วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553

จีนกับรางวัลโนเบลสันติภาพ

จีนกับรางวัลโนเบลสันติภาพ
ตีพิมพ์ในสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ปีที่ 58 ฉบับที่4 วันศุกร์ที่ 15 - วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม 2553

รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ปี 2010
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการโนเบลได้ตัดสินใจให้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2010 ให้แก่ Liu Xiaobo นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยชาวจีน โดยใน press release ของคณะกรรมการโนเบลได้กล่าวว่า Liu ได้ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนในจีนมาอย่างยาวนาน และได้กล่าวถึงจีนว่า ในช่วงหลาย 10 ปีที่ผ่านมา จีนได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ ขณะนี้ จีนมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และคนจีนจำนวนหลายร้อยล้านคนได้หลุดพ้นจากความยากจน การมีส่วนร่วมทางการเมืองก็เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานะใหม่ของจีนย่อมหมายถึงจะต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นด้วย แต่จีนได้ละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสิทธิมนุษยชน ชาวจีนยังถูกจำกัดเสรีภาพ

เป็นเวลากว่า 20 ปี ที่ Liu ได้เป็นกระบอกเสียงในการผลักดันสิทธิมนุษยชนในจีน เขาได้มีส่วนร่วมในการเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยในเหตุการณ์เทียนอันเหมิน ปี 1989 Liu ได้เป็นคนสำคัญในการเขียนเอกสารที่เรียกว่า Charter 08 ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญในการเรียกร้องเสรีภาพในจีน และจัดทำขึ้นมาในโอกาสครบรอบ 60 ปี ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน จากการกระทำดังกล่าว Liu ได้ถูกจับกุมและถูกตัดสินให้ถูกจำคุกเป็นเวลานานถึง 11 ปี ขณะนี้ การรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนในจีนกำลังเกิดขึ้น โดยชาวจีนทั้งในประเทศและนอกประเทศ และ Liu ได้เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญยิ่งต่อการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนในจีน

ปฏิกิริยาจากรัฐบาลจีน
หลังจากมีการประกาศรางวัลโนเบลสันติภาพให้แก่ Liu รัฐบาลจีนได้แสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก โดยกระทรวงต่างประเทศจีน ได้ออกแถลงการณ์โจมตี Liu ว่าเป็นอาชญากร ที่ละเมิดกฎหมายจีน การให้รางวัลโนเบลแก่ Liu จึงเป็นการขัดกับหลักการพื้นฐานของรางวัลโนเบล และเป็นการดูถูกรางวัลโนเบลสันติภาพ นอกจากนั้น กระทรวงต่างประเทศจีนยังได้ขู่ด้วยว่า การที่คณะกรรมการโนเบลกระทำเช่นนั้น จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับนอร์เวย์ ซึ่งเป็นประเทศที่คณะกรรมการตั้งอยู่

ในตอนที่ประธานกรรมการโนเบล Thorbjorn Jagland ได้ประกาศรางวัล ได้มีการถ่ายทอดไปทั่วโลกโดย CNN และ BBC โดย Jagland ได้แสดงความเห็นว่า จีนกำลังเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่มหาอำนาจจะต้องได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ได้ และบอกว่า เป็นสิ่งจำเป็นที่โลกภายนอกควรจะจับตามองจีนว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น และประชาคมโลกควรจะมีการถกเถียงว่า เราควรอยากจะให้จีนเป็นอย่างไร ซึ่งการแสดงข้อคิดเห็นดังกล่าวทำให้รัฐบาลจีนไม่พอใจเป็นอย่างมาก มีข่าวว่า รัฐบาลจีนได้ตัดสัญญาณการถ่ายทอดสดการประกาศรางวัลดังกล่าวของ BBC และ CNN ทันที นอกจากนั้น สื่อต่างๆ ในจีนก็แทบจะไม่ได้ลงข่าวในเรื่องนี้เลย

ก่อนหน้าที่จะมีการประกาศรางวัล ทางรัฐบาลจีนได้แสดงความไม่เห็นด้วย โดยในเดือนกันยายน สำนักข่าวของนอร์เวย์ได้ลงข่าวว่า คณะกรรมการโนเบลได้รับการข่มขู่จากนักการทูตจีนว่า การให้รางวัลต่อ Liu จะกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างนอร์เวย์กับจีน

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนได้พยายามอย่างเต็มที่ในการป้องกันข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ในอินเตอร์เน็ต โดยมีการบล็อก ชื่อของ Liu และ บล็อกเว็บไซท์สื่อต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนไม่น้อยที่ได้โพสต์ข้อความสนับสนุน Liu ใน blog ต่างๆ และใน twitter มีข่าวว่าตำรวจในปักกิ่งจับกุมชาวจีนจำนวนหนึ่ง ซึ่งกำลังจะเฉลิมฉลองการที่ Liu ได้รางวัลดังกล่าว

ต่อมา รัฐบาลจีนได้เรียกทูตนอร์เวย์ที่ปักกิ่งเข้าพบเพื่อทำการประท้วง โดยย้ำว่า Liu เป็นอาชญากรและการให้รางวัลถือเป็นการขัดกับหลักการของโนเบลและจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ต่อมามีข่าวว่า จีนได้ยุติการเจรจากับนอร์เวย์ในเรื่องการจัดทำข้อตกลงทางการค้า

ปฏิกิริยาของฝ่ายต่างๆ
สำหรับทางประเทศตะวันตกนั้น ได้สนับสนุนรางวัลสันติภาพของ Liu อย่างเต็มที่

โดยนายกรัฐมนตรีของนอร์เวย์ ชื่อ Jens Stoltenberg ได้แสดงความยินดีต่อ Liu และได้กล่าวว่า การตัดสินใจของคณะกรรมการโนเบลเป็นการให้ความสำคัญกับปัญหาสิทธิมนุษยชนในจีน Liu ได้รับรางวัลดังกล่าว เพราะการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ถึงแม้จีนจะมีความก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก แต่จีนก็ยังมีสิ่งท้าทายโดยเฉพาะในเรื่องสิทธิมนุษยชน

สำหรับประธานาธิบดี บารัค โอบามา ได้กล่าวว่า คณะกรรมการโนเบลได้เลือก Liu ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความกล้าหาญและจะเป็นกระบอกเสียงในการเสริมสร้างค่านิยมสากล โดยเฉพาะประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา จีนประสบความสำเร็จในการปฏิรูปเศรษฐกิจ แต่การปฏิรูปทางการเมืองยังพัฒนาไม่ทันการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ โอบามาได้เรียกร้องให้รัฐบาลจีนปล่อยตัว Liu

ส่วนเลขาธิการสหประชาชาติ บัน คี มุน ได้กล่าวว่ารางวัลโนเบลสันติภาพของ Liu นั้น แสดงให้เห็นถึงฉันทามติระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นในเรื่องการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

ส่วนประเทศยุโรปก็มีปฏิกิริยาออกมาในแนวเดียวกันหมด โดยโฆษกรัฐบาลเยอรมันกล่าวว่า รัฐบาลเยอรมันต้องการให้จีนปล่อยตัว Liu เพื่อที่เขาจะมารับรางวัลที่นอร์เวย์ได้ ส่วนรัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส Bernard Kouchner ได้กล่าวว่า ท่าทีของฝรั่งเศสก็เหมือนท่าทีของ EU ที่มีความห่วงใยต่อการที่ Liu ถูกคุมขัง และเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวมาหลายครั้งแล้ว ฝรั่งเศสขอตอกย้ำข้อเรียกร้องดังกล่าวอีกครั้ง ส่วนทางกระทรวงต่างประเทศอังกฤษได้แถลงว่า การให้รางวัลโนเบลแก่ Liu แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชน รัฐบาลอังกฤษได้หยิบยกการที่ Liu ถูกคุมขังมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และอังกฤษขอเรียกร้องอีกครั้งหนึ่ง

บทวิเคราะห์
• ผมมองว่า ปัญหาจีนกับรางวัลโนเบลสันติภาพในครั้งนี้ ทำให้จีนตกเป็นเป้า โดยเฉพาะในแง่ลบ ในสายตาประชาคมโลก ซึ่งถือเป็นภาพในแง่ลบของจีนที่เกิดขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ จีนมีภาพในแง่บวกมาโดยตลอด โดยเฉพาะความสำเร็จทางเศรษฐกิจ การผงาดขึ้นมาของจีน การจัดกีฬาโอลิมปิกปี 2008 และความยิ่งใหญ่ของการจัด World Expo ที่เซี่ยงไฮ้ แต่การให้รางวัลโนเบลสันติภาพแก่ Liu ทำให้ประชาคมโลกกลับมาให้ความสนใจกับปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจีน ซึ่งผมมองว่า เป็นจุดอ่อนที่สุดของจีนในขณะนี้

• การให้รางวัลโนเบลในครั้งนี้ ในแง่ของจีนคงจะมองว่า เป็นการแทรกแซงการเมืองภายในของจีน ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เทียนอันเหมินเมื่อปี 1989 ซึ่งในตอนนั้น รัฐบาลของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะตะวันตก ได้ดำเนินมาตรการคว่ำบาตรต่อจีน

• อย่างไรก็ตาม การที่จะอธิบายถึงสาเหตุของการให้รางวัลโนเบลแก่ Liu นั้น หากมองในแง่ดี อาจอธิบายได้ว่า เป็นการกระทำที่บริสุทธิ์และจริงใจจากคณะกรรมการโนเบล ที่ต้องการส่งเสริมหลักการสิทธิมนุษยชนทั่วโลก อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ร้าย อาจจะมีประเด็นสงสัยว่า มีวาระซ่อนเร้นอะไรหรือไม่ อย่าลืมว่า คณะกรรมการโนเบลก็ถือว่า เป็นส่วนหนึ่งของโลกตะวันตก ซึ่งมองจีนด้วยความหวาดระแวงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการผงาดขึ้นมาของจีน ซึ่งในอนาคตจีนจะมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตะวันตกจึงวิตกกังวลว่า ในอนาคตจีนอาจจะท้าทายระเบียบโลก และการครองโลกของตะวันตกได้ ฉะนั้น วาระซ่อนเร้นคือ การใช้เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นข้ออ้างในการโจมตีจีน เพื่อที่จะทำให้จีนเสียชื่อ และไม่มีความชอบธรรมที่จะผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำโลก

• อีกประเด็นที่ต้องจับตามองคือ หลังจากนี้ การเมืองของจีนจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด มีความเป็นไปได้ว่า การให้รางวัลดังกล่าว อาจจะเป็นการจุดกระแสการเรียกร้องประชาธิปไตยในจีนขึ้นอีกครั้ง และ รางวัลดังกล่าวอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการถกเถียงทางการเมืองระหว่างผู้นำจีน ในเรื่องทิศทางการปฏิรูปทางการเมือง ในขณะที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านผู้นำของจีน ซึ่งคาดว่าจะมีผู้นำคนใหม่ในปี 2012 เราคงจะต้องจับตาดูกันต่อว่า ในระยะยาวแล้ว พัฒนาการทางการเมืองของจีนโดยเฉพาะเรื่องประชาธิปไตย จะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ไม่มีความคิดเห็น: