วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556

สรุปสถานการณ์โลก ปี 2012


สรุปสถานการณ์โลกปี 2012

ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม 2555

                คอลัมน์กระบวนทรรศน์ในวันนี้ เป็นตอนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ก็คงเป็นเวลาที่จะมาทบทวนสถานการณ์โลกที่เกิดขึ้น ในรอบปีที่ผ่านมา ผมจะจัดลำดับเลือกเรื่องที่สำคัญที่สุด 10 เรื่อง ใช้หลักเกณฑ์เลือกเรื่องที่มีผลกระทบต่อโลกมากที่สุด โดยจะเริ่มตั้งแต่อันดับ 10 ไปถึงอันดับ 1 ดังนี้
                อันดับ 10 : BRICS
                เรื่องที่สำคัญต่อโลกในช่วงปีที่ผ่านมา อันดับ 10 คือ การผงาดขึ้นมาของกลุ่ม BRICS โดย BRICS ย่อมาจากชื่อของ 5 ประเทศ ได้แก่ Brazil Russia India China และ South Africa 5 ประเทศนี้เป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่ และพยายามรวมกลุ่มกันในชื่อ BRICS เพื่อที่จะมาแข่งกับมหาอำนาจตะวันตก ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้มีการประชุมสุดยอด BRICS ครั้งที่ 3 ที่อินเดีย ท่าทีของ BRICS ในการประชุมครั้งนี้ มีลักษณะต่อต้านตะวันตก ไม่พอใจการครอบงำเศรษฐกิจโลกของตะวันตก และเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันการเงินและระบบการเงินโลก
                อย่างไรก็ตาม BRICS ยังไม่สามารถพัฒนาเป็นขั้วอำนาจใหม่ของการเมืองโลกได้ ทั้งนี้เพราะความแตกแยกและความขัดแย้งภายในกลุ่ม BRICS จึงมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่ยังไม่สามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และการเมืองโลก ที่เป็นรูปธรรมได้
                อันดับ 9: พม่า
                เรื่องที่มีความสำคัญและกระทบต่อโลกโดยเฉพาะต่อภูมิภาค ในช่วงปีที่ผ่านมา และมีความสำคัญเป็นอันดับ 9 คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพม่าในเชิงบวกหลายเรื่อง อาทิ การปล่อยนักโทษทางการเมือง การออกกฎหมายใหม่ ให้สิทธิเสรีภาพทางการเมืองมากขึ้น และการเจรจายุติความขัดแย้งกับชนกลุ่มน้อย ส่วนการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ ก็เกิดขึ้นควบคู่กับการปฏิรูปทางการเมืองด้วย
                การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้รับการตอบสนองจากประชาคมโลกในเชิงบวก ประเทศต่างๆ จับตามองพม่าในการเปิดประเทศและมองถึงโอกาสทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ มหาอำนาจโดยเฉพาะสหรัฐได้ปรับเปลี่ยนนโยบายต่อพม่าอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ในอดีต สหรัฐดำเนินนโยบายโดดเดี่ยวและคว่ำบาตรพม่ามาโดยตลอด แต่ในช่วงปีที่ผ่านมา สหรัฐได้ปรับเปลี่ยนนโยบายไปเป็นอย่างมาก โดยมีการปรับความสัมพันธ์ทางการทูต ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และที่เป็นไฮไลท์ คือ การเดินทางไปเยือนพม่าของประธานาธิบดี Obama  
                อันดับ 8: บทบาทเชิงรุกของสหรัฐต่อเอเชีย
                 สำหรับสถานการณ์โลกเรื่องที่มีความสำคัญอันดับ 8 คือ บทบาทของสหรัฐในเชิงรุกต่อเอเชีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อโลกและต่อภูมิภาค เป้าหมายสำคัญของสหรัฐต่อภูมิภาคคือ การครองความเป็นเจ้า การปิดล้อมจีน การป้องกันไม่ให้ประเทศในเอเชียรวมกลุ่มกันโดยไม่มีสหรัฐ และการส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐ
                สำหรับไฮไลท์ของบทบาทสหรัฐต่อภูมิภาคในปีนี้ เกิดขึ้นในระหว่างการประชุมผู้นำอาเซียนกับสหรัฐในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่กรุงพนมเปญ โดยสหรัฐพยายามเน้นตีสนิทกับอาเซียนเพื่อแข่งกับจีน อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มที่สหรัฐกับอาเซียนจะแข่งขันกันโดยเฉพาะในเรื่อง FTA คือ การที่อาเซียนผลักดันการจัดทำ FTA ตัวใหม่ชื่อ Regional Comprehensive Economic Partnership หรือ RCEP ในขณะที่สหรัฐผลักดัน FTA ตัวใหม่ของสหรัฐชื่อ Trans-Pacific Partnership หรือ TPP มีแนวโน้มว่า FTA ทั้งสองกำลังจะแข่งกัน โดย RCEP จะมีอาเซียนเป็นแกน ในขณะที่ TPP จะมีสหรัฐเป็นแกน
                อันดับ 7: ความขัดแย้งจีน-สหรัฐ
                สถานการณ์โลกเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 7 คือ แนวโน้มความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐ ในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศขัดแย้งกันหลายเรื่อง
                เรื่องที่จีนไม่พอใจเป็นอย่างมากคือ การที่สหรัฐเข้ามาแทรกแซงในกรณีความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ สื่อจีนโจมตีสหรัฐว่า วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของสหรัฐในการเข้ามาวุ่นวายในปัญหานี้คือ การยุแหย่ให้จีนกับอาเซียนทะเลาะกัน
สื่อจีนมองว่า ผลประโยชน์ของสหรัฐในการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพม่า คือ การป้องกันไม่ให้จีนใช้ประโยชน์จากท่อก๊าซและน้ำมันจากพม่า และมองว่า การเดินทางไปเยือนพม่าของทั้ง Clinton และ Obama ก็เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การโดดเดี่ยวและปิดล้อมจีน
                สำหรับความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ ในรอบปีที่ผ่านมา ทวีความรุนแรงมากขึ้น สหรัฐได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายค่าเงินหยวนของจีน นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่อง TPP ซึ่งสื่อจีนได้วิพากษ์วิจารณ์ TPP อย่างกว้างขวาง โดยมองว่า เป้าหมายของ TPP คือการลดบทบาทของจีน และเป็นการปิดล้อมจีนทางเศรษฐกิจ
                อันดับ 6: ปัญหาทะเลจีนใต้
                ปัญหาทะเลจีนใต้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 6 และน่าจะเป็นจุดอันตรายที่สุดในภูมิภาคอาเซียนที่อาจจะเกิดสงคราม
ปัญหาทะเลจีนใต้เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมานาน ในอดีต จีนมีท่าทีแข็งขัน แต่ต่อมา จีนพยายามเอาใจอาเซียน จึงเปลี่ยนท่าทียอมลงนามในปฏิญญา Declaration on the Conduct of Parties on the South China Sea เมื่อปี 2002 อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ปัญหานี้ก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะในปีนี้ มีความตึงเครียดเกิดขึ้นหลายครั้ง สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากการผงาดขึ้นมาของจีนอย่างรวดเร็ว ทำให้จีนมีท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้น นำไปสู่ความตึงเครียดโดยเฉพาะกับเวียดนามและฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ อีกปัจจัยที่ทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงมากขึ้น คือการแทรกแซงของสหรัฐ โดยสหรัฐถือหางเวียดนามและฟิลิปปินส์ ทำให้สองประเทศนี้กล้าเผชิญหน้ากับจีนมากขึ้น
                อันดับ 5: วิกฤติซีเรีย
                สถานการณ์โลกเรื่องที่มีความสำคัญอันดับ 5 คือ วิกฤตการณ์ในซีเรีย โดยสถานการณ์ความวุ่นวายในซีเรียได้ยืดเยื้อและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในรอบปีที่ผ่านมา รัฐบาล Assad ได้ใช้ความรุนแรงปราบปรามฝ่ายต่อต้าน ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก
                จากวิกฤติที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ ในรอบปีที่ผ่านมา จึงมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในประชาคมโลกว่า จะตอบสนองต่อวิกฤตการณ์นี้อย่างไร
สำหรับมาตรการทางการทูตนั้น ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะจาก Arab League และ UNSC แต่ร่างข้อมติของตะวันตกก็ถูก veto จากจีนและรัสเซีย ต่อมา มีการแต่งตั้งผู้แทนพิเศษของ UN คือ Kofi Annan ไปเจรจาหาทางออกทางการทูต แต่ก็ล้มเหลว
                หลายฝ่ายมองว่า มาตรการทางการทูตล้มเหลว จึงได้เริ่มมีข้อเสนอให้ใช้มาตรการทางทหารเพื่อโค่นล้มรัฐบาล Assad โดยเสนอให้มีการสนับสนุนทางทหารแก่ฝ่ายต่อต้าน ซึ่งรวมตัวกันอย่างหลวมๆ เรียกว่า Free Syrian Army อย่างไรก็ตาม มาตรการทางทหารก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หลายประเทศตะวันตกก็ไม่กล้าเสี่ยงโดยเฉพาะสหรัฐ นอกจากนั้น รัฐบาล Assad ก็มี รัสเซีย จีน และอิหร่าน ให้การสนับสนุนอยู่
ขณะนี้ จึงยังไม่มีความชัดเจนว่า ประชาคมโลกจะมีมาตรการอย่างไร ในการจัดการกับวิกฤตการณ์นี้ ที่กำลังเลวร้ายลงเรื่อยๆ
                อันดับ 4:  การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ
                เรื่องที่มีความสำคัญอันดับที่ 4 ในช่วงปีที่ผ่านมา คือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งแน่นอนว่าสหรัฐเป็นอภิมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองย่อมจะกระทบต่อนโยบายต่างประเทศและจะส่งผลกระทบต่อโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
                ดังนั้น จึงได้มีการอภิปรายวิเคราะห์กันอย่างกว้างขวางว่า Obama และ Mitt Romney จะมีนโยบายต่างประเทศต่างกันอย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อโลกอย่างไร
                โดยรวมแล้ว มีการคาดการณ์ว่า หาก Obama ชนะการเลือกตั้ง นโยบายจะต่อเนื่อง จะไม่มีอะไรต่างไปมากจาก 4 ปีที่ผ่านมา แต่หาก Romney ชนะการเลือกตั้ง ก็มีการวิเคราะห์กันไปในทิศทางที่ว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศครั้งใหญ่ โดย Romney อาจรื้อฟื้นนโยบายหลายๆ อย่างของ Bush และคงจะมีความก้าวร้าว มีลักษณะเป็นสายเหยี่ยว และคงเน้นการเผชิญหน้ากับจีน รัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือ และโลกก็คงจะปั่นป่วนมากขึ้น
                อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งในวันที่ 16 พฤศจิกายน ก็เป็นไปตามคาด คือ Obama ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย และประชาคมโลกก็โล่งอก ที่นโยบายต่างประเทศของสหรัฐคงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก
                อันดับ 3: วิกฤติ Eurozone
                สำหรับสถานการณ์โลก เรื่องที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 3 ในช่วงปีที่ผ่านมา คือ วิกฤติหนี้ของยุโรปที่เรียกว่า วิกฤติ Eurozone โดยปีที่แล้ว เข้าขั้นวิกฤติ
                อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ สถานการณ์ในภาพรวม มีแนวโน้มดีขึ้น ได้มีสัญญาณในทางที่ดี โดยเฉพาะได้มีแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจเกิดขึ้นในหลายประเทศสมาชิก Eurozone
                แม้ว่าจะมีแนวโน้มในทางบวกข้างต้น แต่สัญญาณในเชิงลบก็ยังปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะตัวเลข GDP โดย GDP ของกรีซติดลบถึง 7% ส่วนอิตาลี สเปน และโปรตุเกส GDP ในปีนี้มีแนวโน้มจะลดลงมาก ในภาพรวม เศรษฐกิจของ Eurozone ยังคงติดลบอยู่
                ดังนั้น แม้ว่าในปีนี้สถานการณ์วิกฤติ Eurozone จะดูดีขึ้น แต่ก็ยังไม่พ้นวิกฤติ และยังคงน่าเป็นห่วง ที่วิกฤติอาจลุกลามบานปลาย จนกลายเป็นวิกฤติการเงินโลกครั้งใหญ่ได้
                อันดับ 2: การก่อการร้ายสากล
                เรื่องการก่อการร้าย ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของโลก แม้ว่า Osama Bin Laden ผู้นำ al-Qaeda ได้ถูกสังหารไปเมื่อปีที่แล้วก็ตาม แต่ในปีนี้ สถานการณ์การก่อการร้าย ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และทำท่าว่าจะทรุดหนักลงเสียด้วยซ้ำ
                ในปีนี้ al-Qaeda ได้ปรับยุทธศาสตร์ใหม่ โดยเน้นให้องค์กรสาขาย่อยและกลุ่มพันธมิตรที่มีอุดมการณ์ร่วม เป็นหัวหอกในการก่อวินาศกรรมแทน องค์กรย่อยของ al-Qaeda มีอยู่ทั่วตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ เหตุการณ์ Arab Spring ที่มีการลุกฮือขึ้น โค่นล้มรัฐบาลเผด็จการในโลกอาหรับนั้น          al-Qaeda ก็กำลังจ้องมองที่จะฉวยโอกาส จากสถานการณ์การเมืองในยุคหลังการโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการ ซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดความวุ่นวายทางการเมือง และอาจเกิดสุญญากาศแห่งอำนาจที่ al-Qaeda จะใช้เป็นโอกาส ปลุกระดมและยึดอำนาจรัฐให้ได้
นอกจากนี้ al-Qaeda ยังดึงให้สหรัฐและพันธมิตร ตกอยู่ในกับดักสงครามในอัฟกานิสถาน โดยหากสหรัฐและนาโต้ถอนกำลังออกไป นักรบ Taliban ก็อาจยึดอำนาจรัฐได้ และสถานการณ์ก็กำลังลุกลามเข้าสู่ปากีสถานด้วย
                อับดับ 1: วิกฤตินิวเคลียร์อิหร่าน
                สำหรับเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 1 ที่ส่งผลกระทบต่อโลกในวงกว้างในปีนี้คือ ปัญหาวิกฤตินิวเคลียร์อิหร่าน ตะวันตกกล่าวหาอิหร่านมาตลอดว่า แอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่อิหร่านก็ปฏิเสธมาโดยตลอด แต่เมื่อปีที่แล้ว IAEA ออกมาประกาศว่า มีหลักฐานว่า อิหร่านกำลังแอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ทำให้ความสัมพันธ์อิหร่านกับตะวันตกโดยเฉพาะกับสหรัฐ ตึงเครียดขึ้นมาก จนถึงขั้นอาจเกิดสงคราม
                ตะวันตกได้ผลักดันมาตรการต่างๆออกมา เพื่อกดดันอิหร่าน โดยเฉพาะมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของอิหร่านเป็นอย่างมาก อิหร่านจึงได้ขู่ว่า จะปิดช่องแคบ Hormuz เพื่อตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก
                ดังนั้น ในช่วงปีที่ผ่านมา หลายฝ่ายวิตกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงสงครามระหว่างตะวันตกกับอิหร่าน โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างสหรัฐกับอิสราเอลในการโจมตีอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้สงครามยังไม่เกิดขึ้น คือ การที่หลายฝ่ายได้ออกมากล่าวเตือนถึงผลกระทบในทางลบหากเกิดสงคราม  
                ทั้งหมดก็เป็น 10 เรื่องสำคัญของสถานการณ์โลกในปีนี้ ที่ส่งผลกระทบต่อโลกเป็นอย่างมาก เราคงจะต้องจับตาดูกันต่อว่า ในปี 2013 แนวโน้มสถานการณ์โลก จะเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งผมก็จะมาวิเคราะห์ต่อในคอลัมน์กระบวนทรรศน์ตอนหน้า 

ไม่มีความคิดเห็น: