วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ผลการประชุม G20 ที่แคนาดา

ผลการประชุม G20 ที่แคนาดา
ตีพิมพ์ในไทยโพสต์ วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม 2553

ในช่วงวันที่ 26 – 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้มีการจัดประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศ G20 ครั้งล่าสุด ที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา คอลัมน์กระบวนทรรศน์ในวันนี้ จะสรุป วิเคราะห์ ผลการประชุมดังกล่าว ดังนี้

ภาพรวม
ในปฏิญญาผลการประชุม G20 ได้กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า บทบาทของ G20 ในการกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ประสบความสำเร็จ โดยได้มีการประสานมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งมีบทบาทอย่างสำคัญในการรื้อฟื้นอุปสงค์และเงินกู้ของภาคเอเชน G20 กำลังเดินหน้าต่อ ในการทำให้ระบบการเงินมีเสถียรภาพและแข็งแกร่งมากขึ้น นอกจากนี้ การเพิ่มเงินทุนให้กับสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ได้ช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติต่อประเทศยากจน

อย่างไรก็ตาม G20 ยอมรับว่า ยังคงมีปัญหาและสิ่งท้าทายอยู่ แม้ว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้น แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมีลักษณะไม่สมดุลและเปราะบาง จำนวนคนว่างงานในหลายๆ ประเทศยังอยู่ในระดับสูงมาก และผลกระทบทางสังคมจากวิกฤติส่งผลกระทบในวงกว้าง กุญแจสำคัญคือ การทำให้การฟื้นตัวมีลักษณะยั่งยืน โดยจะต้องมีการเดินหน้าต่อ ในเรื่องของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการกระตุ้นอุปสงค์ของภาคเอกชน นอกจากนี้ จะต้องมีความพยายามที่จะสร้างสมดุลให้กับอุปสงค์ในระดับโลก การปฏิรูปทางการเงิน จะต้องเดินหน้าต่อไปด้วย

กรอบการเจริญเติบโตที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และสมดุล
เป้าหมายของ G20 ในการกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจโลก มี theme สำคัญ ที่ตกลงกันไว้ ตั้งแต่การประชุมสุดยอดครั้งที่แล้วที่เมืองพิตส์เบิร์ก คือ จะต้องให้การฟื้นตัวและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มีลักษณะแข็งแกร่ง ยั่งยืน และสมดุล ที่ประชุมได้แสดงความยินดีต่อนโยบายของประเทศสมาชิกหลายประเทศ ที่จะกระตุ้นอุปสงค์และให้การเจริญเติบโตมีความสมดุล ส่งเสริมการเงินภาครัฐ และทำให้ระบบการเงินมีความแข็งแกร่งและโปร่งใสมากขึ้น

การปฏิรูปภาคการเงิน
เรื่องใหญ่ของ G20 ในครั้งนี้ คือ การผลักดันการปฏิรูปภาคการเงิน โดย G20 ได้ทำให้ระบบการเงินโลกมีความแข็งแกร่งขึ้น ด้วยการเพิ่มมาตรการควบคุมตรวจสอบ การปรับปรุงการบริหารความเสี่ยง เพิ่มความโปร่งใส และกระชับความร่วมมือระหว่างประเทศ

สำหรับการปฏิรูปภาคการเงินนั้นจะมี 4 เสาหลัก
เสาหลักที่ 1 คือ การส่งเสริมกรอบการควบคุมตรวจสอบที่มีความแข็งแกร่ง โดย G20 ยินดีต่อความคืบหน้าของ Basel Committee on Banking Supervision ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการสร้างกฎระเบียบโลกใหม่สำหรับสภาพคล่องและเงินทุนของธนาคาร โดยได้มีความคืบหน้าในการปฏิรูป ซึ่งจะทำให้ระบบธนาคารมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยเงินทุนของธนาคารจะเพิ่มขึ้น รวมทั้งคุณภาพของเงินทุนด้วย ซึ่งผลจะทำให้ธนาคารสามารถที่จะต่อสู้กับวิกฤติการเงินได้ นอกจากนี้ G20 จะทำให้โครงสร้างตลาดการเงินแข็งแกร่งขึ้น ด้วยการเพิ่มความโปร่งใสและการควบคุมตรวจสอบสถาบันการเงินโดยเฉพาะ hedge funds

เสาหลักที่ 2 คือ การควบคุมตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ โดยจะต้องมีกฎเกณฑ์ใหม่สำหรับการควบคุมตรวจสอบ G20 ได้มอบหมายให้ Financial Stability Board (FSB) หารือกับ IMF และรายงานต่อที่ประชุมรัฐมนตรีคลัง G20 ในเดือนตุลาคมปีนี้ เกี่ยวกับข้อเสนอมาตรการการควบคุมตรวจสอบ

เสาหลักที่ 3 คือการแก้ปัญหาสถาบันการเงินอย่างเป็นระบบ ซึ่งเรื่องนี้ G20 ขอให้ FSB รายงานข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในเรื่องดังกล่าว ก่อนการประชุมสุดยอด G20 ครั้งต่อไป ที่เกาหลีปลายปีนี้

สำหรับเสาหลักที่ 4 คือ การประเมินผลอย่างโปร่งใส โดยบทบาทดังกล่าวจะเป็นบทบาทของ IMF/ World Bank Financial Sector Assessment Program

สถาบันการเงินระหว่างประเทศ
อีกเรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญในการประชุม G20 ครั้งนี้ คือ เรื่องบทบาทของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ที่ G20 มองว่ามีบทบาทสำคัญในการกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเพิ่มเงินทุนให้กับ IMF เป็นเงิน 750,000 ล้านเหรียญ และเพิ่มเงินทุนให้กับธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศอีก 235,000 ล้านเหรียญ โดย G20 เน้นที่จะเพิ่มความชอบธรรม ความเชื่อมั่นและประสิทธิภาพของสถาบันเหล่านี้

เรื่องสำคัญเกี่ยวกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศอีกเรื่องหนึ่ง คือการปฏิรูป โดยเฉพาะการปฏิรูปสัดส่วนของอำนาจในการลงคะแนนเสียง (voting power) เรื่องนี้ได้มีการหารือกันมาโดยตลอดในการประชุม G20 ที่ผ่านมา และในครั้งนี้ ได้มีการตอกย้ำถึงมาตรการของธนาคารโลกที่จะเพิ่ม voting power ให้กับประเทศกำลังพัฒนา 4.59 เปอร์เซ็นต์ สำหรับ IMF นั้น ที่ประชุมขอให้ IMF รีบดำเนินการในการจัดทำมาตรการการปฏิรูป voting power ก่อนการประชุมสุดยอดที่กรุงโซล

อีกเรื่องที่มีการถกเถียงกันมาตลอดคือ กระบวนการสรรหาตำแหน่งระดับบริหารของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในธนาคารโลกและ IMF ที่ประชุม G20 ในครั้งนี้ ได้แต่เพียงย้ำว่า กระบวนการสรรหานั้นจะต้องโปร่งใส และเปิดกว้าง เท่านั้น

บทวิเคราะห์• ผมมองว่า ในภาพรวม การประชุม G20 ในครั้งนี้ ถือได้ว่าประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะถ้าดูจากรายละเอียดความคืบหน้ามาตรการต่างๆ ในการกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจโลก มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ที่เห็นได้ชัดคือ มาตรการในการปฏิรูปภาคการเงิน ซึ่งมีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมชัดเจน ส่วนการปฏิรูปสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ก็มีความคืบหน้าในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมในเรื่องการปฏิรูประบบการควบคุมตรวจสอบสถาบันการเงินในระดับโลกนั้น ถึงแม้จะมีความคืบหน้า แต่ยังไปไม่ไกลพอ สหรัฐยังคงเตะถ่วงในเรื่องนี้ และยังไม่มีการจัดตั้งกลไกในระดับโลกขึ้น ยังไม่มีการปฏิรูประบบการเงินโลกที่จริงจังและถอนรากถอนโคน ยังไม่มีสิ่งที่ผู้นำยุโรปต้องการเห็น คือ การสร้างระเบียบการเงินโลกใหม่ ที่ผู้นำยุโรปบางคนเคยใช้คำว่า Bretton Woods II หรือ Global New Deal สาเหตุสำคัญ ก็เพราะสหรัฐยังคงหวาดกลัวว่า การสร้างระเบียบการเงินโลกใหม่ โดยเฉพาะการจัดตั้งกลไกควบคุมสถาบันการเงินในระดับโลกนั้น จะขัดกับผลประโยชน์ของสหรัฐ โดยจุดมุ่งหมายสูงสุดของสหรัฐคือ การครองความเป็นเจ้าในระบบการเงินโลกต่อไป

• อีกเรื่องที่น่าสังเกตคือ บทบาทของ G20 ซึ่งผมมองว่า จากการประชุมครั้งนี้ เห็นชัดถึงการถูกลดบทบาทลง ก่อนหน้านี้ ในการประชุมที่พิตส์เบิร์ก ก็ตื่นเต้นกันมากว่า จะเป็นการเปิดศักราชใหม่ของระเบียบเศรษฐกิจโลก โดยตกลงว่า จะให้ G20 เป็นกลไกถาวรที่จะมาแทนที่ G8 แต่จากการประชุมครั้งนี้ เห็นได้ว่า G20 ไม่ได้มาแทนที่ G8 แต่อย่างใด เพราะก่อนหน้าการประชุม G20 เพียงไม่กี่วัน ก็มีการประชุม G8 และเรื่องที่ G8 ประชุมกัน ก็มีลักษณะครอบคลุมหารือกันทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการเมือง ความมั่นคง และเรื่องเศรษฐกิจ ในขณะที่ G20 กำลังถูกลดบทบาทลง ให้เหลือแต่มาคุยกันเฉพาะเรื่องทางการเงินเท่านั้น สรุปแล้ว เห็นได้ชัดว่า สหรัฐกำลังเล่นเกมการครองความเป็นเจ้าอีกครั้ง โดยพยายามที่จะลดบทบาท G20 ซึ่งมีมหาอำนาจใหม่อยู่ในนั้น โดยเฉพาะจีนและอินเดีย และหันกลับมาเพิ่มบทบาทให้กับ G8 อีกครั้งหนึ่ง

• อีกเรื่องที่อยากแสดงความเห็น คือ เรื่องการปฏิรูป IMF และธนาคารโลก ซึ่งถึงแม้การประชุม G20 ในครั้งนี้ จะพยายามเดินหน้าในการปฏิรูป แต่ลึกๆ แล้ว ตะวันตกและสหรัฐก็พยายามเตะถ่วง และการปฏิรูปก็เป็นไปแบบน้อยนิด ตัวอย่างเช่น การเพิ่ม voting power ในธนาคารโลก ก็เพิ่มให้กับประเทศกำลังพัฒนาเพียงแค่ 4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ในขณะที่การปฏิรูป IMF ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ปัญหาใหญ่ของทั้ง 2 องค์กรคือ การไม่มีธรรมาภิบาล เพราะตะวันตกครอบงำมาโดยตลอด โดยมีการจัดสรร voting power อย่างลำเอียงให้กับตะวันตก โดยเฉพาะใน IMF สหรัฐมี voting power ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ และยุโรปมีถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาและมหาอำนาจใหม่ มีเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ผู้อำนวยการ IMF ก็ถูกผูกขาดโดยคนยุโรปมาโดยตลอด ในขณะที่ประธานธนาคารโลกก็เป็นอเมริกันมาโดยตลอดเช่นกัน

CICA : เวทีหารือด้านความมั่นคงในเอเชีย

CICA : เวทีหารือด้านความมั่นคงในเอเชีย
ตีพิมพ์ใน สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ปีที่ 57 ฉบับที่ 41 วันศุกร์ที่ 2 - วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม 2553

CICA เป็นเวทีหารือด้านความมั่นคงในเอเชีย แต่ชื่อไม่ค่อยคุ้น เพราะที่ผ่านมา ก็เงียบๆ ไม่ค่อยมีบทบาทที่โดดเด่น อย่างไรก็ตาม ในการประชุมสุดยอดครั้งล่าสุดที่ตุรกี เมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เวทีนี้ได้รับความสนใจมากขึ้น ดังนั้น คอลัมน์โลกทรรศน์ในวันนี้ จะมาวิเคราะห์ภูมิหลังของ CICA ผลการประชุมสุดยอดที่ตุรกี และแนวโน้มของ CICA ในอนาคต
ภูมิหลัง

CICA ย่อมาจาก Conference on Interaction and Confidence Building Measures in Asia เป็นเวทีพหุภาคีซึ่งเน้นด้านความมั่นคงในเอเชีย แนวคิดเรื่องการจัดตั้ง CICA ได้รับการผลักดันจากประธานาธิบดีของคาซัคสถาน คือ Nursultan Nazabayev ตั้งแต่ปี 1992 มีความปรารถนาที่จะจัดตั้งกลไกด้านความมั่นคงขึ้นในเอเชีย โดยเอเชียยังไม่มีกลไกหารือด้านความมั่นคงทั้งทวีป หลังจากที่ประธานาธิบดีคาซัคสถานเสนอเรื่องนี้ หลายประเทศในเอเชียได้ให้การสนับสนุน CICA จึงได้รับการจัดตั้งขึ้นมา โดยมีสมาชิกก่อตั้ง 16 ประเทศ ปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นเป็น 20 ประเทศ นอกจากนี้ยังมี 7 ประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ รวมถึง UN มีสถานะเป็นผู้สังเกตการณ์

การประชุมของ CICA จะมีการประชุมสุดยอดทุกๆ 4 ปี การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศทุกๆ 2 ปี นอกจากนั้น มีคณะกรรมการในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสประชุมอย่างน้อยปีละครั้ง และยังมีการตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นมาด้วย

วัตถุประสงค์หลักของ CICA คือ การเสริมสร้างมาตรการไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Confidence Building Measures (CBM) ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 มิติด้วยกัน คือ มิติทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม มิติทางด้านมนุษย์ การต่อสู้กับภัยคุกคามใหม่ๆ และมิติทางด้านการเมืองการทหาร มีการดำเนินการในการพัฒนา CBM ไปบ้างแล้ว สมาชิก 11 ประเทศ อาสาสมัครที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานในการดำเนินโครงการ CBM ในด้านต่างๆ โดยในด้านภัยคุกคามใหม่ๆ นั้น จะเน้นเรื่อง การก่อการร้าย การจัดการปัญหาพรมแดน การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ

CICA มีสำนักงานเลขาธิการตั้งอยู่ที่เมือง Almaty ประเทศคาซัคสถาน สำหรับประเทศสมาชิกนั้นส่วนใหญ่จะเป็นประเทศในเอเชียกลางและตะวันออกกลาง อาทิ อัฟกานิสถาน อาเซอร์ไบจาน อิหร่าน อิสราเอล จอร์แดน คาซัคสถาน คีร์กิซสถาน ปากีสถาน ปาเลสไตน์ ทาจิกิสถาน ตุรกี UAE และอุซเบกิสถาน โดยมีประเทศจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเพียง 3 ประเทศ ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ และไทย นอกจากนั้น ยังมีประเทศมหาอำนาจในเอเชียเข้าไปเป็นสมาชิกด้วย คือ อินเดีย และ รัสเซีย

การประชุมสุดยอดที่ตุรกี
สำหรับการประชุมสุดยอดครั้งล่าสุดซึ่งเป็นครั้งที่ 3 มีขึ้นที่เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี ซึ่งได้รับมอบสถานะการเป็นประธาน CICA ต่อจากคาซัคสถาน โดยบุคคลสำคัญที่เข้าร่วมประชุม คือ Vladimir Putin นายกรัฐมนตรีของรัสเซียและผุ้นำจากประเทศสมาชิกต่างๆ อาทิ Mahmoud Ahmadinejad ผู้นำอิหร่าน สำหรับประเทศไทย ผมไม่แน่ใจ แต่คิดว่า นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์คงไม่ได้ไปเข้าร่วมประชุม คิดว่าน่าจะเป็น คุณกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศ

สำหรับผลการประชุมซึ่งจัดทำเป็นปฏิญญามีเนื้อหาสาระสำคัญ ดังนี้

• การก่อการร้าย
ที่ประชุมให้ความสำคัญอย่างมากต่อประเด็นการก่อการร้าย โดยในปฏิญญาได้กล่าวประณามการก่อการร้ายมทุกรูปแบบ และถือเป็นภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดต่อความมั่นคงระหว่างประเทศ วิธีการในการต่อต้านการก่อการร้ายจะต้องเป็นความร่วมมือกันระหว่างทุกประเทศ โดยเน้นการแก้ที่รากเหง้าของปัญหา และเน้นบทบาทนำของ UN โดยที่ประชุมปรารถนาที่จะร่วมมือในการดำเนินยุทธศาสตร์ของ UN ในเรื่องนี้ ที่มีชื่อว่า UN Global Counter Terrorism Strategy และที่ประชุมจะผลักดันเดินหน้าในการเจรจาเพื่อร่างสนธิสัญญาเกี่ยวกับการก่อการร้ายระหว่างประเทศภายใต้กรอบของ UN

• อาวุธนิวเคลียร์
เรื่องที่ 2 ที่ที่ประชุมให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ เรื่องปัญหาอาวุธนิวเคลียร์ โดยที่ประชุมรับทราบถึงการลงนามข้อตกลงระหว่างสหรัฐกับรัสเซีย ในการลดจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ และรับทราบการจัดประชุม Nuclear Security Summit ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา และการจัดประชุมที่อิหร่านภายใต้หัวข้อว่า “Nuclear energy for all, nuclear weapon for none” นอกจากนี้ ที่ประชุมสนับสนุนการจัดตั้งเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาคต่างๆ และเรียกร้องให้ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ สนับสนุนเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ ที่ประชุมยินดีต่อการจัดตั้งเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชียกลาง และความพยายามทำให้เขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

• ปาเลสไตน์
ที่ประชุมได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ในตะวันออกกกลาง และได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามข้อมติของ UN เพื่อนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนถาวรในภูมิภาค ด้วยการเดินหน้าเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ขึ้น ภายใต้ข้อมติของ UN เพื่อบรรลุการแก้ปัญหาที่เรียกว่า two state solution คือ การมีรัฐปาเลสไตน์อยู่คู่กับรัฐอิสราเอล

• อัฟกานิสถาน
อีกเรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่ในภูมิภาคคือ สงครามในอัฟกานิสถาน ที่ประชุมตอกย้ำการสนับสนุนอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของอัฟกานิสถาน และต้องการเห็นอัฟกานิสถานที่ปราศจากความรุนแรงและการก่อการร้าย โดยที่ประชุมพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลืออัฟกานิสถาน รวมถึงความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ที่ประชุมมองว่า การแก้ปัญหาในอัฟกานิสถานควรจะให้ UN เล่นบทบาทนำร่วมกับองค์การระหว่างประเทศอื่นๆ

• บทบาทของ CICA
สำหรับบทบาทของ CICA นั้น ที่ประชุมตอกย้ำที่จะพัฒนา CICA ต่อไป ให้เป็นเวทีส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก โดยเน้นให้ CICA มีบทบาทในการพัฒนา CBM ซึ่งในขณะนี้ กระบวนการพัฒนา CBM ได้เริ่มไปแล้วใน 10 สาขาด้วยกัน

ที่ประชุมยินดีต่อการที่ตุรกีรับหน้าที่เป็นประธาน CICA ต่อจากคาซัคสถาน และจะให้มีการหมุนเวียนเปลี่ยนตำแหน่งประธานทุกๆ 2 ปี
นอกจากนี้ ที่ประชุมยินดีที่มีความสนใจใน CICA มากขึ้น โดยได้มีการรับเอาเวียดนามและอิรักเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ และบังคลาเทศเป็นประเทศผู้สังเกตการณ์
สำหรับในการประชุมสุดยอดครั้งที่ 4 จะมีขึ้นในปี 2014 และการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศในปี 2012

บทวิเคราะห์
• ผมมองว่า CICA เป็นเวทีหารือด้านความมั่นคงในเอเชียที่เริ่มจะโดดเด่นขึ้นมา โดยดูจากประเทศสมาชิกและประเด็นหารือแล้ว อาจวิเคราะห์ได้ว่า วาระซ่อนเร้นของ CICA คือการจัดตั้งเวทีพหุภาคีที่จะเป็นอิสระจากการครอบงำจากสหรัฐ โดยเห็นได้ชัดจากผลการประชุมสุดยอด ในปัญหาโลกหลายๆ เรื่อง ไม่พูดถึงสหรัฐเลย แต่กลับเน้นบทบาทของ UN เป็นพิเศษ ทั้งในเรื่องการก่อการร้ายและการแก้ปัญหาอัฟกานิสถาน ก็เน้นบทบาท UN เป็นพิเศษ โดยไม่ได้พูดถึงบทบาทของสหรัฐเลย อย่างไรก็ตาม เวทีนี้พยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่ให้ถูกมองว่าเป็นเวทีต่อต้านสหรัฐ แต่ดูจากประเทศสมาชิกแล้ว เห็นชัดว่าหลายประเทศสมาชิก ก็เป็นประเทศที่ขัดแย้งกับสหรัฐอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิหร่าน ผมมองว่า การเข้าร่วมประชุมของ Putin แสดงให้เห็นว่ารัสเซียให้ความสำคัญกับ CICA เป็นพิเศษ วิเคราะห์ได้ว่า รัสเซียต้องการหากลุ่มและเวทีที่จะมาถ่วงดุลอำนาจกับสหรัฐในการเมืองโลก เวที CICA ก็มีศักยภาพที่จะมาถ่วงดุลอำนาจสหรัฐ

• สำหรับประเด็นปัญหาที่ CICA ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เห็นได้ชัดว่า เป็นการสะท้อนความสนใจของประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นประเทศจากเอเชียกลางและตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยการเน้นปัญหาการก่อการร้ายและการแบ่งแยกดินแดนนั้น เราก็รู้กันอยู่ว่า ในเอเชียกลางและตะวันออกกลาง รวมทั้งในรัสเซีย ปัญหาการก่อการร้ายและกลุ่มแบ่งแยกดินแดน เป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลเหล่านี้

• สำหรับแนวโน้มพัฒนาการของ CICA ในอนาคตนั้น ผมคิดว่า โดยเหตุที่ CICA ตั้งเป้าจะเป็นเวทีหารือของทวีปเอเชียทั้งทวีป จึงมีปัญหาในเรื่องสมาชิกที่ไม่มีความสมดุล คือ ส่วนใหญ่เป็นเอเชียกลางและตะวันออกกลาง มีประเทศจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเพียงไม่กี่ประเทศ CICA จึงไม่สามารถที่จะพูดได้เต็มปากว่า เป็นเวทีหารือของทวีปเอเชียทั้งทวีปได้อย่างแท้จริง

ปัญหานี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับเวทีที่ไทยได้เคยผลักดันในสมัยรัฐบาลทักษิณ คือเวที ACD หรือ Asia Cooperation Dialogue ซึ่งไทยในตอนนั้น พยายามผลักดันให้เป็นเวทีหารือของทวีปเอเชียทั้งทวีป แต่ในที่สุด ก็ประสบปัญหา เพราะ ACD เป็นเวทีหารือที่ใหญ่เกินไป สมาชิกไม่สมดุล ประเทศในเอเชียมีความหลากหลายและแตกต่างกันมาก จึงทำให้หาจุดร่วมหรือผลประโยชน์ร่วมกันได้ยากมาก จึงทำให้ ACD ในระยะหลังๆ ก็แผ่วลงไปเยอะ แทบจะไม่มีใครพูดถึงอีกแล้วในปัจจุบัน ผมมองว่า CICA อาจจะประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับ ACD

ในระยะยาว CICA อาจจะทำได้แค่เป็นเพียงเวทีหารืออย่างหลวมๆ และในประเด็นกว้างๆ แต่คงไม่สามารถพัฒนาไปเป็นองค์กรหรือประชาคมที่มีความเข้มแข็งได้ CICA อาจจะยังคงมีประโยชน์อยู่บ้างสำหรับมหาอำนาจใหม่ ที่จะใช้ CICA เป็นเวทีในการถ่วงดุลกับสหรัฐในอนาคต