วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558

การต่างประเทศของไทยปี 2015 (ตอนที่2)

          คอลัมน์กระบวนทรรศน์ฉบับวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558  ผมได้วิเคราะห์การต่างประเทศของไทยในอนาคต โดยเน้นวิเคราะห์ความสัมพันธ์ไทยกับมหาอำนาจ โดยเฉพาะไทยกับสหรัฐไปแล้ว สำหรับคอลัมน์ในวันนี้ จะเป็นตอนที่ 2 โดยจะวิเคราะห์บทบาทของไทยในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ยุทธศาสตร์ของไทยต่ออาเซียน และความสัมพันธ์ไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนี้
               บทบาทของไทยในภูมิภาคเอเชียตะวันออก
               โจทย์ใหญ่ของไทย จะมีเรื่องว่า เราจะเอาอย่างไรกับมหาอำนาจ นั่นคือโจทย์ที่หนึ่ง โจทย์ที่สองคือ ไทยจะบทบาทอย่างไรในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ยุทธศาสตร์ของไทยควรจะเน้นให้อาเซียนเป็นสถาบันหลักของภูมิภาค ไทยจะต้องจับอาเซียนให้มั่น
               เพราะฉะนั้น regional architecture หรือระบบความมั่นคงและเศรษฐกิจในภูมิภาค ตอนนี้มีการแข่งขันกันอยู่หลายตัวแบบ หลายระบบ อาเซียนบอกว่า จะเป็นแกนกลางของสถาปัตยกรรมในภูมิภาค
               ส่วนอเมริกา ถึงแม้จะไม่ประกาศ แต่  hidden agenda ของอเมริกา ก็ต้องการจะเป็นศูนย์กลางของระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค ซึ่งขณะนี้ โดดเด่นในด้านการทหาร อำนาจทางทหารไม่มีใครสู้สหรัฐได้ แต่ในด้านเศรษฐกิจ สหรัฐกำลังถูกท้าทายอย่างหนัก อิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจของสหรัฐกำลังลดลงเรื่อยๆ เพราะว่าในภูมิภาค มีการรวมกลุ่มกัน ไม่ว่าจะเป็น AEC  ASEAN+3 ASEAN+6 ASEAN+8  มี FTA อาเซียนกับจีน อาเซียนกับญี่ปุ่น ซึ่งการรวมกลุ่มเหล่านี้ไม่มีสหรัฐอยู่ด้วยเลย สหรัฐกำลังรู้สึกว่า ถูกกีดกันออกไปจากภูมิภาค และบทบาททางด้านเศรษฐกิจของตนกำลังลดลง
               นี่คือสาเหตุหลักที่สหรัฐผลักดัน TPP หรือ Trans-Pacific Partnership ซึ่งจะเป็น FTA ที่มีอเมริกาเป็นหัวหน้า สหรัฐพยายามที่จะเอา TPP มาสู้ มาเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้อเมริกากลับมามีบทบาท มีอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคอีกครั้งหนึ่ง เพราะอิทธิพลของสหรัฐตกไปเยอะ ทั้งทางด้านการค้าและการลงทุน
               ถามว่า แล้วไทยจะเอาอย่างไรต่อไป คำตอบคือ ไทยต้องยึดอาเซียนเป็นหลัก เพราะว่าอาเซียนกำลังมีการเจรจา FTA  ASEAN+6  คือ RCEP  ซึ่งไทยจะได้ประโยชน์มากกว่า TPP
               TPP จะมีผลเสียต่อไทย แต่กรอบการเจรจา RCEP มีการประนีประนอมกัน  ยืดหยุ่นกันได้ ตรงไหนไม่พร้อมก็ยังไม่ต้องเปิดเสรี แต่ TPP อเมริกาทุบโต๊ะเลย ว่าต้องเปิดหมด ฉะนั้นถ้าไทยเข้าร่วม TPP ไทยจะกลับไปอยู่ในสถานะที่เคยตกอยู่ คือตอนที่เจรจา FTA ไทย-สหรัฐฯ ซึ่งตอนนั้น เราถูกอเมริกากดดันอย่างหนักให้เปิดหมดทุกสาขา ซึ่งในที่สุด ไทยบอกว่าไม่ไหว เลยเลิกเจรจาไป ถ้าไทยไปร่วม TPP จะเจอแบบนั้นอีก นั่นคือสิ่งที่เป็นอันตราย TPP น่าจะมีผลเสียมากกว่าผลดีทางเศรษฐกิจ
               แต่ TPP ไม่ได้มีแต่เรื่องการค้า เรารู้ว่า TPP ที่สหรัฐฯผลักดันขึ้นมา เพื่อให้สหรัฐฯเป็นหัวหน้าใหญ่และมาสู้กับ FTA ของอาเซียน และมีเป้าหมายโดดเดี่ยวจีนทางเศรษฐกิจด้วย เพราะสหรัฐไม่เคยเชิญจีนให้เข้าร่วม TPP เพราะฉะนั้น ถ้าไทยเข้าร่วม TPP ก็อาจจะมีปัญหาความสัมพันธ์ไทยกับจีนได้ นี่น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ไทยรีรอมาโดยตลอด ไม่กล้ากระโดดเข้าร่วม TPP เพราะเราคิดหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งที่คิด คงจะเป็นเรื่องไทยกับจีน
               ยุทธศาสตร์ของไทยต่ออาเซียน
               ยุทธศาสตร์ของไทย จะมองไกลตัวแล้วเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ นโยบายต่างประเทศไทย ไกลตัวคือเรื่องของมหาอำนาจตะวันตก ถ้าไกลกว่านั้น จะเป็นเรื่อง UN ยุโรป ซึ่งเราจะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียมากเท่าไรนัก ไม่ค่อยสำคัญ ในที่สุด นโยบายต่างประเทศของไทย  ต้องกลับมาที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออก และที่สำคัญที่สุดคือ อาเซียน ปลายปีนี้ก็จะมีการจัดตั้งประชาคมอาเซียนขึ้นแล้ว
               จะเห็นได้ว่า ไทยพยายามเตรียมความพร้อม พยายามที่จะมียุทธศาสตร์ในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แต่ว่าที่ผ่านมา ถือเป็นโชคร้ายของประเทศไทย ที่มีวิกฤตการเมืองขึ้นมาพอดี เราตีกันเองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ช่วงนี้เป็นช่วงที่ไทยจะต้องเดินหน้า จะต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ในเชิงรุกในด้านต่างๆ แต่ปรากฏว่า ไทยมัวแต่วุ่นกับการเมืองภายใน บางช่วงเราเป็นอัมพาต ไม่ได้ทำอะไรเลย โดยเฉพาะตั้งแต่รัฐประหารปี 2006 แล้วมีเสื้อเหลือง เสื้อแดง รัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชาย เจอเสื้อเหลือง ไม่ได้ทำอะไรเลย มัวแต่วุ่นกับเรื่องเสื้อเหลือง พอมาถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะมาเจอเสื้อแดงอีก ต่อมาเป็นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ทำอะไรไม่ได้เช่นเดียวกัน ทำให้เราเสียโอกาส เราไม่สามารถที่จะมีสมาธิ ไม่สามารถ focus หรือมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในเรื่องของอาเซียนได้  สรุปคือ ไทยยังไม่พร้อม ที่เสียดายที่สุดคือเราไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทั้งๆ ที่ไทยคือศูนย์กลางของประชาคมอาเซียน ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ไทยคือศูนย์กลางของอาเซียน ฉะนั้น การเป็นประชาคมอาเซียน ไทยจะได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะเราจะเป็น hub ของทุกอย่าง hub ทางด้านการค้า การลงทุน ความร่วมมือในด้านต่างๆ การคมนาคมขนส่ง การศึกษา โลจิสติกส์ การแพทย์ คือเรามีศักยภาพอยู่แล้ว แต่ว่าไม่สามารถที่จะมียุทธศาสตร์และนโยบายที่ชัดเจนในเชิงรุกได้ ดังนั้น เราจะต้องทำการบ้านกันอีกเยอะ
               เหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 ปี เราต้องรีบ แต่ว่าไม่ได้หมายความว่า เมื่อถึง 1 มกราคม 2559 แล้ว เราจะทำอะไรไม่ได้เลย จริงๆ แล้ว เป็นเรื่องที่ต้องทำต่อเนื่องมากกว่า วันที่ 31 ธันวาคม 2558 กับวันที่ 1 มกราคม 2559 ก็ไม่ได้ต่างอะไรกันมาก เหมือนเป็นหลักกิโลเมตร เหมือนเป็นสัญลักษณ์มากกว่า โดยจะมีการประกาศว่า เราเป็นประชาคมอาเซียนแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า 1 มกราคม 2559 เราจะต้องหยุดหมด เราทำต่อได้ในสิ่งที่เรายังทำไม่เสร็จ
               ผมคิดว่า เราจะต้องรีบมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่า วิสัยทัศน์ของเราคืออะไร เรายังไม่มีวิสัยทัศน์ ซึ่งจะเป็นเป้าหมายใหญ่ของไทยในประชาคมอาเซียน
               ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ให้สภาพัฒน์ไปทำแผนแม่บทการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แต่สภาพัฒน์ตีโจทย์ไม่แตก สภาพัฒน์ไม่ถนัดเรื่องอาเซียน แต่ถนัดการทำแผนพัฒนาประเทศ คือยุทธศาสตร์ที่สภาพัฒน์ทำออกมามี 8 ยุทธศาสตร์ เรียกว่า “ยุทธศาสตร์การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของไทย” แต่จริงๆแล้ว ผมมองว่า เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศมากกว่า คือ มียุทธศาสตร์พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พัฒนาเมือง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน คือเป็นเรื่องของการเตรียมความพร้อม แต่เตรียมพร้อมอย่างเดียวไม่พอ เปรียบเทียบกับแผนเล่นฟุตบอล ยุทธศาสตร์สภาพัฒน์เหมือนกับเตรียมนักฟุตบอลให้พร้อมว่า ต้องนอนกี่ชั่วโมง วิ่งกี่ชั่วโมง ต้องเตรียมอะไรบ้าง แต่ว่าจะต้องมียุทธศาสตร์อีกชุดหนึ่ง ที่จะบอกเราว่า พอลงสนามแล้ว เราจะเล่นอย่างไร ซึ่งตรงนี้ไม่มี
               ผมมองว่า หน่วยงานที่รู้เรื่องอาเซียนดีที่สุดคือ กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์ แต่ ปัญหาในระบบราชการก็มีเยอะ มีเรื่องของการประสาน “งา” มากกว่าการประสานงาน หน่วยงานไทยขาดการประสานงานกัน ต่างคนต่างทำ ดังนั้น จะมีปัญหาในเรื่องที่เราจะทำอย่างไร ให้หน่วยงานมีการบูรณาการให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน ให้มียุทธศาสตร์มีเป้าหมายร่วมกัน
               กระทรวงการต่างประเทศพยายามทำ โดยมีการตั้งคณะกรรมการอาเซียนแห่งชาติขึ้นมา แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการบูรณาการ
               ผมขอเสนอว่า คณะกรรมการอาเซียนแห่งชาติควรจะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ไม่ใช่รัฐมนตรีต่างประเทศ นายกรัฐมนตรีต้องให้ความสำคัญ และเรียกรัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวงทุกกระทรวงและสั่งการ แต่ก่อนอื่น เราจะต้องมีแผนแม่บท แผนใหญ่ก่อนว่า ไทยจะเอาอย่างไร ตรงนี้อาจให้มีคณะกรรมการพิเศษมาทำแผนนี้ คือจะต้องมีกลไกพิเศษทำตรงนี้ขึ้นมา ในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติต่ออาเซียน เสร็จแล้วพอมียุทธศาสตร์ก็จะต้องมีการแปลงยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ
               ในยุคนี้เป็นยุคแห่งการปฏิรูปประเทศ เราต้องปฏิรูปยุทธศาสตร์ไทยต่ออาเซียนด้วย ต้องชัดเจนว่า เราจะรุกตรงไหน รับตรงไหน ต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ต้องชัดเจนว่า ไทยอยากจะเป็นอะไรในประชาคมอาเซียน  ซึ่งผมขอเสนอว่า วิสัยทัศน์ดังกล่าวคือ ไทยจะเป็นศูนย์กลางของประชาคมอาเซียน เป็นวิสัยทัศน์ที่เห็นชัดเจน แต่รัฐบาลกลับฟันธงไม่ได้ เราบอกว่า จะเป็น hub ของประชาคมอาเซียน แค่นี้ก็ชัดเจนแล้ว วิสัยทัศน์นี้ก็จะเป็นเป้าหมายของเรา และยุทธศาสตร์ต่างๆ ก็จะต้องถูกกำหนดขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว คือทำให้ไทยเป็น hub หรือเป็นศูนย์กลางของประชาคมอาเซียนในอนาคตต่อไป