนทั่วโลกไว้อย่างละเอียด จริงๆ แล้ว รายงานในลักษณะนี้ควรจะถูกจัดทำขึ้นโดย UN แต่ UN เองก็มีปัญหา เพราะประเทศเผด็จการมักจะพยายามเข้าเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของ UNและพยายามขัดขวางไม่ให้ UN มีบทบาทในเรื่องนี้ นอกจากนี้ ทาง NGO ก็มีการจัดทำรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ครอบคลุมเท่ากับรายงานของรัฐบาลสหรัฐ
ภาพรวม
ในรายงานดังกล่าวได้มีการมองถึงแนวโน้มสำคัญ 3 เรื่อง
เรื่องที่หนึ่ง ในรอบปีที่ผ่านมา ยังมีความขัดแย้งและสงครามเกิดขึ้นกว่า 30 แห่ง และสงครามเหล่านี้ ก็มักจะเป็นบ่อเกิดของการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง
เรื่องที่สอง เป็นแนวโน้มที่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากขึ้น โดยเฉพาะจากเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น อินเทอร์เน็ต อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ได้เพิ่มการเข้าควบคุมเสรีภาพในอินเทอร์เน็ตมากขึ้นด้วย
ส่วนเรื่องที่สาม คือการที่มีแนวโน้มของการที่รัฐบาลจะใช้กฎหมายความมั่งคงในภาวะฉุกเฉินเพื่อมาริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน
สงครามในรายงานดังกล่าว ได้วิเคราะห์เกี่ยวกับความขัดแย้งและสงครามซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสิทธิมนุษยชน โดยประเทศที่มีปัญหาในเรื่องนี้มีดังนี้
อัฟกานิสถาน : สถานการณ์ความมั่นคงในอัฟกานิสถานได้เลวร้ายลงเรื่อยๆ ทั้งนี้เพราะการโจมตีจากกลุ่มก่อการร้าย สงครามได้ขยายตัวออกไปครอบคลุมเกือบ 1 ใน 3 ของประเทศ ในรอบปีที่ผ่านมา ผลจากการก่อการร้ายทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตไปกว่า 2,400 คน
พม่า : ซึ่งก็มีปัญหาในการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการใช้กำลังทางทหารโจมตีชนกลุ่มน้อยต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มกะเหรี่ยง และไทยใหญ่ในรัฐฉาน
คองโก : สงครามกลางเมืองในคองโกกำลังลุกลามขยายตัวเป็นสงครามใหญ่ ปีที่แล้ว มีพลเรือน ประชาชนเสียชีวิตไปกว่า 1,000 คน และยังมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบต้องย้ายถิ่นฐานอีกหลายแสนคน
อิสราเอล : ความขัดแย้งในรอบปีที่ผ่านมาอีกเรื่องคือ ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ โดยได้มีการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา อิสราเอลได้โจมตีฉนวนกาซาอย่างหนัก ทำให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิต 1,400 คน ในจำนวนนี้เป็นพลเรือนประมาณ 1,000 คน
ไนจีเรีย : กองกำลังทหารไนจีเรียได้มีการวิสามัญฆาตกรรมและใช้กำลังปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรง ที่มีชื่อว่า Boko Haram โดยเฉพาะการสู้รบกันทางตอนเหนือของประเทศ ทำให้มีประชาชนเสียชีวิตไปเกือบ 1,000 คน
ปากีสถาน: ก็เป็นอีกประเทศที่มีปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งเกิดมาจากการสู้รบระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับกลุ่มก่อการร้าย โดยมีกรณีทั้งวิสามัญฆาตกรรม การสูญหาย และการทรมาน ทำให้พลเมืองเสียชีวิตไปเกือบ 1,000 คน
รัสเซีย : สถานการณ์ในเขตเทือกเขาคอเคซัสเลวร้ายลงเรื่อยๆโดยรัฐบาลต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน โดยเฉพาะในเขต Chechnya, Ingushetia และ Dagestan ซึ่งมีกรณีของวิสามัญฆาตกรรมเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก
ซูดาน: ความขัดแย้งและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเขตดาร์ฟูร์ ก็ยังคงมีอยู่ต่อไป แม้ว่าจะได้มีการทำข้อตกลงสันติภาพดาร์ฟูร์มาตั้งแต่ปี 2006 แล้วก็ตาม โดยตั้งแต่เกิดความขัดแย้งมาตั้งแต่ปี 2003 ประชาชนเกือบ 3,000,000 คนต้องย้ายถิ่นฐาน และมี ประมาณ 2,500,000 คนที่ลี้ภัยอยู่ในทางตะวันออกของ Chad มีการประเมินว่า มีผู้เสียชีวิตไปกับสงครามดาร์ฟูร์แล้วกว่า 300,000 คน
เสรีภาพ
แนวโน้มที่สองของสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา คือการที่รัฐบาลลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยมีกรณีที่สำคัญดังนี้
จีน : ในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้เพิ่มมาตรการในการควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ต มีการบล็อกเว็บไซต์ต่างๆ การเซนเซอร์ และการลงโทษผู้ละเมิดกฎเกณฑ์ของรัฐบาล รัฐบาลจีนได้ใช้บุคลากรหลายพันคน ในการควบคุม สอดส่องการใช้อินเทอร์เน็ตของชาวจีน โดยได้มีการปิดเว็บไซต์ไปกว่า 1,250 เว็บ และรัฐบาลได้บล็อกการเข้าถึงเว็บไซต์ของต่างประเทศ (ในช่วงต้นปีนี้ ก็มีเรื่องเกิดขึ้นกับ google ซึ่งประกาศจะถอนตัวจากจีน)
อิหร่าน : สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในอิหร่านเสื่อมทรามไปมากในปีที่แล้ว โดยได้มีปัญหาตั้งแต่เดือนมิถุนายนในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ถูกมองว่าไม่บริสุทธิ์และยุติธรรม โดยได้มีชาวอิหร่านหลายแสนคนออกมาเดินขบวนประท้วง แต่ก็ได้ถูกรัฐบาลปราบปรามอย่างรุนแรง และได้มีการจับกุมผู้เดินขบวนกว่า 4,000 คน
เกาหลีเหนือ : เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมาก โดยชาวเกาหลีเหนือถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพในทุกๆด้าน โดยได้มีการวิสามัญฆาตกรรม การจับกุมนักโทษทางการเมือง และรัฐบาลควบคุมข้อมูลข่าวสารในทุกๆด้าน
รัสเซีย : ในช่วงปีที่ผ่านมา รัสเซียมีปัญหาในเรื่องของการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อ โดยรัฐบาลได้เข้าควบคุมสื่อของรัฐ กดดันสื่อต่างๆ ไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล และมีการข่มขู่ผู้สื่อข่าวถึงขั้นได้มีการสังหารนักสิทธิมนุษยชนและผู้สื่อข่าวไปหลายคน
เวเนซุเอลา: มีปัญหาในเรื่องของการลิดรอนสิทธิของสื่อ สถานีวิทยุและโทรทัศน์ถูกปิดไปกว่า 30 แห่ง และผู้สื่อข่าวเกือบ 200 คนถูกข่มขู่
เวียดนาม : มีปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยรัฐบาลได้เพิ่มการจับกุมกลุ่มต่อต้านรัฐบาล ผู้สื่อข่าวถูกคุกคามหลังจากทำรายงานข่าวเกี่ยวกับการคอรัปชั่น รัฐบาลเวียดนามกำลังควบคุมสอดส่องการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างเข้มงวด
กลุ่มผู้ด้อยโอกาส
แนวโน้มที่สามของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในปีที่ผ่านมา คือการคุกคามกลุ่มผู้ด้อยโอกาสต่างๆ อาทิ ชนกลุ่มน้อย สตรีและเด็ก โดยมีตัวอย่างดังนี้
จีนได้มีการปราบปรามชาวทิเบตและชาว Uighurs โดยภายหลังการจลาจลในเมือง Urumqi เมืองหลวงของแคว้นซินเจียง รัฐบาลจีนได้ปราบปรามกลุ่มแบ่งแยกดินแดน ชาว Uighurs ถูกจับกุมและสังหารเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับชาวทิเบต ก็มีกรณีวิสามัญฆาตกรรม การจับกุมและการทรมาน
นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่เกิดขึ้นในอียิปต์ ที่ได้มีการโจมตีชาวคริสต์ในอียิปต์ ในมาเลเซียมีกรณีของแรงงานต่างชาติซึ่งถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ส่วนในซาอุดิอาระเบีย มีการใช้ความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก มีการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสตรีเป็นอย่างมาก
กล่าวโดยสรุป สถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนทั่วโลกในรอบปีที่ผ่านมา ยังมีให้เห็นอยู่ทั่วทุกมุมโลก และที่น่าเป็นห่วงคือ แนวโน้มของการละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่ได้ลดลง แต่กลับมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น
สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 57 ฉบับที่ 26 วันศุกร์ที่ 19 – วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม 2553
ทุกๆ ปี ทางกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ จะเผยแพร่รายงานสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนทั่วโลก สำหรับในปีนี้ เมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้มีการเผยแพร่รายงานดังกล่าว สรุปประมวลสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในปีที่แล้ว ซึ่งครอบคลุมประเทศต่างๆ ถึง 194 ประเทศ ผมมองว่า รายงานฉบับนี้มีความสำคัญ ถึงแม้ว่ารายงานดังกล่าวจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะจากประเทศที่ถูกสหรัฐโจมตี เราต้องยอมรับว่าสหรัฐคงจะใช้รายงานดังกล่าวเป็นเครื่องมือของนโยบายต่างประเทศ และสหรัฐคงจะมีวาระซ่อนเร้น โดยเน้นโจมตีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศที่เป็นศัตรูกับสหรัฐมากเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังมองว่า รายงานดังกล่าวมีข้อมูลที่น่าสนใจ คือได้รวบรวมสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนทั่วโลกไว้อย่างละเอียด จริงๆ แล้ว รายงานในลักษณะนี้ควรจะถูกจัดทำขึ้นโดย UN แต่ UN เองก็มีปัญหา เพราะประเทศเผด็จการมักจะพยายามเข้าเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของ UNและพยายามขัดขวางไม่ให้ UN มีบทบาทในเรื่องนี้ นอกจากนี้ ทาง NGO ก็มีการจัดทำรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ครอบคลุมเท่ากับรายงานของรัฐบาลสหรัฐ
ภาพรวม
ในรายงานดังกล่าวได้มีการมองถึงแนวโน้มสำคัญ 3 เรื่อง
เรื่องที่หนึ่ง ในรอบปีที่ผ่านมา ยังมีความขัดแย้งและสงครามเกิดขึ้นกว่า 30 แห่ง และสงครามเหล่านี้ ก็มักจะเป็นบ่อเกิดของการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง
เรื่องที่สอง เป็นแนวโน้มที่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากขึ้น โดยเฉพาะจากเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น อินเทอร์เน็ต อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ได้เพิ่มการเข้าควบคุมเสรีภาพในอินเทอร์เน็ตมากขึ้นด้วย
ส่วนเรื่องที่สาม คือการที่มีแนวโน้มของการที่รัฐบาลจะใช้กฎหมายความมั่งคงในภาวะฉุกเฉินเพื่อมาริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน
สงครามในรายงานดังกล่าว ได้วิเคราะห์เกี่ยวกับความขัดแย้งและสงครามซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสิทธิมนุษยชน โดยประเทศที่มีปัญหาในเรื่องนี้มีดังนี้
อัฟกานิสถาน : สถานการณ์ความมั่นคงในอัฟกานิสถานได้เลวร้ายลงเรื่อยๆ ทั้งนี้เพราะการโจมตีจากกลุ่มก่อการร้าย สงครามได้ขยายตัวออกไปครอบคลุมเกือบ 1 ใน 3 ของประเทศ ในรอบปีที่ผ่านมา ผลจากการก่อการร้ายทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตไปกว่า 2,400 คน
พม่า : ซึ่งก็มีปัญหาในการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการใช้กำลังทางทหารโจมตีชนกลุ่มน้อยต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มกะเหรี่ยง และไทยใหญ่ในรัฐฉาน
คองโก : สงครามกลางเมืองในคองโกกำลังลุกลามขยายตัวเป็นสงครามใหญ่ ปีที่แล้ว มีพลเรือน ประชาชนเสียชีวิตไปกว่า 1,000 คน และยังมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบต้องย้ายถิ่นฐานอีกหลายแสนคน
อิสราเอล : ความขัดแย้งในรอบปีที่ผ่านมาอีกเรื่องคือ ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ โดยได้มีการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา อิสราเอลได้โจมตีฉนวนกาซาอย่างหนัก ทำให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิต 1,400 คน ในจำนวนนี้เป็นพลเรือนประมาณ 1,000 คน
ไนจีเรีย : กองกำลังทหารไนจีเรียได้มีการวิสามัญฆาตกรรมและใช้กำลังปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรง ที่มีชื่อว่า Boko Haram โดยเฉพาะการสู้รบกันทางตอนเหนือของประเทศ ทำให้มีประชาชนเสียชีวิตไปเกือบ 1,000 คน
ปากีสถาน: ก็เป็นอีกประเทศที่มีปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งเกิดมาจากการสู้รบระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับกลุ่มก่อการร้าย โดยมีกรณีทั้งวิสามัญฆาตกรรม การสูญหาย และการทรมาน ทำให้พลเมืองเสียชีวิตไปเกือบ 1,000 คน
รัสเซีย : สถานการณ์ในเขตเทือกเขาคอเคซัสเลวร้ายลงเรื่อยๆโดยรัฐบาลต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน โดยเฉพาะในเขต Chechnya, Ingushetia และ Dagestan ซึ่งมีกรณีของวิสามัญฆาตกรรมเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก
ซูดาน: ความขัดแย้งและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเขตดาร์ฟูร์ ก็ยังคงมีอยู่ต่อไป แม้ว่าจะได้มีการทำข้อตกลงสันติภาพดาร์ฟูร์มาตั้งแต่ปี 2006 แล้วก็ตาม โดยตั้งแต่เกิดความขัดแย้งมาตั้งแต่ปี 2003 ประชาชนเกือบ 3,000,000 คนต้องย้ายถิ่นฐาน และมี ประมาณ 2,500,000 คนที่ลี้ภัยอยู่ในทางตะวันออกของ Chad มีการประเมินว่า มีผู้เสียชีวิตไปกับสงครามดาร์ฟูร์แล้วกว่า 300,000 คน
เสรีภาพ
แนวโน้มที่สองของสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา คือการที่รัฐบาลลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยมีกรณีที่สำคัญดังนี้
จีน : ในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้เพิ่มมาตรการในการควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ต มีการบล็อกเว็บไซต์ต่างๆ การเซนเซอร์ และการลงโทษผู้ละเมิดกฎเกณฑ์ของรัฐบาล รัฐบาลจีนได้ใช้บุคลากรหลายพันคน ในการควบคุม สอดส่องการใช้อินเทอร์เน็ตของชาวจีน โดยได้มีการปิดเว็บไซต์ไปกว่า 1,250 เว็บ และรัฐบาลได้บล็อกการเข้าถึงเว็บไซต์ของต่างประเทศ (ในช่วงต้นปีนี้ ก็มีเรื่องเกิดขึ้นกับ google ซึ่งประกาศจะถอนตัวจากจีน)
อิหร่าน : สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในอิหร่านเสื่อมทรามไปมากในปีที่แล้ว โดยได้มีปัญหาตั้งแต่เดือนมิถุนายนในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ถูกมองว่าไม่บริสุทธิ์และยุติธรรม โดยได้มีชาวอิหร่านหลายแสนคนออกมาเดินขบวนประท้วง แต่ก็ได้ถูกรัฐบาลปราบปรามอย่างรุนแรง และได้มีการจับกุมผู้เดินขบวนกว่า 4,000 คน
เกาหลีเหนือ : เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมาก โดยชาวเกาหลีเหนือถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพในทุกๆด้าน โดยได้มีการวิสามัญฆาตกรรม การจับกุมนักโทษทางการเมือง และรัฐบาลควบคุมข้อมูลข่าวสารในทุกๆด้าน
รัสเซีย : ในช่วงปีที่ผ่านมา รัสเซียมีปัญหาในเรื่องของการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อ โดยรัฐบาลได้เข้าควบคุมสื่อของรัฐ กดดันสื่อต่างๆ ไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล และมีการข่มขู่ผู้สื่อข่าวถึงขั้นได้มีการสังหารนักสิทธิมนุษยชนและผู้สื่อข่าวไปหลายคน
เวเนซุเอลา: มีปัญหาในเรื่องของการลิดรอนสิทธิของสื่อ สถานีวิทยุและโทรทัศน์ถูกปิดไปกว่า 30 แห่ง และผู้สื่อข่าวเกือบ 200 คนถูกข่มขู่
เวียดนาม : มีปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยรัฐบาลได้เพิ่มการจับกุมกลุ่มต่อต้านรัฐบาล ผู้สื่อข่าวถูกคุกคามหลังจากทำรายงานข่าวเกี่ยวกับการคอรัปชั่น รัฐบาลเวียดนามกำลังควบคุมสอดส่องการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างเข้มงวด
กลุ่มผู้ด้อยโอกาส
แนวโน้มที่สามของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในปีที่ผ่านมา คือการคุกคามกลุ่มผู้ด้อยโอกาสต่างๆ อาทิ ชนกลุ่มน้อย สตรีและเด็ก โดยมีตัวอย่างดังนี้
จีนได้มีการปราบปรามชาวทิเบตและชาว Uighurs โดยภายหลังการจลาจลในเมือง Urumqi เมืองหลวงของแคว้นซินเจียง รัฐบาลจีนได้ปราบปรามกลุ่มแบ่งแยกดินแดน ชาว Uighurs ถูกจับกุมและสังหารเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับชาวทิเบต ก็มีกรณีวิสามัญฆาตกรรม การจับกุมและการทรมาน
นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่เกิดขึ้นในอียิปต์ ที่ได้มีการโจมตีชาวคริสต์ในอียิปต์ ในมาเลเซียมีกรณีของแรงงานต่างชาติซึ่งถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ส่วนในซาอุดิอาระเบีย มีการใช้ความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก มีการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสตรีเป็นอย่างมาก
กล่าวโดยสรุป สถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนทั่วโลกในรอบปีที่ผ่านมา ยังมีให้เห็นอยู่ทั่วทุกมุมโลก และที่น่าเป็นห่วงคือ แนวโน้มของการละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่ได้ลดลง แต่กลับมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)