วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551

การประเมินภัยคุกคามปี 2551

การประเมินภัยคุกคามปี 2551

ตีพิมพ์ใน: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการเผยแพร่เอกสารของผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ รายงานต่อวุฒิสภาสหรัฐฯ เกี่ยวกับการประเมินภัยคุกคามต่อสหรัฐฯในช่วงปี 2008 คอลัมน์กระบวนทรรศน์ในวันนี้ ผมจะได้นำเอกสารดังกล่าวมาสรุป โดยถึงแม้ว่าจะเป็นการมองในมุมมองของสหรัฐฯ แต่ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายไทยเรา เพราะจะเป็นการฉายภาพให้เห็นถึงภัยคุกคามที่สำคัญ ๆ ในภาพรวม


การก่อการร้าย

สำนักข่าวกรองสหรัฐฯให้ความสำคัญต่อภัยที่มาจากการก่อการร้ายมากที่สุด โดยในตอนแรกได้กล่าวถึงความสำเร็จในช่วงรอบปีที่ผ่านมา ไม่มีการโจมตีครั้งใหญ่เกิดขึ้น โดยมองว่า เป็นเพราะทางฝ่ายสหรัฐฯได้ทำลายแผนการก่อวินาศกรรมขององค์กรอัล เคด้า หลายครั้ง

องค์กรก่อการร้ายที่ถือว่าเป็นภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดคือ อัล เคด้า โดยขณะนี้ ผู้นำ อัล เคด้า ได้มีฐานที่มั่นสำคัญอยู่ในพรมแดนปากีสถานกับอัฟกานิสถาน ทำให้อัล เคด้ากลับมามีความได้เปรียบเหมือนคราวที่มีฐานที่มั่นอยู่ในอัฟกานิสถาน และได้ใช้ฐานที่มั่นดังกล่าวในการสนับสนุนนักรบตาลีบันในอัฟกานิสถาน และเป็นแหล่งฝึกผู้ก่อการร้ายรุ่นใหม่ สำหรับการก่อวินาศกรรมทั่วโลก นอกจากนี้ ผู้นำของอัล เคด้าคือ Osama Bin Laden ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสร้างเอกภาพให้เกิดขึ้นในองค์กร ฝ่ายสหรัฐฯประเมินว่า อัล เคด้ามีแผนการที่จะโจมตีสหรัฐฯ และกำลังพยายามที่จะมีอาวุธร้ายแรงในครอบครอง

สำหรับเครือข่ายอัล เคด้าในภูมิภาคอื่น ๆ ที่สำคัญ ได้แก่ Al Qaeda in Iraq (AQI) มีบทบาทสำคัญในการก่อวินาศกรรมในอิรัก และมีแผนที่จะโจมตีสหรัฐฯด้วย โดยสมาชิก AQI กว่าร้อยคนได้เคลื่อนย้ายออกจากอิรัก และกำลังสร้างเครือข่ายอยู่ในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก

เครือข่ายอัล เคด้าอีกเครือข่ายหนึ่งคือ Al Qaeda in the Lands of the Islamic Maghreb (AQIM) เป็นเครือข่ายที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในแอฟริกาเหนือ โดยเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เครือข่ายนี้ได้ก่อวินาศกรรมที่เมือง Algiers ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปเกือบ 100 คน นอกจากนี้ เครือข่ายอัล เคด้ายังพยายามเพิ่มบทบาทในคาบสมุทรอาราเบีย โดยมีแผนจะก่อวินาศกรรมในซาอุดิอาระเบีย เยเมน UAE และบาเรน

สำหรับในแอฟริกาตะวันออก กองกำลังของเอธิโอเปียที่ได้บุกเข้าไปในโซมาเลีย ได้ทำให้บทบาทของ Al Qaeda in East Africa ลดลง และสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่ม Jemaah Islamiya (JI) และ Abu Sayyaf ถือเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่คุกคามต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯในภูมิภาคมากที่สุด
ผมมองว่า ปัญหาการก่อการร้ายคงจะไม่จบง่าย ๆ แต่จะมีแนวโน้มหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้ มาจากสาเหตุใหญ่ในการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลบุช ที่เน้นการปราบปรามและละเลยการแก้ที่รากเหง้าของปัญหา

อาวุธร้ายแรง

ภัยคุกคามที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 2 คือ อันตรายจากอาวุธร้ายแรง โดยเฉพาะภัยคุกคามจากการพัฒนาอาวุธร้ายแรงของอิหร่าน เกาหลีเหนือ และจากขบวนการก่อการร้าย

สำหรับในกรณีของอิหร่านนั้น หน่วยงานข่าวกรองสหรัฐฯรายงานว่า อิหร่านได้ยุติแผนการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตนตั้งแต่ปี 2003 แต่ก็ไม่แน่ใจว่าอิหร่านจะกลับมาพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้งเมื่อไร และอิหร่านยังคงเดินหน้าเสริมสร้างสมรรถนะแร่ยูเรเนียม รวมทั้งการพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกล แต่มีการประเมินว่า อิหร่านจะสามารถพัฒนาสมรรถนะแร่ยูเรเนียมจนถึงขั้นพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ประมาณช่วงปลายปี 2009

ผมมองว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับ อิหร่าน จะยังคงตึงเครียดต่อไป สหรัฐฯไม่เพียงแต่กังวลเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านเท่านั้น แต่ยังกังวลถึงอิทธิพลของอิหร่านในตะวันออกกลางด้วย ดังนั้น ในปีนี้ สหรัฐฯจึงจะดำเนินนโยบายปิดล้อมและสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของอิหร่านต่อไป

สำหรับในกรณีเกาหลีเหนือ ก็พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธที่คุกคามต่อเสถียรภาพของภูมิภาค โดยเกาหลีเหนือได้ขายขีปนาวุธให้กับประเทศในตะวันออกกลางรวมทั้งอิหร่าน และทางฝ่ายสหรัฐฯวิตกกังวลว่า เกาหลีเหนือจะขายอาวุธนิวเคลียร์ให้กับประเทศอื่น นอกจากนี้ สหรัฐฯยังวิตกกังวลเกี่ยวกับขีปนาวุธพิสัยไกล Taepo Dong 2 ซึ่งมีศักยภาพที่จะติดหัวรบอาวุธนิวเคลียร์และอาจยิงไปไกลได้ถึงแผ่นดินใหญ่สหรัฐฯ

เกาหลีเหนือได้ทดลองอาวุธนิวเคลียร์สำเร็จเมื่อเดือนตุลาคมปี 2006 และหลังจากนั้นได้กลับมาเจรจา 6 ฝ่ายในปีที่แล้ว และตกลงว่าจะยุติการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ แต่ในที่สุดเกาหลีเหนือก็ไม่ทำตามคำมั่นสัญญา โดยยังไม่ยอมยุติโครงการนิวเคลียร์ซึ่งกำหนดเส้นตายไว้ในวันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา

ผมคิดว่า ยังไม่มีความแน่นอนว่า ปัญหาเกาหลีเหนือจะยุติอย่างไร ผมคิดว่าคงเป็นไปได้ยากที่เกาหลีเหนือจะยุติการมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง

อิรัก

สำหรับสถานการณ์ในอิรักและอัฟกานิสถานยังคงคุกรุ่น จากเอกสารของหน่วยงานข่าวกรองสหรัฐฯรายงานว่า ปีที่แล้ว สถานการณ์ในอัฟกานิสถานทรุดหนักลงมีการโจมตีจากนักรบตาลีบันมากขึ้น นักรบตาลีบันได้ขยายการโจมตีสู่ทางใต้และรอบๆ เมือง Kabul

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในอิรักโดยรวมแล้วดูดีขึ้น โดยจำนวนประชาชนผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงลดลงครึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายในยังคงเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างชีอะห์ กับซุนหนี่ และองค์กร Al Qaeda in Iraq ยังคงมุ่งบ่อนทำลายความมั่นคง นอกจากนี้ อิหร่านก็แอบสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธชีอะห์ และประมาณ 90% ของระเบิดฆ่าตัวตายในอิรักเป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายที่มาจากนอกประเทศ โดยมีผู้ก่อการร้ายประมาณ 50-80 คนเดินทางเข้ามาในอิรักทุกเดือนโดยผ่านทางซีเรีย

สำหรับวิกฤตอิรักนี้ ผมขอกล่าวเสริมว่า บุชได้ประกาศเมื่อปีที่แล้วว่า จะค่อยๆ ถอนทหารออกจากอิรัก ดังนั้น ในปีนี้เราน่าจะได้เห็นสหรัฐฯค่อย ๆ ถอนทหารออกมาประมาณ 30,000 คน แต่ยังมีความไม่แน่นอนว่า สถานการณ์ในอิรักจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร สงครามอิรักอาจจะก่อให้เกิดลกระทบต่อภูมิภาคทอดยาวไปนับสิบปี

ปากีสถาน

ภัยคุกคามที่มาจากปากีสถานคือ สถานการณ์การเมือง และความมั่นคงปลอดภัยของอาวุธนิวเคลียร์ รายงานของหน่วยงานข่าวกรองสหรัฐฯประเมินว่า ความปลอดภัยของอาวุธนิวเคลียร์ปากีสถาน ยังอยู่ในภาวะน่าวิตก นอกจากนี้ สถานการณ์การเมืองก็มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการก่อวินาศกรรมของกลุ่มก่อการร้าย การเพิ่มขึ้นของระเบิดฆ่าตัวตายจากกลุ่มหัวรุนแรงปากีสถานซึ่งเป็นพันธมิตรกับกลุ่มอัล เคด้า การลอบสังหารอดีตนายกรัฐมนตรี Benezir Bhutto โดยกลุ่มก่อการร้าย ทำให้สถานการณ์ในปากีสถานอยู่ในขั้นวิกฤต

ผมมองว่า สิ่งเลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นคือ ขบวนการก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรงสามารถเข้ายึดอำนาจทางการเมืองในปากีสถานได้ และรัฐบาลหัวรุนแรงจะมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง

รัสเซีย

ภัยคุกคามลำดับต่อมา ต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯคือ การผงาดขึ้นมาของรัสเซีย รายงานข่าวกรองสหรัฐฯประเมินว่า เศรษฐกิจรัสเซียกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยในช่วง 4 ปีข้างหน้า พลังอำนาจแห่งชาติรัสเซียจะเพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ พลังงาน การทูต การทหาร
ขณะนี้ รัสเซียกำลังจ้องที่จะเข้าควบคุมแหล่งพลังงาน และเครือข่ายการขนส่งครอบคลุมยุโรปและเอเชียตะวันออก โดยรัสเซียพยายามที่จะเข้าควบคุมการขนส่งพลังงานและก๊าซจากทะเลสาบแคสเปี้ยน และเข้าควบคุมเส้นทางการขนส่งพลังงานจากตะวันออกสู่ตะวันตก

นอกจากนี้ รัสเซียกำลังเพิ่มสมรรถนะภาพทางทหารขึ้นเป็นอย่างมากหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต โดยได้มีความเคลื่อนไหวทางทหารหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมรบกับประเทศเพื่อนบ้าน และการเพิ่มกำลังทหารเข้าสู่แถบเทือกเขาคอเคซัส เพื่อเผชิญหน้ากับประเทศจอร์เจีย เพื่อแสดงให้เห็นถึงการครองความเป็นเจ้าในภูมิภาคทางทหารของรัสเซีย

ในเอกสารหน่วยงานข่าวกรองสหรัฐฯไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้ แต่ผมอยากจะฟันธงว่า ตะวันตกโดยมีสหรัฐฯเป็นผู้นำกำลังมียุทธศาสตร์ปิดล้อมรัสเซีย สหรัฐฯมองรัสเซียเป็นลบมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมองว่า นโยบายรัสเซียขัดแย้งกับตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้รัสเซียเป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐฯและตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ ความขัดแย้งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น และสงครามเย็นภาค 2 อาจจะเกิดขึ้นได้

คาบสมุทรบอลข่าน

เอกสารหน่วยงานข่าวกรองสหรัฐฯระบุว่า คาบสมุทรบอลข่านจะเป็นจุดอันตรายในปี 2008 โดยการประกาศเอกราชของโคโซโวจากเซอร์เบียจะทำให้ความขัดแย้งทางเชื้อชาติขยายตัว โดยจะทำให้ชาว Serb ที่อาศัยอยู่ในโคโซโว ลุกฮือขึ้นต่อต้าน รวมทั้งการต่อต้านจากเซอร์เบีย และอาจขยายตัวทำให้ความขัดแย้งทางเชื้อชาติลุกเป็นไฟขึ้นอีกครั้งในบอสเนีย นอกจากนี้ ชาว Albanian ในมาเซโดเนียและตอนใต้ของเซอร์เบียอาจกดดันเพื่อประกาศเอกราชหรือไปรวมชาติกับโคโซโว โดยสรุปแล้ว ผมขอมองเสริมว่า คาบสมุทรบอลข่านหลังการประกาศเอกราชของโคโซโวทำท่าจะลุกเป็นไฟ

จีน

ภัยคุกคามประเด็นสุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือ ภัยคุกคามที่จะมาจากจีน โดยรายงานข่าวกรองสหรัฐฯระบุว่า จีนกำลังผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจในระดับภูมิภาคและมีผลประโยชน์ในระดับโลก ขณะนี้จีนกำลังเข้าไปเกี่ยวพันกับในภูมิภาคต่างๆ ในโลก ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง โดยเฉพาะการเข้าถึงตลาด และแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและพลังงาน จีนกำลังดำเนินการทูตในเชิงรุก บุกเข้าไปในแอฟริกา และลาตินอเมริกา โดยเฉพาะเพื่อแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติและน้ำมัน ซึ่งทำให้อิทธิพลของจีนในภูมิภาคและในโลกเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการสร้างภาพว่า จีนจะเป็นประเทศผู้นำของประเทศกำลังพัฒนา
นอกจากนี้ รายงานข่าวกรองสหรัฐฯยังโจมตีจีนว่า ขายอาวุธให้กับประเทศต่าง ๆ ซึ่งนำไปสู่การไร้เสถียรภาพในแอฟริกา และลาตินอเมริกา รวมทั้งการขายอาวุธในตะวันออกกลางและการขายขีปนาวุธให้อิหร่าน นอกจากนี้ กองทัพจีนก็กำลังเพิ่มศักยภาพทางทหารขึ้นอย่างมาก

ดังนั้น ผมจึงขอสรุปว่า การผงาดขึ้นมาเป็นอภิมหาอำนาจของจีน สหรัฐฯกำลังมองว่าเป็นภัยคุกคาม เพราะจะเป็นการท้าทายการครองความเป็นเจ้าของสหรัฐฯในโลก สหรัฐฯจึงคงจะดำเนินนโยบายปิดล้อมจีนโดยเฉพาะทางทหารต่อไป