วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553

ความขัดแย้งจีน-อินเดียปี 2010

ความขัดแย้งจีน-อินเดียปี 2010
ตีพิมพ์ใน ไทยโพสต์ วันที่ 9 กันยายน 2553

คอลัมน์กระบวนทรรศน์ในวันนี้ จะวิเคราะห์แนวโน้มความขัดแย้งจีนกับอินเดีย ทั้งในมิติด้านภูมิรัฐศาสตร์ การทหาร และเศรษฐกิจ ดังนี้

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
จีนและอินเดียเป็นประเทศที่กำลังผงาดขึ้นมาแรงที่สุด โดยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุด ทั้ง 2 ประเทศ จึงมีลักษณะเป็นคู่แข่งกัน และกำลังจะขัดแย้งกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจีนมองว่าอินเดียกำลังเป็นคู่แข่งที่สำคัญ ที่จะต้องถ่วงดุลและสกัดกั้นการขยายอิทธิพล เช่นเดียวกัน อินเดียก็มองจีนว่า เป็นคู่แข่งที่สำคัญ ที่จะต้องหาหนทางปิดล้อม

อินเดียมองว่า จีนกำลังมียุทธศาสตร์ปิดล้อมอินเดีย โดยจีนได้เข้าไปตีสนิทกับประเทศเพื่อนบ้านของอินเดีย กำลังพัฒนาท่าเรือน้ำลึกในปากีสถานและบังคลาเทศ สร้างถนนในเนปาล และสร้างท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากพม่าไปจีน จีนยังได้ช่วยปากีสถานพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งน่าจะเป็นการตอบโต้ที่สหรัฐได้ให้ความช่วยเหลืออินเดียในด้านพลังงานนิวเคลียร์ ขณะนี้ จีนกลายเป็นประเทศป้อนอาวุธให้กับปากีสถานรายใหญ่ที่สุด อินเดียยังมองด้วยว่า จีนเป็นตัวขัดขวางไม่ให้อินเดียได้เป็นสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงของ UN และขัดขวางไม่ให้อินเดียได้เป็นสมาชิกเอเปค นอกจากนี้ จีนยังตีสนิทกับศรีลังกา เรือรบของจีนสามารถไปจอดที่ท่าเรือทางตอนใต้ของศรีลังกาได้

สำหรับอินเดีย ก็ตอบโต้ยุทธศาสตร์ปิดล้อมของจีนด้วยการตีสนิทกับสหรัฐ โดยในปี 2005 สหรัฐกับอินเดียได้มีข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์

นอกจากนี้ อินเดียได้ใกล้ชิดกับญี่ปุ่นมากขึ้น บริษัทของญี่ปุ่นได้ไปลงทุนในอินเดียกว่า 10,000 ล้านเหรียญ ในปี 2007 ได้มีการซ้อมรบทางทะเลระหว่างญี่ปุ่นกับอินเดียในอ่าวเบงกอล โดยมีเรือรบของสหรัฐเข้าร่วมในการซ้อมรบด้วย อินเดียได้เน้นการสร้างแนวร่วมที่เรียกว่า “อักษะของประเทศประชาธิปไตย” หรือ Axis of Democracies

นอกจากนี้ อินเดียยังได้ขัดแย้งกับจีนในกรณีทิเบต โดยองค์ดาไล ลามะ ได้ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นอยู่ในอินเดียมาตั้งแต่ปี 1959 จีนได้กล่าวหาว่า ดาไล ลามะ และอินเดียอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายในทิเบตในช่วงต้นปี 2008

ความขัดแย้งทางพรมแดน
ทั้ง 2 ประเทศมีกรณีพิพาทเรื่องพรมแดน ซึ่งเคยลุกลามกลายเป็นสงครามในปี 1962 อินเดียกล่าวหาจีนว่า ได้ไปยึดครองดินแดนของอินเดียในเขตแคชเมียร์ และเมื่อเร็วๆ นี้ ได้เกิดความตึงเครียดขึ้นอีก โดยอินเดียได้ประกาศเพิ่มทหารประชิดพรมแดนจีน ส่วนจีนก็ตอบโต้ว่าดินแดนประมาณ 90,000 ตารางกิโลเมตร ที่ขัดแย้งกับอินเดียนั้นเป็นของจีน จีนประกาศว่า เขต Arunachal Pradesh เป็นดินแดนของจีน และจีนได้ส่งกำลังทางทหารล้ำเข้าไปในแคว้นสิกขิมของอินเดียหลายครั้ง อินเดียก็ได้ตอบโต้ด้วยการเพิ่มกำลังทางทหารในแคว้นอัสสัมของอินเดีย ซึ่งขณะนี้มีทหารอินเดียกว่า 100,000 คน

อินเดียมีพรมแดนติดกับจีนกว่า 4,000 กิโลเมตร อินเดียอ้างว่า เขต Ladakh ซึ่งจีนครอบครองอยู่นั้นเป็นของอินเดีย ส่วนจีนก็อ้างว่า เขต Tawang ซึ่งทหารอินเดียครอบครองอยู่ตั้งแต่ปี 1951 นั้น เป็นของจีน

จีนปฏิเสธเส้นเขตแดนซึ่งทำขึ้นในสมัยเจ้าอาณานิคมอังกฤษ โดยอ้างว่า เขต Arunachal Pradesh เป็นของจีน และท่าทีของจีนก็แข็งกร้าวมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ก็เพราะการผงาดขึ้นมาของจีนทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการทหาร รวมถึงอิทธิพลของจีนที่เพิ่มมากขึ้นในเอเชียใต้

ความขัดแย้งในมหาสมุทรอินเดีย

แนวโน้มความขัดแย้งระหว่างจีนกับอินเดีย กำลังจะเกิดขึ้นในมหาสมุทรอินเดีย อินเดียนั้นมุ่งเน้นที่จะครอบงำมหาสมุทรอินเดียมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม การแข่งขันทางทหารในมหาสมุทรอินเดียระหว่างประเทศทั้ง 2 มีแนวโน้มสูงขึ้น คือ ทั้งจีนและอินเดียต้องพึ่งพาการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกกลางผ่านมหาสมุทรอินเดีย จึงมีแนวโน้มที่ทั้ง 2 ประเทศ จะเสริมสร้างแสนยานุภาพทางทะเล เพื่อปกป้องเส้นทางการลำเลียงน้ำมัน

สำหรับจีน ได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องเส้นทางลำเลียงน้ำมัน โดยการสร้างท่าเรือและจุดยุทธศาสตร์ทางทหารบริเวณมหาสมุทรอินเดีย จีนได้สร้างท่าเรือน้ำลึกที่ Hambantota ทางใต้ของศรีลังกา และจีนกำลังสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ ที่ Gwadar ปากีสถาน ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านเหรียญ ในช่วงต้นปีนี้ มีข่าวการเผชิญหน้าระหว่างเรือรบจีนและอินเดียในอ่าว Aden

อินเดียได้ตอบสนองต่อการรุกคืบทางทะเลของจีน ด้วยการพัฒนากองทัพเรือขนานใหญ่ โดยอินเดียได้มีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ และได้ซื้อเรือรบจากรัสเซียและสหรัฐ อย่างไรก็ตามแผนการสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินของจีน รวมทั้งกองเรือดำน้ำของจีน ทำให้กองทัพเรือจีนดูจะมีความเหนือกว่าอินเดีย แต่อินเดียก็ได้พยายามเพิ่มความสัมพันธ์ทางทหารกับประเทศเกาะเล็กๆ ในมหาสมุทรอินเดีย อาทิ Mauritius, Seychelles, Madagascar และ Maldives รวมทั้งได้มีการซ้อมรบร่วมทางทะเลกับญี่ปุ่นและเวียดนามด้วย

ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่จีนและอินเดียจะผงาดขึ้นมาเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจมากกว่าที่จะเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ โดยจีนกำลังมุ่งพัฒนาภาคบริการของตนอย่างเต็มที่เพื่อแข่งกับอินเดีย ในขณะที่อินเดียก็มุ่งพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของตนเพื่อแข่งกับจีน ถึงแม้ว่า มูลค่าการค้าจีน – อินเดีย จะมีประมาณ 60,000 ล้านเหรียญในปีนี้ แต่แนวโน้มในอนาคต ทั้ง 2 ประเทศน่าจะเป็นคู่แข่งมากกว่าร่วมมือกัน แนวคิดเรื่อง Chindia ก็คงเป็นไปได้ยาก

ทั้ง 2 ประเทศมีความต้องการด้านพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ จึงมีแนวโน้มที่จะขัดแย้งและแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานกัน การแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องใหญ่คือ เรื่องน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งขณะนี้ จีนกับอินเดียกำลังแข่งขันกันอย่างหนัก ในการเข้าถึงแหล่งน้ำมันและก๊าซ นอกจากนี้ ทรัพยากรน้ำก็เป็นอีกเรื่องของความขัดแย้ง โดยเฉพาะแม่น้ำหลายสายของอินเดียมีต้นกำเนิดอยู่ในทิเบตซึ่งเป็นของจีน ตัวอย่างเช่น แม่น้ำพรหมบุตร มีต้นกำเนิดจากทิเบต แต่เมื่อเร็วๆ นี้ จีนได้ประกาศที่จะสร้างเขื่อนในแม่น้ำดังกล่าว ซึ่งทำให้อินเดียไม่พอใจเป็นอย่างมาก

กล่าวโดยสรุป จะเห็นได้ว่า จีนและอินเดียซึ่งกำลังจะผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจโลก แต่ตรรกะของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะกำหนดให้ความสัมพันธ์ของประเทศทั้งสองมีความขัดแย้งมากกว่าความร่วมมือ

ไม่มีความคิดเห็น: