วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2552

แนวโน้มสถานการณ์โลกในปี 2552

แนวโน้มสถานการณ์โลกในปี 2552
ไทยโพสต์ วันจันทร์ที่ 5 มกราคม 2552 หน้า 4

คอลัมน์กระบวนทรรศน์ตอนนี้ เป็นตอนต้อนรับปีใหม่ ผมจึงอยากจะวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวโน้มสถานการณ์โลกในปี 2552 นี้ โดยเรื่องใหญ่ๆที่เราคงจะต้องจับตาดูกันเป็นพิเศษ ก็มีเรื่องเหล่านี้

วิกฤติเศรษฐกิจโลก

ปีที่แล้ว วิกฤติการเงินโลก ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด และในปีนี้ ผมก็ยังคิดว่า เรื่องนี้ก็จะยังคงเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของโลก วิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ ถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 70 ปี ปีที่แล้ววิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ได้ลุกลามระบาดไปทั่วโลก รัฐบาล Bush ต้องอัดฉีดเงินกว่า 7 แสนล้านเหรียญ เพื่อกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจ แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งการระบาด ซึ่งได้ลุกลามระบาดเข้าไปในอุตสาหกรรมต่างๆ ล่าสุด ได้ทำให้บริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐทำท่าว่าจะล้มละลาย

ปีที่แล้ว อาจจะเรียกว่าเป็นปีเผาหลอก ในปีนี้ น่าจะเป็นปีเผาจริง

ภายหลังวิกฤติการเงินลุกลามทั่วโลก ผู้นำโลกตะวันตก ได้ตื่นตัวที่จะหาวิธีแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยสหรัฐได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด G 20 ครั้งแรกขึ้น ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมก็ออกมาเป็นที่น่าผิดหวัง เพราะข้อตกลงต่างๆไม่ได้มีลักษณะการปฏิรูประบบการเงินโลกอย่างจริงจัง

สำหรับในปีนี้ คาดว่า วิกฤติเศรษฐกิจโลกจะยังคงลุกลามขยายตัวต่อไป และจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม ประเทศต่างๆทั่วโลกคงจะได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม เงินลงทุนจะหดหาย รวมทั้งตลาดส่งออกและตลาดหุ้นจะตกต่ำอย่างหนัก บางตลาดมูลค่าหุ้นเมื่อปีที่แล้ว หายไปกว่าครึ่ง

ผลกระทบสำคัญของวิกฤติเศรษฐกิจคือ เรื่องการส่งออก และการท่องเที่ยว การถดถอยของอุปสงค์ในตลาดสหรัฐและยุโรป จะส่งผลกระทบอย่างมาก ต่อการส่งออกของทั้งประเทศต่างๆรวมทั้งประเทศไทยด้วย ภาวะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำลงอย่างมาก โดยเฉพาะราคาข้าวโพด มันสำปะหลัง และยางพารา

นอกจากนี้ ระบบการเงินของประเทศต่างๆอาจจะประสบกับปัญหาการขาดสภาพคล่อง ประเทศที่มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาก อาจจะรอดตัว อย่างเช่น เกาหลีใต้ มีเงินทุนสำรองประมาณ 1 แสน 4 หมื่นล้านเหรียญ รัสเซียมีอยู่ 5 แสน 4 หมื่นล้านเหรียญ ประเทศที่มีเงินทุนสำรองมากที่สุดคือ จีน ซึ่งมีกว่า 2 ล้านล้านเหรียญ แต่สำหรับประเทศที่ไม่มีเงินทุนสำรองเพียงพอ คงหนีไม่พ้นที่จะต้องไปกู้จาก IMF ซึ่งขณะนี้ มีกว่า 10 ประเทศแล้วที่กำลังเจรจาขอกู้จาก IMF อยู่

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศในเอเชีย ซึ่งเคยได้รับบทเรียนจากวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อ 10 ปีที่แล้ว จึงได้มีมาตรการรับมือ โดยเฉพาะการสำรองเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไว้เป็นจำนวนมหาศาล มีระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่น การหันมาเน้นกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐ การหันไปกระชับความร่วมมือในลักษณะการรวมกลุ่มทางการค้า และการแสวงหาตลาดทางเลือกอื่นๆเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ วิกฤติเศรษฐกิจโลก อาจจะส่งผลกระทบต่อระบบการค้าโลก ซึ่งอาจจะนำไปสู่แนวโน้มของการเพิ่มขึ้นของมาตรการกีดกันทางการค้า โดยธนาคารโลกได้คาดการณ์ว่า ในปีนี้ ปริมาณการค้าจะหดตัว ซึ่งเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1982 นอกจากนี้ เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ในปีนี้ จะหดตัวเหลือเพียงครึ่งหนึ่งจากปริมาณถึง 1 ล้านล้านเหรียญในปี 2007 ประเทศที่พึ่งพาการส่งออก เศรษฐกิจคงจะถดถอยแน่ หากไม่สามารถกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศได้

จากแนวโน้มดังกล่าว อาจนำไปสู่กระแสการปกป้องทางการค้า โดยมีแนวโน้มที่รัฐบาลประเทศต่างๆอาจจะมีมาตรการช่วยเหลืออุตสาหกรรม โดยการช่วยอุดหนุนการส่งออก การตั้งกำแพงภาษี และการลดค่าเงิน แม้กระทั่งในสหรัฐ ก็มีแนวโน้มที่น่ากลัวของกระแสปกป้องทางการค้า ขณะนี้ สภาคองเกรส ซึ่งมีพรรค Democrat ครองเสียงข้างมาก และรัฐบาลใหม่คือ รัฐบาลObama ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากพรรค Democrat ที่มีชื่อเสียงในแนวนโยบายปกป้องทางการค้า ในการที่รัฐบาลสหรัฐจะมาช่วยอุ้มอุตสาหกรรมรถยนต์นั้น ก็จะมีมาตรการในการให้เงินอุดหนุน ซึ่งก็จะเป็นนโยบายปกป้องทางการค้าในทางอ้อม นอกจากนั้น การขาดดุลการค้ามหาศาลกับจีน ก็อาจจะเป็นประเด็นสำคัญในปีนี้ ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่จะรุนแรงมากขึ้น

นโยบายต่างประเทศของ Obama

สถานการณ์โลกเรื่องที่ 2 ที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษในปีนี้คือ นโยบายต่างประเทศของ Obama ว่าจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อโลกอย่างไร

โดยภาพรวมแล้ว Obama มีแนวอุดมการณ์เสรีนิยม มีแนวนโยบายสายพิราบ Obama ได้เน้นว่า นโยบายต่างประเทศจะต้องมีการยกเครื่องใหม่ และมองโลกในแง่ดี และพยายามย้ำเรื่องความร่วมมือระหว่างประเทศ และการกอบกู้ชื่อเสียงของสหรัฐ ดังนั้น หาก Obama สามารถบรรลุการปฏิรูปนโยบายต่างประเทศได้จริง ก็น่าจะเป็นผลดีต่อโลก โดยน่าจะทำให้โลกมีเสถียรภาพและสันติภาพมากขึ้น

มีโจทย์ใหญ่สำหรับ Obama หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายต่อตะวันออกกลาง นโยบายต่ออิรัก อิหร่าน อัฟกานิสถาน สงครามต่อต้านการก่อการร้าย Obama เน้นการกลับไปฟื้นฟูพันธมิตร หุ้นส่วน และสถาบันระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติ สำหรับในเอเชีย Obama น่าจะให้ความสำคัญกับเวทีอาเซียนมากขึ้น และสำหรับนโยบายต่อมหาอำนาจอื่นๆโดยเฉพาะกับจีนและรัสเซียนั้น Obama ก็มีแนวโน้มว่า จะลดความตึงเครียดและมีนโยบายปฏิสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม ในโลกแห่งความเป็นจริง ผมมองว่า มันไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเลย ที่ Obama จะประสบความสำเร็จ ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง Obama ได้ขายฝันให้คนอเมริกันและชาวโลก และก็ขายฝันสำเร็จได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี แต่สิ่งที่ยากกว่าการขายฝันคือ การสานฝันให้เป็นจริง อุปสรรคใหญ่ของ Obama คือ วิกฤติเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่คงจะทำให้ Obama ต้องทุ่มเวลาให้กับเรื่องนี้ มากกว่าที่จะมาเน้นการดำเนินนโยบายต่างประเทศในเชิงรุก

ความขัดแย้งตะวันตกกับรัสเซีย : สงครามเย็นภาค 2 ?

สถานการณ์โลกเรื่องที่ 3 ที่คงจะจับตามองเป็นพิเศษในปีนี้คือ ความขัดแย้งระหว่างตะวันตกกับรัสเซีย ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะลุกลามกลับไปเป็นสงครามเย็นภาค 2

ในรอบปีที่ผ่านมา สงครามที่รุนแรงที่สุด คือสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างรัสเซียกับจอร์เจีย รัสเซียคือผู้ชนะในสงครามครั้งนี้ เพราะจากสงคราม ทำให้รัสเซียมีพลังอำนาจมากขึ้น สามารถใช้กำลังทหารบุกเข้าไปในเขตอิทธิพลเดิม และเป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า รัสเซียกำลังกลับขึ้นมาผงาดเป็นอภิมหาอำนาจทางทหารอีกครั้งหนึ่งแล้ว จากสงครามจอร์เจีย รัสเซียได้แสดงให้เห็นเป็นบทเรียนชัดว่า อะไรจะเกิดขึ้นสำหรับประเทศที่ตีตัวออกห่างจากรัสเซีย

รัสเซียมองตะวันตก โดยมีสหรัฐเป็นผู้นำว่า กำลังมียุทธศาสตร์ปิดล้อมรัสเซีย และลดอิทธิพลของรัสเซีย โดยดึงเอาประเทศยุโรปตะวันออกมาเป็นสมาชิก NATO และ EU และขยายอิทธิพลตะวันตกเข้าไปในเขตอิทธิพลเดิมของรัสเซีย คือ ยุโรปตะวันออก คาบสมุทรบอลข่าน เทือกเขาคอเคซัส และเอเชียกลาง รัสเซียไม่พอใจอย่างมาก ที่สหรัฐพยายามดึงเอายูเครนและจอร์เจียเข้าเป็นสมาชิก NATO

สำหรับแนวโน้มความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับตะวันตกในปีนี้ คงจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ และทำท่าว่าจะคล้ายสงครามเย็นภาค 2 โดยขณะนี้ มีเครื่องบ่งชี้หลายประการ โดยเฉพาะกลุ่มสายเหยี่ยวในโลกตะวันตกมองว่า หากตะวันตกไม่ทำอะไรเลย และปล่อยให้รัสเซียได้รับชัยชนะในสงครามจอร์เจีย ก็จะทำให้รัสเซียได้ใจและก้าวร้าวมากขึ้น และอาจใช้กำลังทหารเข้ารุกรานประเทศเพื่อนบ้านอีก ดังนั้น ตะวันตกจะต้องหาทางลงโทษรัสเซียให้ได้

ตะวันตกกำลังมองว่า อาจจะต้องมีการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหญ่ จากยุทธศาสตร์ปฏิสัมพันธ์ ไปเป็นยุทธศาสตร์การปิดล้อมและโดดเดี่ยวรัสเซีย

นอกจากนี้ ตะวันตกกำลังหาทางลงโทษและตอบโต้รัสเซีย ด้วยการกีดกันไม่ให้รัสเซียเข้าเป็นสมาชิก WTO และ OECD รวมทั้งไล่รัสเซียออกจากกลุ่ม G 8 รวมทั้งยังมีข้อเสนอที่จะให้ตะวันตกคว่ำบาตรไม่ร่วมกีฬาโอลิมปิคฤดูหนาวที่รัสเซียจะเป็นเจ้าภาพในปี 2014 ด้วย

การก่อการร้าย

สถานการณ์โลกเรื่องที่ 4 ที่จะต้องจับตามองในปีนี้คือ เรื่องการก่อการร้ายสากล

ปีที่แล้ว สถานการณ์การก่อการร้าย ในช่วงต้นปี มีแนวโน้มทุเลาเบาบางลง แต่ในช่วงปลายปี ก็กลับปะทุระเบิดขึ้น โดยเฉพาะเหตุการณ์การก่อการร้ายที่มุมไบ ถือเป็นเหตุการณ์การก่อการร้ายที่รุนแรงที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา

การก่อการร้ายที่มุมไบ ได้เป็นเครื่องเตือนให้ชาวโลกตระหนักว่า เรื่องการก่อการร้ายยังไม่จบ และในปีนี้ ก็ต้องเตรียมทำใจว่า อาจเกิดเหตุการณ์การก่อการร้ายครั้งใหญ่อย่างไม่มีใครคาดถึงก็เป็นไปได้ เหตุการณ์ก่อการร้ายมุมไบ จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนผันอีกครั้งหนึ่งในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย โดยเฉพาะกับกลุ่ม al-Qeada ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ดูเหมือนกับว่ากำลังสูญเสียบทบาทลง ดังนั้น หาก al-Qeada ประสบความสำเร็จในการปลุกระดมชาวมุสลิมในอินเดีย ซึ่งมีกว่า 150 ล้านคน ให้เข้าร่วมกับขบวนการหัวรุนแรงมากขึ้น ก็คงจะเป็นฝันร้ายของประชาคมโลก ในสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในอนาคต

และอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นผลพวงมาจากการก่อการร้ายที่มุมไบคือ ความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถาน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ความขัดแย้งมีแนวโน้มลดลง แต่จากเหตุการณ์มุมไบ ทำให้อินเดียกล่าวหาปากีสถานว่า มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งจะนำไปสู่ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศอีกครั้งหนึ่ง ในปีนี้ จึงต้องจับตาดูเป็นพิเศษว่า ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศจะสงบลง หรือจะลุกลามใหญ่โตจนเป็นสงคราม จุดอันตรายของสงครามอินเดีย-ปากีสถานก็คือ ทั้งสองประเทศมีอาวุธนิวเคลียร์ ดังนั้น หากสงครามลุกลามกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ ก็จะถือเป็นวันหายนะของโลกได้