วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2557

วิกฤติยูเครน


ตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 20 มีนาคม 2557


ขณะนี้วิกฤตการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในโลกคือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศยูเครน และได้ลุกลามดึงเอารัสเซียและตะวันตกเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย คอลัมน์กระบวนทรรศน์ในวันนี้ จะวิเคราะห์ที่มาที่ไปของวิกฤตินี้ รวมทั้งท่าทีของมหาอำนาจต่างๆที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนี้

               วิกฤติยูเครน

               ประวัติศาสตร์ของประเทศยูเครน ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 9 โดยได้มีการจัดตั้งรัฐของชาวสลาฟ โดยมีเมืองหลวงอยู่ที่กรุง Kiev ที่จริงแล้วชาวยูเครนกับชาวรัสเซียก็เป็นชาวสลาฟด้วยกัน และยูเครนก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ เรื่อยมาจนถึงในสมัยสหภาพโซเวียต อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 1991 ยูเครนได้แยกตัวออกมาเป็นประเทศเอกราชจากรัสเซีย มีประชากร 45 ล้านคน

               แต่ในช่วง 20 ปี ที่ผ่านมา ยูเครนก็ประสบกับปัญหาต่างๆมากมาย สถาบันทางการเมืองอ่อนแอไม่เป็นประชาธิปไตย การปฏิรูปและพัฒนาเศรษฐกิจมีปัญหา รวมทั้งปัญหาคอรัปชั่นและการผูกขาดอำนาจ นอกจากนี้ยังมีปัญหาใหญ่ในเรื่องเชื้อชาติ โดยทางตะวันตกของยูเครน ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวยูเครนและนิยมตะวันตก ส่วนทางตะวันออกและทางใต้ของประเทศ คนส่วนใหญ่มีเชื้อสายรัสเซีย และอยากจะกลับไปรวมกับรัสเซีย

               ปี 2010 Yanukovich ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ด้วยการหาเสียงชูนโยบายที่จะกลับไปใกล้ชิดกับรัสเซีย อย่างไรก็ตาม รัฐบาล Yanukovich  ได้ถูกกล่าวหาจากฝ่ายต่อต้านว่า ผูกขาดอำนาจและมีการคอรัปชั่นกันอย่างกว้างขวาง แต่ประเด็นที่นำไปสู่การต่อต้านครั้งใหญ่คือ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างยูเครนกับสหภาพยุโรป หรือ EU โดยได้มีการเจรจข้อตกลงทางเศรษฐกิจซึ่งมีลักษะเป็น FTA ระหว่างยูเครนกับ EU ซึ่งตอนแรกกำหนดจะลงนามในข้อตกลงดังกล่าวในช่วงปลายปีที่แล้ว แต่รัสเซียได้ออกมาคัดค้านและกดดันอย่างหนัก ทำให้ Yanukovich ยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว

               การตัดสินใจดังกล่าวได้ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาล ซึ่งฝ่ายต่อต้านก็เป็นชาวยูเครนนิยมตะวันตก รัฐบาล Yanukovich ได้ใช้มาตรการรุนแรงในการปราบปรามฝ่ายต่อต้าน ซึ่งในที่สุด Yanukovich ได้ถูกบีบให้เดินทางออกนอกประเทศ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่หลังจากนั้น ก็เกิดสุญญากาศแห่งอำนาจ ชาวยูเครนกลุ่มนิยมตะวันตกกับกลุ่มที่นิยมรัสเซียก็ขัดแย้งกันอย่างหนัก โดยเฉพาะที่คาบสมุทรไครเมีย ที่อยู่ทางตอนใต้ของยูเครน ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นชาวรัสเซีย เกิดเหตุการณ์จลาจล ต่อมาปูตินผู้นำรัสเซียได้ตัดสินใจส่งกำลังทหารเข้าไปในไครเมีย โดยอ้างว่าเพื่อปกป้องชาวรัสเซียในไครเมีย

               สำหรับประวัติความเป็นมาของไครเมียนั้น รัสเซียได้ครอบครองไครเมียมานานกว่า 200 ปี โดยได้ผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ในปี 1783 อย่างไรก็ตาม ในปี 1954 ในสมัยของสตาลิน สหภาพโซเวียตได้โอนไครเมียไปอยู่เป็นส่วนหนึ่งของยูเครน อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ในไครเมียเป็นชาวรัสเซียถึง 60 % โดยมีชาวยูเครนเพียง 24 %

               ไครเมียมีสถานะเป็นสาธารณรัฐที่เป็นเขตปกครองตนเอง มีการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา และมีนายกรัฐมนตรี ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายที่ Kiev สภาของไครเมียและนายกรัฐมนตรี Sergei Aksyonov ซึ่งต้องการให้ไครเมียกลับไปรวมกับรัสเซีย ได้จัดให้มีการลงประชามติ ซึ่งผลการทำประชามติก็ออกมาว่า ชาวไครเมียส่วนใหญ่ซึ่งก็เป็นชาวรัสเซีย ต้องการที่จะให้ไครเมียกลับไปรวมกับรัสเซีย อย่างไรก็ตามรัฐบาลยูเครนคัดค้านการทำประชามติโดยบอกว่าไม่ถูกกฏหมาย เช่นเดียวกับตะวันตก ก็ไม่ยอมรับกับผลการลงประชามติเช่นกัน

               สำหรับรัสเซียซึ่งมีกองกำลังทหารอยู่ในไครเมีย และมีฐานทัพเรือใหญ่ที่เมือง Sevastopol ถือเป็นฐานทัพเรือใหญ่ของรัสเซียในทะเลดำ โดยปูตินก็ได้รับไฟเขียวจากสภาของรัสเซียให้ส่งทหาร

เข้าไปไครเมียและยูเครนได้ โดยรัสเซียมองว่า การโค่นรัฐบาล Yanukovich เป็นการทำรัฐประหารเงียบ และมองว่า รัสเซียมีความชอบธรรมที่จะส่งทหารเข้าไปเพื่อปกป้องชาวรัสเซียในยูเครนและไครเมีย

               บทวิเคราะห์

·      รัสเซีย

สถานการณ์ในยูเครนมีลักษณะเป็นเกมการเมืองระหว่างประเทศ เป็นการต่อสู้ทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างรัสเซียกับตะวันตก

รัสเซียมองว่าตะวันตก โดยมีสหรัฐเป็นผู้นำ กำลังมียุทธศาสตร์ปิดล้อมรัสเซีย และลดอิทธิพลของรัสเซีย โดยการดึงเอาประเทศยุโรปตะวันออกมาเป็นสมาชิกนาโต้และ EU และต้องการขยายอิทธิพล

ของตะวันตก เข้าไปยังเขตอิทธิพลเดิมของรัสเซีย คือในยุโรปตะวันออก คาบสมุทรบอลข่าน เทือกเขาคอเคซัส และเอเชียกลาง

จริงๆแล้ว รัสเซียได้ส่งสัญญาณในเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2008 ตอนที่เกิดสงครามระหว่างรัสเซียกับจอร์เจีย สงครามในครั้งนั้น เป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า รัสเซียต้องการกลับมาเป็นอภิมหาอำนาจทางทหารอีกครั้งหนึ่ง และรัสเซียได้แสดงให้เห็นเป็นบทเรียนชัดว่า อะไรจะเกิดขึ้นสำหรับประเทศที่ตีตัวออกห่างจากรัสเซีย สงครามรัสเซีย-จอร์เจียในครั้งนั้น ตะวันตกก็ทำอะไรรัสเซียไม่ได้ เพราะไม่กล้าเผชิญหน้าทางทหารกับรัสเซีย รัสเซียก็ยิ่งได้ใจ และครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน การที่รัสเซียเข้าแทรกแซงยูเครนและไครเมีย รัสเซียก็รู้ดีว่าตะวันตกคงไม่กล้าทำอะไร นอกจากการออกนโยบายคว่ำบาตรซึ่งก็จะไม่มีผลอะไร

อีกเรื่องหนึ่งที่รัสเซียไม่พอใจตะวันตกและสหรัฐเป็นอย่างมากคือ ความพยายามที่จะให้จอร์เจียและยูเครนเข้าไปเป็นสมาชิกนาโต้

รัสเซียรู้ดีว่า ตะวันตกกำลังดึงประเทศอดีตสหภาพโซเวียตไปเป็นสมาชิก EU และนาโต้ รัสเซียจึงมีแผนที่จะดึงประเทศเหล่านี้ไว้ ด้วยการเสนอแผนจัดตั้ง Eurasian Union ซึ่งจะมีสมาชิกประกอบด้วย

ประเทศอดีตสหภาพโซเวียต เช่น อาเมเนีย เบรุส คาซัคสถาน และยูเครน แต่การที่ยูเครนจะไปทำ FTA กับ EU ก็จะทำให้แผนการนี้เสียหาย รัสเซียจึงออกมาคัดค้านอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ยูเครนก็มีความสำคัญทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย เพราะท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียไปยุโรป 80% ต้องผ่านยูเครน นอกจากนี้ ทางด้านการทหาร ยูเครนก็เป็นรัฐกันชน และเป็นที่ตั้งฐานทัพเรือใหญ่ที่ไครเมีย

รัสเซียมองว่า การที่ตะวันตกสนับสนุนให้โคโซโวประกาศเอกราชแยกตัวออกจากเซอร์เบียในปี 2008 ก็เป็นอีกยุทธศาสตร์หนึ่งในการลดอิทธิพลของรัสเซียในคาบสมุทรบอลข่าน และถ้าตะวันตกสนับสนุนให้โคโซโวประกาศเอกราชได้ รัสเซียก็มีความชอบธรรม ที่จะสนับสนุนให้ไครเมียประกาศเอกราช และกลับมารวมกับรัสเซียได้เช่นกัน

·      ตะวันตก

สำหรับตะวันตกและสหรัฐนั้น ยุทธศาสตร์หลักคือการปิดล้อมรัสเซีย แต่ในกรณีของยูเครนและไครเมีย ในที่สุด ตะวันตกก็คงจะไม่สามารถทำอะไรรัสเซียได้ EU เองก็ต้องซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียเป็นจำนวนมหาศาล EU นำเข้าน้ำมันจากรัสเซียถึง 1 ใน 3 และนำเข้าก๊าซธรรมชาติถึง 40 % ของการนำเข้าทั้งหมด  ขณะนี้  EU และ สหรัฐ กำลังกำหนดมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียอยู่ แต่ก็คงจะไม่ได้ผล

อะไร อย่างมาก ก็อาจจะมีมาตรการอายัตทรัพย์สินบัญชีเงินฝากของ Yanukovich และคนใกล้ชิด และการห้ามเข้าประเทศตะวันตก แต่ถ้าจะมีมาตรการที่รุนแรงไปกว่านี้ หลายประเทศใน EU ก็คงจะไม่เห็นด้วย เพราะกลัวจะกระทบต่อแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย

ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับตะวันตกครั้งใหม่นี้ นำไปสู่คำถามใหญ่ที่ว่า โลกจะเข้าสู่สงครามเย็นภาค 2 หรือไม่ ซึ่งคำตอบของผมก็คือ คงจะยังไม่ใช่สงครามเย็นภาค 2 อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับตะวันตกมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้โลกเข้าใกล้สงครามเย็นภาคใหม่ขึ้นไปทุกที