วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ยุทธศาสตร์การต่างประเทศของทักษิณ

ยุทธศาสตร์การต่างประเทศของทักษิณ
ตีพิมพ์ในไทยโพสต์ วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ.2553

หลังจากความวุ่นวายจากการชุมนุมในกรุงเทพ นายกอภิสิทธิ์ได้ไปเปิดตัวในเวทีโลกอีกครั้ง ในการประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก World Economic Forum on East Asia ที่ประเทศเวียดนาม และได้พยายามสร้างความมั่นอกมั่นใจต่อประชาคมโลกว่า สถานการณ์เลวร้ายในเมืองไทยได้ผ่านพ้นไปแล้ว

อีกด้านหนึ่ง อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ดูเหมือนจะพยายามใช้สื่อต่างประเทศและเวทีขององค์กรระหว่างประเทศ เพื่อการสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง หลังจากรัฐบาลชุดนี้บอกว่า คุณทักษิณเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย

คอลัมน์กระบวนทรรศน์ในวันนี้ จะมาย้อนดูยุทธศาสตร์การต่างประเทศของคุณทักษิณ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ยุทธศาสตร์การต่างประเทศของทักษิณในอดีต
ถ้ามองย้อนกลับไปในรัฐบาลทักษิณ ต้องยอมรับว่า มีนโยบายต่างประเทศในเชิงรุกมากทีเดียว ในสมัยนั้น มีความคิดริเริ่มขึ้นมาใหม่ๆ เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ FTA ในสมัยนั้น มีการเจรจา FTA มากมายทั้งกับสหรัฐ ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ ตอนที่จัดประชุมสุดยอด APEC ในปี 2003 ตอนนั้น ประเทศไทยโดดเด่นขึ้นมา ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นในเวทีพหุภาคีอย่างเช่น APEC หรือ ACD ที่คุณทักษิณผลักดันขึ้นมา เพื่อที่จะให้เป็นเวทีเพื่อการหารือทั้งทวีป โดยไทยเสนอที่จะเป็น core ของเวทีเหล่านี้ ยังมีเวทีอนุภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็น ACMECS หรือ BIMSTEC เกิดขึ้นในยุคนี้ ดังนั้น ผมมองว่า ความคิดริเริ่มเหล่านี้ดีมาก และดีกว่าในสมัยรัฐบาลก่อนๆ

แต่ในที่สุด ความคิดริเริ่มเหล่านี้ ถ้าเราจะประเมินว่า คนไทยได้อะไรจากความคิดริเริ่มเหล่านี้ คำตอบก็คือ คนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อะไร เพราะมีเรื่องของปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง

จริงๆ แล้วนโยบายต่างประเทศ ต้องตั้งอยู่บนหลักการของผลประโยชน์แห่งชาติ หรือ national interest อันนี้เป็นพื้นฐานที่นักการทูต หรือทุกคนที่เรียนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ต้องยึดเป็นหลัก แต่มันมีคำถามเกิดขึ้นในสมัยนั้น ในสมัยคุณทักษิณว่า นโยบายต่างประเทศทำไปเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติหรือไม่ หรือทำไปเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่ม หรือของตน

เนื่องจากมีเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้นมามาก ทำให้ผมประเมินว่า นโยบายต่างประเทศของคุณทักษิณ สอบไม่ผ่าน ในเรื่องของความสำเร็จ

ยุทธศาสตร์การต่างประเทศของทักษิณในปัจจุบัน
ในปัจจุบัน มีเหตุการณ์ต่างๆ ผ่านมาหลายเหตุการณ์ หลังจากได้มีการทำรัฐประหารในปี 2549 แล้ว ก็เกิดรัฐบาลต่างๆ ขึ้นมา มีรัฐบาลหลังจากการทำรัฐประหาร ในยุคนั้น แน่นอนว่า ในสายตาต่างชาติมองว่า การทำรัฐประหาร เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามครรลองของประชาธิปไตย ฉะนั้น ในช่วงนั้น คุณทักษิณจึงได้รับความเห็นใจจากประชาคมโลก

ในช่วงนั้น การทูตไทยก็เดินลำบาก ต่างชาติ โดยเฉพาะตะวันตก ไม่ยอมรับรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร เป็นรัฐบาลเผด็จการ อย่างอเมริกา หยุดหมด การเยือน การติดต่อ การเจรจา FTA หยุดหมด เช่นเดียวกับยุโรป เช่นเดียวกับญี่ปุ่น หยุดหมด นี่เป็นผลกระทบที่มาจากกระทำรัฐประหาร

หลังจากนั้น เมื่อเรามีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีรัฐบาลคุณสมัคร รัฐบาลคุณสมชาย จนมาถึงรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์
แต่หลังจากนั้น ก็เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวาย ทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง คุณทักษิณก็มีบทบาทอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง
ผมคิดว่า ในสายตาของประชาคมโลก ก็จับตามองตรงนี้อยู่ แต่คุณทักษิณก็พยายามอย่างมาก ในการให้ข้อมูลกับสื่อต่างประเทศ เพื่อที่จะโน้มน้าวให้สื่อต่างประเทศ สนับสนุนแนวคิดของคุณทักษิณ การต่อสู้ของคุณทักษิณ และการต่อสู้ของกลุ่มเสื้อแดง

เราจึงเห็นว่า ในช่วงหลังๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์เดือน พฤษภาคม ที่ผ่านมา เห็นชัดเลยว่า สื่อต่างประเทศลงข่าวที่ไม่เป็นกลาง และมีข้อมูลที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริง ตัวอย่างเช่น มีหนังสือพิมพ์ตะวันตกฉบับหนึ่ง ลงข่าวว่า คุณอภิสิทธิ์ เป็น “unelected Prime Minister” คือ แปลเป็นไทยว่า “คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” นี่คือตัวอย่าง สื่อตะวันตกแบบนี้มีเยอะ ทั้ง CNN และอะไรต่อมิอะไร ที่ให้ข่าวบิดเบือน และไม่เป็นกลาง ซึ่งการลงข่าวแบบนี้ ก็เป็นผลบวกกับคุณทักษิณ สร้างความชอบธรรมให้กับการต่อสู้ของคุณทักษิณและกลุ่มเสื้อแดง

ผมคิดว่า คุณทักษิณมียุทธศาสตร์ที่ลึกล้ำและแหลมคมในการโน้มน้าว lobby สื่อต่างชาติให้เห็นมาในแนวนี้
คำถามสำคัญที่ตามมาคือ สัญญาณของประชาคมโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศมหาอำนาจ ว่ามีความมั่นใจกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ในระดับไหน?

คำตอบของผมก็คือ เราต้องแยกแยะ ระหว่างสื่อตะวันตก กับรัฐบาลตะวันตก ผมคิดว่า สื่อตะวันตกค่อนข้างจะ bias และบิดเบือนข้อเท็จจริงพอสมควร ในเรื่องการรายงานข่าวเกี่ยวกับประเทศไทย แต่สำหรับรัฐบาลตะวันตก การที่จะมีท่าทีอย่างไร จะต้องตั้งอยู่บนผลประโยชน์แห่งชาติของเขา ดังนั้น ในแง่ผลประโยชน์แห่งชาติ เขาก็ต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลไทย เพราะฉะนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ผมว่าไม่น่ามีปัญหา ผมมองว่า เขาจะยังคงสนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์ต่อไป เพราะมองในเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติ

ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลอภิสิทธิ์กับรัฐบาลต่างๆ ทั่วโลก น่าจะยังคงดีอยู่ แต่ว่าทางฝ่ายคุณทักษิณก็พยายามที่จะ mobilize ที่จะ lobby สื่อต่างชาติต่างๆ เพื่อที่จะโน้มน้าว ให้เกิด world public opinion เสียงของประชาคมโลก ที่จะมาสนับสนุนแนวทางของคุณทักษิณ ซึ่งอันนี้ เป็นเกมที่คุณทักษิณกำลังเดินอยู่ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ลำบากมากขึ้น

ผมมองว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลอภิสิทธิ์ ช้าเกินไป ในการตอบโต้กับข้อมูลต่างๆ หรือการลงข่าวต่างๆ ที่บิดเบือนเกี่ยวกับสถานการณ์ในไทย ผมคิดว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ทำน้อยเกินไป ทำช้าเกินไป มันไม่ทันการณ์

ยุทธศาสตร์การต่างประเทศของไทยในอนาคต
นโยบายต่างประเทศของไทยในอนาคต ปัญหาเฉพาะหน้าของเราคือ เรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา อันนี้ก็คงจะต้องทำหลายอย่าง ต้องแก้ปัญหาการเมืองภายใน ต้องเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย การเลือกตั้ง การปรองดอง
แต่ทำแค่นี้ มันไม่พอ สิ่งที่ขาดหายไปสำหรับนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลอภิสิทธิ์คือ นโยบายในเชิงรุก เราต้องมีนโยบายในเชิงรุก ในเรื่องของทูตสาธารณะ public diplomacy คือต้องชี้แจง ต้องเข้าถึงสื่อ ต้องตอบโต้ทันควัน ต้องรุก แต่ปัจจุบัน มันเป็นนโยบายในเชิงรับหมด อันนี้เป็นจุดอ่อนสำคัญ

นอกจากการสร้างความเชื่อมั่นแล้ว ก็ต้องมีนโยบายอื่นๆ ที่จะต้องเป็นนโยบายในเชิงรุกด้วย คือจริงๆ แล้ว ความเชื่อมั่นไม่ใช่เรื่องเดียวในนโยบายต่างประเทศ เรายังจะต้องฟื้นฟู กระชับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน กับอาเซียน บทบาทไทยในอาเซียนจะเป็นอย่างไร แล้วกับมหาอำนาจ สิ่งเหล่านี้ เราหยุดนิ่งมานานหลายปีแล้ว ผมว่า เราต้องรีบเดินหน้า ถึงแม้จะมีความยากลำบาก เพราะขณะนี้ รัฐบาลก็กำลังยุ่งอยู่กับเรื่องการเมืองภายใน จนไม่มีเวลาคิดริเริ่ม และมีนโยบายในเชิงรุกทางด้านนโยบายต่างประเทศ แต่ว่า มันก็เป็นสิ่งที่จะต้องทำให้ได้

ยุทธศาสตร์การค้าของสหรัฐต่อเอเชีย ปี 2010

ยุทธศาสตร์การค้าของสหรัฐต่อเอเชีย ปี 2010
ตีพิมพ์ในสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ปีที่ 57 ฉบับที่ 39 วันศุกร์ที่ 18 - วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2553

เมื่อเร็วๆ นี้ Ron Kirk ผู้แทนการค้าของสหรัฐ หรือ USTR ได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม U.S.- Asia Pacific Council ครั้งที่ 7 ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี โดยมีหัวข้อเป็นภาษาอังกฤษว่า “U.S. – Asia Pacific Relations : Transition in the New Era” เนื้อหาของสุนทรพจน์เป็นการประกาศยุทธศาสตร์การค้าของสหรัฐต่อภูมิภาคล่าสุด คอลัมน์โลกทรรศน์ในวันนี้ จะสรุปและวิเคราะห์สุนทรพจน์ดังกล่าว ดังนี้

ยุทธศาสตร์การค้าของรัฐบาลโอบามา
ในตอนต้นของสุนทรพจน์ Kirk ได้ฉายภาพให้เห็นถึงยุทธศาสตร์และนโยบายการค้าในภาพใหญ่ของรัฐบาลโอบามา
เมื่อ 2 -3 เดือนที่แล้ว ประธานาธิบดีโอบามาได้ผลักดันแนวนโยบายในการขยายการค้า โดยมีการลงนามในเอกสารที่มีชื่อว่า National Export Initiative ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่เคยทำมาก่อน โดยจะมีการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรลุเป้าหมายที่จะเพิ่มการส่งออกของสหรัฐให้เป็นสองเท่าภายในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยสำนักงานผู้แทนการค้าของสหรัฐ หรือ USTR ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการเพื่อแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ

Kirk ได้อ้างตัวเลขว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2009 การส่งออกของสหรัฐได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ

ยุทธศาสตร์การค้าต่อเอเชีย
ต่อมา ในสุนทรพจน์ได้กล่าวให้เห็นถึงยุทธศาสตร์การค้าของสหรัฐต่อเอเชีย โดยได้บอกว่า เมื่อปีที่แล้ว ตอนที่โอบามาเดินทางมาเยือนเอเชียเป็นครั้งแรก โอบามาได้เน้นว่า สหรัฐเป็นประเทศแปซิฟิค หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Pacific Nation และโอบามาได้ผลักดันวาระที่จะรื้อฟื้นการเป็นผู้นำของสหรัฐในภูมิภาค

สำหรับในด้านการค้านั้น Kirk ได้กล่าวอ้างตัวเลขว่า กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกของสหรัฐ ได้ส่งออกมายังภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค

ได้มีการคาดการณ์กันว่า ในทศวรรษหน้า การเจริญเติบโตในการค้าขายและการบริโภคจะมากระจุกตัวอยู่ที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออก ดังนั้น สหรัฐจะต้องทำให้นักธุรกิจและแรงงานสหรัฐมีช่องทางที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคด้วย



APEC
Kirk ได้กล่าวว่า ยุทธศาสตร์หลักของสหรัฐคือ การใช้เวที APEC ในการขยายโอกาสทางการค้าของสหรัฐ
โดยในปี 2010 นี้ ญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด APEC ที่โยโกฮามา ในช่วงปลายปี ดังนั้น สหรัฐกำลังร่วมมือกับฝ่ายญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด ในการที่จะทำให้ผลการประชุมสุดยอดในปีนี้ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะเป็นการเตรียมทางสำหรับการประชุมสุดยอดในปี 2011 ที่สหรัฐจะเป็นเจ้าภาพจัดที่ฮาวาย ซึ่งจะต้องมีผลการประชุมที่โดดเด่น

สำหรับมาตรการต่างๆ ที่สหรัฐจะผลักดันใน APEC ในปี 2010 และ 2011 มีดังนี้
- ผลักดันประเด็นด้านการค้าและการลงทุน โดยรวมถึงเรื่องการกำจัดอุปสรรคทางด้านการค้า ที่เป็นอุปสรรคทางเทคนิคและอุปสรรคในด้านมาตรฐานสินค้า
- ผลักดันมาตรการที่จะทำให้การค้าในภูมิภาค มีค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมที่ถูกลง ง่ายขึ้น และรวดเร็วขึ้น คือการทำให้การค้าไหลเวียนสะดวกขึ้น โดยจะต้องมีการขจัดอุปสรรคของการไหลเวียนของสินค้าใน supply chain หรือ โซ่ห่วงการผลิต และปรับปรุงความโปร่งใส และการเข้าถึงข้อมูลในด้านศุลกากร
- ขจัดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนในการค้าและบริการที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม

Kirk ตอกย้ำว่า ในปี 2011 สหรัฐจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอด APEC ดังนั้น สหรัฐจะใช้โอกาสทองดังกล่าวในการแสดงให้เห็นว่า อเมริกาจริงจังที่จะเล่นบทบาทอย่างแข็งแกร่งและอย่างสร้างสรรค์ในภูมิภาค การประชุมสุดยอด APEC 2011 จึงมีความสำคัญทั้งในแง่สัญลักษณ์และในแง่ของเนื้อหา

Trans - Pacific Partnership (TPP)
หัวใจของยุทธศาสตร์การค้าของสหรัฐต่อเอเชีย คือ การผลักดัน FTA ในกรอบ Trans - Pacific Partnership (TPP) หรือ TPP โดย Kirk กล่าวว่า สหรัฐกำลังวางแผนในเรื่องนี้ ประธานาธิบดีโอบามาต้องการผลักดันการจัดทำ FTA ในกรอบ TPP สหรัฐมุ่งเป้าว่าจะมีการจัดทำข้อตกลงการค้าอย่างเป็นทางการในกรอบ TPP โดยสหรัฐหวังว่า ในที่สุด TPP จะกลายเป็น FTA ที่ใหญ่ที่สุดและมีพลวัตรมากที่สุดในประวัติศาสตร์ TPP จะกลายเป็นข้อตกลงการค้าที่สมบูรณ์แบบที่สุดในศตวรรษที่ 21 และ TPP จะให้ประโยชน์ต่อสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างงาน บูรณาการบริษัทธุรกิจของสหรัฐในห่วงโซ่การผลิตในภูมิภาค นอกจากนี้ TPP จะเปิดโอกาสให้กับกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ในสหรัฐ รวมทั้งจะมีการปกป้องแรงงานและสิ่งแวดล้อมด้วย

สหรัฐได้เริ่มเจรจากับประเทศในกรอบ TPP อีก 7 ประเทศ เมื่อเดือนมีนาคมไปแล้ว การเจรจารอบใหม่จะมีขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้

บทวิเคราะห์
ผมมองว่า ยุทธศาสตร์การค้าของสหรัฐในภูมิภาค คือ การใช้ TPP ในกรอบของ APEC เป็นแกนกลางสำคัญของการทำ FTA ในภูมิภาค โดยจะค่อยๆ ขยายจำนวนสมาชิกออกไปเรื่อยๆ จนในที่สุด จะบรรลุเป้าหมายที่สหรัฐได้ตั้งไว้ คือ TPP จะกลายเป็น Free Trade Area of the Asia - Pacific (FTAAP) สหรัฐคงได้บทเรียนว่า ถ้าจะจัดตั้ง FTA ทั้งภูมิภาค อาจจะลำบาก ดังนั้น จึงหันมาใช้ยุทธศาสตร์ใหม่ คือ เริ่มจากไม่กี่ประเทศก่อน แล้วค่อยขยายออกไป

ผมมองว่า วาระซ่อนเร้นของสหรัฐในการผลักดัน FTA ในกรอบ TPP คือ สหรัฐกลัวการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียตะวันออกโดยไม่มีสหรัฐ และกลัวว่าอิทธิพลทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะตกต่ำลงไปเรื่อยๆ คือ มีแนวโน้มของการรวมตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกรอบ อาเซียน+3 ซึ่งอาจพัฒนาไปเป็นประชาคมเอเชียตะวันออก โดยไม่มีสหรัฐรวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้ง FTA อาเซียนกับประเทศคู่เจรจาหลายประเทศ อาทิ FTA อาเซียน-จีน FTA อาเซียน-ญี่ปุ่น ซึ่ง FTA เหล่านี้ไม่มีสหรัฐรวมอยู่ด้วย

ดังนั้น สหรัฐจึงต้องพยายามป้องกันไม่ให้เกิดการรวมกลุ่มของประเทศในเอเชียตะวันออก ขณะเดียวกัน ก็ผลักดันการรวมกลุ่มโดยมีสหรัฐเป็นแกน และผลักดัน FTA โดยมีสหรัฐเป็นแกนในกรอบ TPP