วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ภัยคุกคามสหรัฐปี 2010

ภัยคุกคามสหรัฐปี 2010
สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ปีที่ 57 ฉบับที่ 21 วันศุกร์ที่ 12 - วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 หน้า 32-33

ในช่วงต้นปีของทุกปี หน่วยงานข่าวกรองสหรัฐ จะมีการเผยแพร่เอกสารประเมินภัยคุกคามประจำปี คอลัมน์โลกทรรศน์ในวันนี้ จะสรุปวิเคราะห์เอกสารการประเมินภัยคุกคามประจำปี 2010 ดังนี้

ภัยคุกคามในอินเตอร์เน็ต

ปีนี้ เป็นปีแรกที่หน่วยงานข่าวกรองสหรัฐมองว่า ภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ คือภัยคุกคามในอินเตอร์เน็ต โดยบอกว่า ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ ขึ้นอยู่กับความมั่นคงปลอดภัยของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และข้อมูลที่อยู่ในเครือข่ายดังกล่าว ซึ่งขณะนี้กำลังถูกคุกคามอย่างหนัก

สหรัฐกำลังเผชิญหน้ากับภัยอันตรายในรูปแบบใหม่ ประสิทธิภาพของศัตรูเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่รัฐบาลขาดแผนที่สมบูรณ์เบ็ดเสร็จ ข้อมูลที่ละเอียดอ่อนถูกโจรกรรมทุกวันทั้งจากเครือข่ายของรัฐบาลและเครือข่ายของเอกชน สหรัฐกำลังเผชิญกับประเทศที่เป็นอริกับสหรัฐ หรือเป็นคู่แข่ง (จีนถูกกล่าวหามาตลอดว่า แฮกหรือโจรกรรมข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐเป็นประจำ) นอกจากนั้น ยังมีเครือข่ายการก่อการร้าย องค์กรอาชญากรรม โดยกลุ่มก่อการร้ายได้ประกาศชัดเจนว่า ต้องการโจมตีเครือข่ายอินเตอร์เน็ตของสหรัฐ ในขณะที่กลุ่มอาชญากร ก็ได้เพิ่มประสิทธิภาพขึ้นอย่างมากในการโจรกรรมข้อมูล กลุ่มอาชญากรทางอินเตอร์เน็ต ได้พยายามคิดค้นวิธีการใหม่ๆ ซึ่งทำให้การป้องกันเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนั้น ตามไม่ทัน อย่างเช่นในปี 2009 มีการใช้ Malware ซึ่งเทคโนโลยีการตรวจจับไวรัสก็ตามไม่ทัน ในปี 2008 ก็มี Conficker worm

ผมมองว่า ภัยคุกคามทางอินเตอร์เน็ตนั้น กำลังจะเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นเรื่อยๆในอนาคต เพราะกลุ่มที่ต้องการแฮกข้อมูลได้พัฒนาวิธีการใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเราตามไม่ทัน ข้อมูลบางเรื่อง ก็เป็นข้อมูลที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติ

การก่อการร้าย

เรื่องต่อมาที่หน่วยงานข่าวกรองสหรัฐให้ความสำคัญในปีนี้คือ ปัญหาการก่อการร้าย ซึ่งเป็นปัญหายืดเยื้อมาหลายปีแล้ว ปีที่แล้ว การก่อการร้ายยังคงมีอยู่ จึงนำไปสู่การตั้งคำถามว่า มาตรการต่อต้านการก่อการร้ายประสบความสำเร็จจริงหรือไม่ และในปีนี้ ภัยก่อการร้ายจะเพิ่มขึ้นหรือไม่

สหรัฐมองว่า กลุ่มก่อการร้าย Al Qaida ยังคงเป็นกลุ่มที่อันตรายที่สุด Al Qaida ยังคงมุ่งมั่นที่จะโจมตีแผ่นดินใหญ่สหรัฐ โดยเฉพาะการที่จะก่อวินาศกรรมแบบเหตุการณ์ 11 กันยา Al Qaida ยังคงมีความสามารถในการแสวงหาสมาชิกใหม่ๆเพิ่มขึ้น รวมทั้งการฝึกและวางแผนในการโจมตีสหรัฐ นอกจากนี้ สหรัฐวิตกกังวลเป็นอย่างมาก หาก Al Qaida สามารถที่จะมีอาวุธร้ายแรงอยู่ในครอบครอง โดยเฉพาะอาวุธเคมี อาวุธเชื้อโรค อาวุธกัมมันตภาพรังสี และอาวุธนิวเคลียร์

นอกจากนี้ กลุ่มสาขาย่อยของ Al Qaida ก็กระจายอยู่ทั่วโลก ที่สหรัฐวิตกกังวลคือ กลุ่ม Al Qaida ในคาบสมุทรอาระเบีย ซึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Al Qaida in the Arabian Peninsula (AQAP) จากการสอบสวนเหตุการณ์ที่จะระเบิดเครื่องบินสหรัฐในวันคริสต์มาสปีที่แล้ว พบว่าเป็นฝีมือของกลุ่มนี้ กลุ่ม AQAP ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ในประเทศเยเมน กำลังพยายามที่จะก่อวินาศกรรมทั้งในเยเมนและซาอุดีอาระเบีย

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มอื่นๆที่สหรัฐเฝ้าระวัง อาทิ กลุ่มก่อการร้ายในปากีสถานที่เชื่อมโยงกับ Al Qaida กลุ่มก่อการร้ายในอิรักที่มีอุดมการณ์ต่อต้านตะวันตกเช่นเดียวกับ Al Qaida และกลุ่ม Al Qaida ในแอฟริกาตะวันออก

ผมมองว่า ในปีนี้ ปัญหาการก่อการร้าย น่าจะยังคงลุกลามบานปลายไม่จบ ถึงแม้ว่า ปีที่แล้ว Obama จะได้ประกาศยุคใหม่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและโลกมุสลิมแล้วก็ตาม แต่การประกาศนโยบายดังกล่าว จะนำไปสู่การแก้ปัญหาการก่อการร้ายอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร

ภัยคุกคามจากอาวุธร้ายแรง

อีกเรื่องที่สหรัฐมองว่าเป็นภัยคุกคาม คือเรื่องการพัฒนาอาวุธร้ายแรง โดยเฉพาะการแพร่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์ รวมทั้งอาวุธเคมีและอาวุธเชื้อโรค

ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ เทคโนโลยีในการผลิตอาวุธร้ายแรงได้แพร่ขยายอย่างรวดเร็ว จึงเป็นการยากที่สหรัฐ จะสามารถป้องกันการแพร่ขยายของอาวุธดังกล่าว ขณะนี้ สหรัฐยังไม่สามารถระบุได้ว่า ประเทศใดที่ให้ความช่วยเหลือ ในเรื่องอาวุธร้ายแรงแก่ขบวนการก่อการร้าย แต่สหรัฐก็เป็นห่วงกังวลอย่างมากต่อแนวโน้มที่ผู้ก่อการร้ายจะมีอาวุธดังกล่าว

สำหรับในกรณีของอิหร่าน สหรัฐมองว่า อิหร่านละเมิดข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคง และยังคงเดินหน้าพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ สหรัฐประเมินว่า อิหร่านอาจจะพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจนก็ตาม

จากการประเมินล่าสุดพบว่า อิหร่านได้พัฒนาศักยภาพในเรื่องนิวเคลียร์เพิ่มขึ้น อุปกรณ์เพิ่มประสิทธิภาพแร่ยูเรเนียมที่เมือง Natanz ก็เพิ่มขึ้นจากจำนวน 3,000 เครื่อง เป็น 8,000 เครื่อง และอิหร่านยังได้สะสมแร่ยูเรเนียมถึง 1,800 กิโลกรัม นอกจากนี้ สหรัฐยังได้กล่าวหาว่าอิหร่านได้แอบสร้างโรงงานนิวเคลียร์แห่งที่สอง ที่เมือง Qom โดยทางสหรัฐสรุปว่า ขณะนี้อิหร่านมีความสามารถที่จะผลิตอาวุธนิวเคลียร์ และจะมีแร่ยูเรเนียมเพียงพอสำหรับการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

สำหรับในกรณีเกาหลีเหนือ สหรัฐมองว่า โครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ ถือเป็นภัยคุกคามอย่างมากต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออก นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังได้ส่งออกขีปนาวุธและวัตถุดิบอาวุธร้ายแรงให้กับอิหร่านและปากีสถาน และกำลังช่วยเหลือซีเรียในการสร้างโรงงานนิวเคลียร์ เกาหลีเหนือได้ทดลองอาวุธนิวเคลียร์ไปแล้วสองครั้ง สหรัฐมีนโยบายอย่างแน่วแน่ที่จะไม่ยอมรับการมีอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ และประเทศต่างๆในภูมิภาค ก็ต้องการให้คาบสมุทรเกาหลีปราศจากอาวุธนิวเคลียร์

ผมมองว่า ถึงแม้ปีที่แล้ว Obama จะได้เปลี่ยนนโยบายใหม่ต่ออิหร่านและเกาหลีเหนือ โดยหันมาใช้ไม้อ่อน คือนโยบายปฏิสัมพันธ์ และเริ่มเจรจากับอิหร่านและเกาหลีเหนือ แต่ขณะนี้ ผลของนโยบายปฏิสัมพันธ์ก็ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม ท่าทีของทั้งอิหร่านและเกาหลีเหนือก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง และไม่มีท่าทีที่จะยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์แต่อย่างใด

อัฟกานิสถานและปากีสถาน

ภัยคุกคามเรื่องใหญ่เรื่องสุดท้ายที่ผมจะสรุป คือ สงครามในอัฟกานิสถานและปากีสถาน
ในรายงานประจำปีของหน่วยงานข่าวกรองสหรัฐชี้ว่า การก่อการร้ายของนักรบตาลีบันในอัฟกานิสถาน กำลังเป็นอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ นักรบตาลีบันได้ขยายอิทธิพลจากทางตอนใต้ซึ่งเป็นเขตของชาว Pashtun ขึ้นมาทางเหนือของอัฟกานิสถาน

นอกจากนี้ กลุ่ม Al-Qaida ได้ร่วมกับนักรบตาลีบันในการก่อการร้ายในอัฟกานิสถานด้วย สหรัฐประเมินว่า น่าจะมีสมาชิก Al-Qaida ในอัฟกานิสถานหลายร้อยคน และนักรบตาลีบันอีกหลายพันคน

สำหรับในปากีสถาน ก็มีกลุ่มติดอาวุธร่วมกับ Al-Qaida ร่วมกันก่อวินาศกรรมและก่อการร้ายในปากีสถาน ทั้งนี้ นักรบตาลีบัน Al-Qaida และกลุ่มติดอาวุธปากีสถาน รวมตัวกันใช้ปากีสถานเป็นแหล่งซ่องสุมใหม่ของการฝึกและวางแผนการโจมตีสหรัฐและพันธมิตรทั่วโลก

สำหรับฝ่ายทหารของปากีสถาน กลับมองว่า กลุ่มก่อการร้ายจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับอินเดีย ซึ่งป็นคู่อริของปากีสถาน ดังนั้นฝ่ายทหารของปากีสถานจึงไม่เต็มใจที่จะปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายในปากีสถานให้สิ้นซาก

ดังนั้น กลุ่มก่อการร้ายตาลีบันในปากีสถานจึงกำลังขยายอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ และท้าทายรัฐบาลปากีสถานมากขึ้น จึงมีแนวโน้มว่า จะมีการก่อการร้ายและก่อวินาศกรรมมากขึ้นในเมืองต่างๆของปากีสถาน

ผมมองว่า สงครามต่อต้านการก่อการร้ายในอัฟกานิสถานอาจจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ แม้ว่าปีที่แล้ว Obama จะตัดสินใจเพิ่มจำนวนทหาร 30,000 คน แต่ก็เป็นเกมที่ค่อนข้างเสี่ยงมากว่าจะซ้ำรอยสงครามเวียดนาม ในปีนี้ จึงต้องจับตาดูว่า การบ้านชิ้นยากสุดของ Obama คือสงครามอัฟกานิสถานจะเป็นอย่างไร แต่ผมเดาว่า การที่สหรัฐหวังจะเอาชนะในสงครามอัฟกานิสถานคงไม่ใช่เรื่องง่าย

และสำหรับสงครามระหว่างปากีสถานกับนักรบตาลีบัน ก็กำลังเข้าสู่จุดวิกฤติ ขณะนี้ นักรบตาลีบันได้รุกคืบเข้าใกล้เมืองหลวงของปากีสถานมากขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้มีความหวาดวิตกมากขึ้น ถึงความมั่นคงปลอดภัยของอาวุธนิวเคลียร์ในปากีสถาน