วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ยุทธศาสตร์ทหารสหรัฐต่อเอเชีย ปี 2014

ตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์วันที่ 12 มิถุนายน 2557

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา Chuck Hagel รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ในระหว่างการประชุม Shangri-la Dialogue ที่สิงคโปร์ ได้กล่าวสุนทรพจน์ ประกาศยุทธศาสตร์ทหารสหรัฐต่อภูมิภาคเอเชียล่าสุด ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่มีนัยสำคัญ คอลัมน์กระบวนทรรศน์ในวันนี้ จะสรุปวิเคราะห์สุนทรพจน์ดังกล่าว ดังนี้
               Hagel ได้ประกาศยุทธศาสตร์ทหารสหรัฐ ซึ่งมีอยู่ 4 เรื่องใหญ่ด้วยกัน
               เรื่องแรกคือ ท่าทีของสหรัฐต่อปัญหาความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ โดยเน้นการแก้ปัญหาอย่างสันติ ยึดหลักเสรีภาพการเดินเรือ และต่อต้านการข่มขู่และความแข็งกร้าว
               เรื่องที่สองคือ การส่งเสริมการสร้างสถาปัตยกรรมความมั่นคงในภูมิภาค โดยเน้นความร่วมมือในเวทีพหุภาคี
               เรื่องที่สามคือ การให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่พันธมิตร
               และเรื่องที่สี่คือ การเสริมสร้างแสนยานุภาพทางทหารของสหรัฐ
               ทะเลจีนใต้
               ปัญหาความมั่นคงในภูมิภาค ที่สหรัฐให้ความสำคัญที่สุดคือ ปัญหาความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ Hagel ได้กล่าวโจมตีจีนว่า การอ้างกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ และการกระทำฝ่ายเดียวของจีน ทำให้เกิดการไร้เสถียรภาพ สหรัฐต่อต้านการข่มขู่ และการใช้กำลังในการแก้ไขปัญหา และสหรัฐต่อต้านการที่ประเทศใดจะกีดกันเสรีภาพในการเดินเรือ สหรัฐจะไม่สามารถมองข้ามไปได้ หากหลักการพื้นฐานดังกล่าว ถูกท้าทาย
               Hagel ยังได้ตอกย้ำท่าทีของสหรัฐอย่างชัดเจนว่า สหรัฐไม่ยอมรับในการประกาศ Air Defense Identification Zone (ADIZ) ซึ่งเป็นการประกาศของจีนฝ่ายเดียว  Hagel ได้ตอกย้ำท่าทีของประธานาธิบดี Obama ในระหว่างการเยือนญี่ปุ่น ในเดือนเมษายนว่า เกาะ Senkaku เป็นของญี่ปุ่น และเกาะดังกล่าว อยู่ภายใต้สนธิสัญญาความร่วมมือทางทหาร ระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่น
               ผมวิเคราะห์ว่า การที่รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐได้หยิบยกปัญหาทะเลจีนใต้ มาพูดเป็นเรื่องแรก ถือว่ามีนัยอย่างสำคัญยิ่ง และน่าจะเป็นครั้งแรกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ได้กล่าวโจมตีจีนในเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ การที่ Obama และ Hagel ได้ตอกย้ำว่า เกาะ Senkaku เป็นของญี่ปุ่น และพร้อมที่จะปกป้องเกาะดังกล่าวนั้น ถือว่ามีนัยอย่างสำคัญยิ่ง นับเป็นการปรับเปลี่ยนท่าทีของสหรัฐที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับจีนอย่างชัดเจนมากขึ้น ผมมองว่า เป็นจุดอันตรายที่ทั้งจีนและสหรัฐกำลังเล่นไพ่เกทับกันหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา สหรัฐพยายามที่จะไล่บี้จีนในเรื่องทะเลจีนใต้มาโดยตลอด ผลก็คือ จีนก็มีปฏิกิริยาตอบโต้สหรัฐหนักขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน เห็นได้ชัดจากการที่ จีนได้มีท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ และล่าสุด จีนก็เคลื่อนย้ายแท่นขุดเจาะน้ำมันเข้าไปในเขตหมู่เกาะพาราเซล ที่เป็นกรณีพิพาทกับเวียดนาม ทำให้เหตุการณ์ลุกลามกันไปใหญ่
               ผมจึงคิดว่า ขณะนี้ปัญหาทะเลจีนใต้ กำลังเป็นจุดอันตราย และอาเซียนก็ควรที่จะมีบทบาทในการเข้าไปป้องปรามทั้งสหรัฐและจีน ไม่ให้ตอบโต้กันและกัน และจะทำให้ปัญหาปีนเกลียวหนักขึ้นเรื่อยๆ
               สถาปัตยกรรมความมั่นคงในภูมิภาค
               เรื่องที่สอง ที่สหรัฐให้ความสำคัญคือ การสนับสนุนการพัฒนาสถาปัตยกรรมความมั่นคงในภูมิภาค การพัฒนาเวทีหรือสถาบันความร่วมมือทางด้านความมั่นคงในภูมิภาค โดยสหรัฐมุ่งเน้นไปที่อาเซียน ในการเป็นสถาบันหลัก ซึ่งมีความร่วมมือหลายกรอบ ทั้งอาเซียน +1 เวที EAS เวที ARF รวมทั้งการประชุม ADMM+8 เวทีต่างๆเหล่านี้ สหรัฐก็พยายามเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ
               สำหรับในสุนทรพจน์ของ Hagel เน้นไปที่ความร่วมมือระหว่างสหรัฐกับอาเซียน โดยเฉพาะในด้านการให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม และการจัดการกับภัยพิบัติ  Hagel ได้ขอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนสนับสนุนขอเสนอของสิงคโปร์ ที่เสนอให้ใช้ท่าเรือ Changi ของสิงคโปร์ เป็นศูนย์กลางความร่วมมือในด้านดังกล่าว
               นอกจากนี้ Hagel ได้พูดถึงเวทีการประชุมใหม่ที่สหรัฐเป็นผู้ริเริ่มคือ U.S.-ASEAN Defense Forum เวทีหารือระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐกับรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน 10 ประเทศ ซึ่งได้จัดประชุมครั้งแรกไปเมื่อ 2-3 เดือนที่แล้วที่ฮาวาย
               นอกจากนี้ Hagel ยังได้บอกว่า ได้ขอให้นายพล Sam Locklear ซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพเรือสหรัฐ
ในมหาสมุทรแปซิฟิก ให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมโดยจะเชิญผู้นำทางทหารของประเทศต่างๆในภูมิภาค มาหารือกันในด้านความร่วมมือทางด้านความมั่นคงทางทะเล
               ผมวิเคราะห์ว่า สหรัฐกำลังพยายามที่จะมีบทบาทอย่างมาก ในการเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา
สถาปัตยกรรมความมั่นคงในภูมิภาค โดยเน้นการที่สหรัฐจะเข้าไปมีบทบาทในกรอบต่างๆของอาเซียน ไม่ว่าจะเป็น  EAS  ADMM+8 และริเริ่มจัดเวที U.S.-ASEAN Defense Forum อีกด้วย ซึ่งเป็นพัฒนาการที่มีนัยอย่างสำคัญยิ่ง เห็นได้ชัดว่า สหรัฐต้องการเสริมบทบาททางทหารของตน ซึ่งในอดีต เน้นระบบ Hub and Spokes ซึ่งเป็นระบบที่เน้นความสัมพันธ์ทวิภาคีทางทหาร แต่ในอนาคต สหรัฐก็จะเสริมระบบ Hub and Spokes ด้วยระบบพหุภาคี
               Hub and Spokes
               สำหรับแกนหลักของยุทธศาสตร์ทางทหารของสหรัฐ ยังคงเป็น Hub and Spokes สหรัฐจะเดินหน้าต่อในการกระชับความสัมพันธ์ทางทหารกับพันธมิตร โดยจะเน้นเรื่องของการให้ความช่วยเหลือในการเสริมสร้างแสนยานุภาพทางทหารของพันธมิตร สำหรับประเทศอาเซียน สหรัฐเน้นให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการให้ความช่วยเหลือทางทหารกับฟิลิปปินส์ (ทั้งนี้เพื่อที่จะช่วยฟิลิปปินส์ ในการสกัดกั้น การขยายอิทธิพลของจีนในทะเลจีนใต้)
               นอกจากนี้ Hagel ได้พูดถึงความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างพันธมิตรประเทศอื่นๆ อาทิ เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย และอินโดนีเซีย เป็นต้น โดยสหรัฐเน้นย้ำว่า จะช่วยเสริมสร้างความสามารถทางทหารของพันธมิตรผ่านการซ้อมรบร่วม ซึ่งมีถึง 130 ครั้งต่อปี นอกจากนี้ ในเดือนมิถุนายนนี้ สหรัฐจะเป็นเจ้าภาพจัดการซ้อมรบทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก กับประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเรียกชื่อการซ้อมรบว่า RIMPAC โดยจะมีประเทศเข้าร่วมถึง 23 ประเทศ และมีทหารเข้าร่วมกว่า 25,000 คน
               แสนยานุภาพทางทหารของสหรัฐ
               และแน่นอนว่า หนึ่งในยุทธศาสตร์ทหารของสหรัฐต่อภูมิภาคคือ การเสริมสร้างแสนยานุภาพทางทหารของสหรัฐในภูมิภาคให้เข้มแข็งขึ้น สหรัฐมีทหารและมีฐานทัพอยู่หลายจุดในเอเชีย โดยเฉพาะที่เกาหลี ญี่ปุ่นและเกาะกวม และขณะนี้ก็ขยายไปสู่เมือง Darwin ทางตอนเหนือของออเตรเลียด้วย
                Hagel ได้ตอกย้ำว่า สหรัฐจะเพิ่มแสนยานุภาพทางทหารของตนให้เพิ่มมากขึ้นอีก โดยเฉพาะสหรัฐก็
กำลังจะถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน จึงจะมีการย้ายกองกำลังทหาร จากตะวันออกกลางและยุโรป มาเอเชีย
มากขึ้น โดยภายในปี 2020  60% ของกองกำลังสหรัฐจะย้ายมาอยู่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และ Hagel ได้ตอกย้ำในตอนท้ายของสุนทรพจน์ว่า การลดงบประมาณทางทหารของสหรัฐในอนาคต จะไม่กระทบต่อบทบาททางทหารของสหรัฐในภูมิภาคอย่างแน่นอน
               ผมวิเคราะห์ว่า แม้สหรัฐจะพยายามเพิ่มบทบาททางทหาร และเพิ่มแสนยานุภาพทางทหารใน
ภูมิภาคเอเชียมากขึ้น แต่จากการที่รัสเซียได้ผนวกไครเมีย และเกิดวิกฤตยูเครนขึ้น จึงทำให้เกมการเมืองโลกได้เปลี่ยนไปหมด โดยขณะนี้ สหรัฐและตะวันตกกำลังเป็นศัตรูกับรัสเซียอย่างชัดเจน ดังนั้น จากเกมในอดีต ที่สหรัฐไม่ได้สนใจรัสเซีย และมุ่งเป้ามาที่เอเชียเป็นหลัก โดยเฉพาะการมุ่งเป้าไปที่การปิดล้อมจีนเป็นหลัก แต่จากเกมการเมืองโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้สหรัฐกำลังเจอศึก 2 ด้านคือ ศึกด้านหนึ่งคือ การปิดล้อมและสกัดกั้นอิทธิพลทางทหารของรัสเซีย แต่ในขณะเดียวกัน ศึกอีกด้านหนึ่งคือ การสกัดกั้นและปิดล้อมจีนทางทหาร ดังนั้นเราคงจะต้องดูกันต่อว่า จะเป็นราคาคุยหรือไม่ ที่สหรัฐจะสามารถทุ่มเททางทหารมาที่เอเชียได้ทั้งหมด อย่างที่ Hagel ได้ประกาศไว้ในสุทรพจน์