วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ยุทธศาสตร์สหรัฐปี 2014

ตีพิพม์หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 30 ตุลาคม 2557

เมื่อเร็วๆนี้ ประธานาธิบดี Barack Obama ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่สมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ประกาศยุทธศาสตร์สหรัฐล่าสุด คอลัมน์กระบวนทรรศน์ในวันนี้ จะสรุปวิเคราะห์สุนทรพจน์ดังกล่าวดังนี้
รัสเซีย
สถานการณ์โลกขณะนี้ Obama มองว่ามี 2 เรื่องใหญ่ ที่เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐ เรื่องแรกคือ พฤติกรรมของรัสเซีย โดยเฉพาะในกรณีการผนวกคาบสมุทรไครเมีย และความตึงเครียดทางตะวันออกของยูเครน
Obama มองว่า ในอดีต นับตั้งแต่มีการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ ได้มีกติกาโลกเกิดขึ้นว่า ประเทศหนึ่งจะไปยึดครองอีกประเทศหนึ่งไม่ได้ แต่พฤติกรรมของรัสเซียในวิกฤตยูเครน ได้ท้าทายกติกาโลกดังกล่าว การผนวกไครเมียเป็นของรัสเซีย ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐบาลยูเครน นอกจากนี้ รัสเซียยังสนับสนุนฝ่ายกบฏทางตะวันออกของยูเครน ก่อให้เกิดความรุนแรงและมีผู้เสียชีวิตหลายพันคน
รัสเซียกำลังจะเปลี่ยนกติกาโลกว่า การใช้อำนาจทางทหารเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และประเทศหนึ่งสามารถยึดครองอีกประเทศหนึ่งได้ จุดยืนของสหรัฐตรงข้ามกับรัสเซีย สหรัฐยึดมั่นในหลักการว่า ประเทศใหญ่ไม่ควรรังแกประเทศเล็ก ดังนั้น สหรัฐและพันธมิตรจึงสนับสนุนประชาชนชาวยูเครน ที่ต้องการพัฒนาประชาธิปไตยและเศรษฐกิจ สหรัฐจะกระชับพันธมิตรนาโต้ และจะยึดมั่นในหลักการการป้องกันร่วมกัน โดยจะลงโทษรัสเซียในฐานะผู้รุกราน
               Obama มองว่า ทางออกวิกฤตยูเครนคือ ข้อตกลงหยุดยิง และหากรัสเซียยอมเดินตามแนวทางนี้ สหรัฐจะยกเลิกการคว่ำบาตรรัสเซีย และจะต้อนรับรัสเซียให้กลับมามีบทบาทในการจัดการกับปัญหาโลกร่วมกัน  แต่ขณะนี้ ยังไม่มีความแน่นอนว่า สหรัฐกับรัสเซีย จะแก้ไขปัญหานี้ร่วมกันได้หรือไม่ หรือว่าสหรัฐกับรัสเซียจะกลับกลายเป็นศัตรูกันเหมือนในอดีต
               นั่นคือสุนทรพจน์ของ Obama ซึ่งผมขอวิเคราะห์ว่า การผนวกไครเมียของรัสเซียถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบโลก โดยผมขอเรียกว่า ระเบียบโลกในยุคหลังการผนวกไครเมีย ซึ่งระเบียบโลกใหม่นี้ ตะวันตก โดยมีสหรัฐเป็นผู้นำ กลับมาขัดแย้งกับรัสเซียอย่างชัดเจน คล้ายๆกับสมัยสงครามเย็น และรัสเซียได้เปลี่ยนกติกาโลกใหม่ คือประเทศใหญ่สามารถใช้กำลังทางทหารยึดครองดินแดนของประเทศเล็กได้
แต่หากจะวิเคราะห์ว่า อะไรเป็นสาเหตุทำให้รัสเซียมีพฤติกรรมเช่นนี้ ผมขอตอบว่า สหรัฐและตะวันตกไม่เคยโทษตัวเอง แต่จริงๆแล้ว ต้นตอของปัญหา ก็มาจากสหรัฐและตะวันตกนั่นเอง ตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต สหรัฐพยายามขยายอิทธิพลเข้าครองงำเขตอิทธิพลเดิมของสหภาพโซเวียต สหรัฐมียุทธศาสตร์ชัดเจน คือการปิดล้อมรัสเซีย สกัดกั้นการขยายอิทธิพลของรัสเซีย และพยายามจะกดรัสเซียไว้ ต้นตอของวิกฤตมาจากเหตุการณ์ในปี 2006 ที่สหรัฐได้เชิญยูเครนเข้ามาเป็นสมาชิกนาโต้ ซึ่งทำให้รัสเซียไม่พอใจมาก ปูตินจึงมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า จะรื้อฟื้นความยิ่งใหญ่ของรัสเซีย และจะไม่ยอมให้สหรัฐและตะวันตกมาปิดล้อมรัสเซียอีกต่อไป
               นอกจากนั้น จริงแล้วๆ รัสเซียก็ไม่ได้เป็นประเทศแรก ที่ละเมิดกติกาโลกที่บอกว่า ประเทศใหญ่จะไม่รุกรานประเทศเล็กโดย 10 ปีที่แล้ว สหรัฐนั่นแหละที่เป็นประเทศแรก ที่ฉีกกติกาโลกที่ตัวเองสร้างขึ้นมา โดยส่งทหารบุกยึดอัฟกานิสถานในปี 2001 และบุกยึดอิรักในปี 2003 ดังนั้น เมื่อผมอ่านสุนทรพจน์ของ Obama ที่บอกว่าสหรัฐไม่สนับสนุนประเทศใหญ่ให้รังแกประเทศเล็ก จึงฟังดูแล้วรู้สึกว่า เป็นเรื่องตลก
               การก่อการร้ายสากล
               ภัยคุกคามสหรัฐ นอกจากรัสเซียแล้ว ก็เป็นกลุ่มก่อการร้ายสากล ซึ่งได้ฟื้นคืนชีพและลุกลามบานปลายไปทั่วตะวันออกกลาง
               Obama ได้กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา สหรัฐได้ดำเนินสงครามต่อต้านการก่อการร้าย โดยเฉพาะต่อกลุ่ม al Qaeda ได้มีการสังหารผู้นำและทำลายฐานที่มั่น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสหรัฐจะสามารถลดบทบาทกลุ่ม al Qaeda ได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ได้เกิดกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มใหม่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ Obama ได้เสนอให้ประชาคมโลกร่วมกับสหรัฐ ในการจัดการกับกลุ่มก่อการร้าย โดยมียุทธศาสตร์4 ประการด้วยกัน
               ประการแรก กลุ่มก่อการร้ายกลุ่มใหม่ที่มีช่อว่า Isis หรือ IS (Islamic State)  จะต้องถูกทำลาย กลุ่มนี้กำลังปฏิบัติการก่อการร้ายในอิรักและซีเรีย สหรัฐจะร่วมกับแนวร่วมในการทำลายกลุ่มดังกล่าว โดยจะสนับสนุนชาวอิรักและซีเรีย จะใช้การโจมตีทางอากาศโจมตีกลุ่ม IS สนับสนุนกองกำลังในการต่อการกลุ่มก่อการร้าย ตัดเส้นทางการเงิน และป้องกันไม่ให้มีสมาชิกเข้าร่วมกับกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น ตอนนี้มีกว่า 40 ประเทศแล้ว ที่เข้าร่วมเป็นแนวร่วมกับการดำเนินการดังกล่าว
               ประการที่สอง ประชาคมโลกโดยเฉพาะชุมชนชาวมุสลิมจะต้องปฏิเสธอุดมการณ์ al Qaeda และ IS โดยจะต้องมีการยับยั้งการบิดเบือนศาสนาที่มอมเมาเยาวชนชาวมุสลิม ให้เกิดความเกลียดชังต่อคนที่นับถือศาสนาอื่น จะต้องมีการตัดเส้นทางการเงิน และจะต้องมีการต่อสู้ทางอุดมการณ์ ทั้งในอินเตอร์เน็ตและโซเซียลมีเดีย คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติกำลังจะมีข้อมติ ให้รัฐสมาชิกต่อต้านอุดมการณ์หัวรุนแรง โดยจะมีมาตรการต่างๆออกมา อาทิ มาตรการหยุดยั้งการสอนศาสนาที่บิดเบือน และส่งเสริมสถาบันและโครงการที่จะสร้างความเข้าใจต่อกันแม้ว่าจะต่างศาสนากัน
               ประการที่สาม ประชาคมโลกจะต้องหาหนทางยุติความขัดแย้งทางศาสนา ระหว่างนิกายสุหนี่และชีอะห์ ที่กำลังลุกลามไปทั่วตะวันออกกลาง
               และประการสุดท้าย ประการที่สี่ โลกมุสลิม จะต้องให้ความสำคัญกับเยาวชน จะต้องมีการสร้างประชาสังคมที่แท้จริงให้เกิดขึ้น โดยประชาชนสามารถมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกเช่นนี้ จะไม่ขัดแย้งกับความเชื่อทางศาสนา Obama ได้ยกตัวอย่างมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศมุสลิมที่กำลังพัฒนาประเทศไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศมุสลิม แต่ก็กำลังพัฒนาไปเป็นประเทศประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ
               สำหรับบทบาทของสหรัฐนั้น จะช่วยสร้างความร่วมมือในการต่อต้านการก่อการร้าย ส่งเสริมการต่อต้านอุดมการณ์หัวรุนแรง หาหนทางยุติความขัดแย้งระหว่าง 2 นิกาย และสนับสนุนการสร้างประชาสังคมสร้างผู้ประกอบการ การศึกษาสำหรับเยาวชนรุ่นใหม่ ร่วมทั้งสร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์
               นั่นคือสุนทรพจน์ของ Obama ซึ่งผมขอวิเคราะห์ว่ายุทธศาสตร์การแก้ปัญหาการก่อการร้ายของ Obamaล่าสุด ไม่ได้แตกต่างกับยุทธศาสตร์ที่เคยประกาศในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา แต่ในทางปฏิบัติสหรัฐก็ไม่สามารถทำตามยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้ได้ ในที่สุด สิ่งที่สหรัฐทำมาตลอดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คือยุทธศาสตร์การทำลายล้างและการใช้กำลังในการแก้ไขปัญหา สงครามอุดมการณ์ สหรัฐก็ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
               สหรัฐไม่เคยยอมรับว่า รากเหง้าของปัญหาส่วนหนึ่ง มาจากพฤติกรรมของสหรัฐนั่นเอง โดยเฉพาะพฤติกรรมการครองความเป็นเจ้าของสหรัฐ นโยบายของสหรัฐในตะวันออกกลาง การยึดครองอิรักและอัฟกานิสถาน และการลำเอียงเข้าข้างอิสราเอล พฤติกรรมของสหรัฐไม่ทำให้ชาวมุสลิมไว้ใจสหรัฐเลย แต่กลับทำให้ชาวมุสลิมเป็นจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า สหรัฐกำลังทำสงครามต่อต้านอิสลาม และสหรัฐและตะวันตกต้องการกดขี่ข่มเหงชาวมุสลิม ซึ่งก็คือการปะทะกันทางอารยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นนั่นเอง