วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2555

ความขัดแย้งจีน-สหรัฐฯ ปี 2011-2012

ความขัดแย้งจีน-สหรัฐฯ ปี 2011-2012

คอลัมน์โลกปริทรรศน์
29 มกราคม 2555

ยุทธศาสตร์เชิงรุกของสหรัฐฯต่อภูมิภาคเอเชีย ในช่วงปีที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาจากจีน ในหลายเรื่องด้วยกัน ซึ่งคงจะทอดยาวถึงปี 2012 นี้ โดยเรื่องที่ขัดแย้งกัน มีหลายเรื่องด้วยกัน ดังนี้

ฐานทัพสหรัฐฯในออสเตรเลีย

ในช่วงปลายปีที่แล้ว Obama ได้ประกาศที่จะส่งกองกำลังทหารมาประจำการที่เมือง Darwin ทางตอนเหนือของออสเตรเลีย ถือเป็นการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ทางทหารครั้งใหญ่ของสหรัฐฯต่อภูมิภาค

แผนการของสหรัฐฯทำให้จีนมีปฏิกิริยาไม่พอใจ โดยโฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน ได้ตั้งคำถามว่า การขยายพันธมิตรทางทหาร จะเหมาะสมกับเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาคได้อย่างไร ในขณะที่โฆษกกระทรวงกลาโหมจีน ได้โจมตีข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯกับออสเตรเลียว่า จะก่อให้เกิดผลเสียต่อผลประโยชน์โดยรวมในภูมิภาค และมองว่า การขยายพันธมิตรทางทหารระหว่างสหรัฐฯกับออสเตรเลีย ชี้ให้เห็นว่า สหรัฐฯยังคงมีแนวคิดแบบสงครามเย็นอยู่ (cold war mentality) นอกจากนี้ บทความในหนังสือพิมพ์ China Youth Daily ได้มองว่า การส่งกองกำลังทหารสหรัฐฯเข้าไปประจำการในออสเตรเลีย ซึ่งในอนาคตอาจจะขยายเป็นฐานทัพใหม่ในออสเตรเลียนั้น เท่ากับเป็นยุทธศาสตร์การปิดล้อมจีนอย่างชัดเจน

ทะเลจีนใต้

อีกเรื่องที่จีนไม่พอใจเป็นอย่างมาก คือ การที่สหรัฐฯเข้ามาแทรกแซงในกรณีความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ Obama ได้หยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นหารือในที่ประชุม East Asia Summit ในช่วงปลายปีที่แล้ว สื่อจีนได้โจมตีสหรัฐฯว่า วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของสหรัฐฯในการเข้ามาวุ่นวายในปัญหานี้ คือ เพื่อยุแหย่ให้จีนกับอาเซียนทะเลาะกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สหรัฐฯต่อภูมิภาค นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน ได้ตอกย้ำท่าทีของจีนว่า ความขัดแย้งดังกล่าว ควรจะเจรจาผ่านเวทีทวิภาคี และว่า การแทรกแซงจากประเทศที่ไม่เกี่ยวข้อง (สหรัฐฯ) จะไม่ช่วยในการแก้ปัญหานี้

พม่า

ในช่วงปีที่ผ่านมา สหรัฐฯได้ปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งใหญ่ต่อพม่า โดย Clinton ได้เดินทางไปเยือนพม่าในช่วงปลายปีที่แล้ว และกำลังเดินหน้าสู่การปรับความสัมพันธ์ให้กลับมาอยู่ในระดับปกติ อย่างไรก็ตาม สื่อจีน อาทิ Global Times ได้มองว่า ผลประโยชน์ของสหรัฐฯในการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพม่า คือ การป้องกันไม่ให้จีนใช้ประโยชน์จากท่อก๊าซและน้ำมันจากพม่า และมองว่า การเดินทางไปเยือนพม่าของ Clinton ทำให้จีนจะยิ่งกลัวว่า เป้าหมายของสหรัฐฯในเอเชีย คือ การโดดเดี่ยวและปิดล้อมจีน

ความขัดแย้งทางด้านเศรษฐกิจ

ในช่วงปี 2011 ความขัดแย้งทางด้านเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯกับจีน ก็ทวีความรุนแรงมากขึ้น สหรัฐฯได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายค่าเงินหยวนของจีน โดยเฉพาะในช่วงเดือนตุลาคม วุฒิสภาสหรัฐฯได้ผ่านร่างกฎหมายที่จะให้กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ กำหนดว่า ประเทศที่มีนโยบายทำให้ค่าเงินต่ำกว่าความเป็นจริง ถือเป็นการอุดหนุนการส่งออก ซึ่งจะต้องได้รับการตอบโต้จากสหรัฐฯ
กระทรวงต่างประเทศจีน ได้ออกมาตอบโต้ร่างกฎหมายดังกล่าวว่า เป็นมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และธนาคารกลางจีน ก็ได้บอกว่า ค่าเงินหยวนไม่ได้มีผลทำให้จีนได้ดุลทางการค้า และการเพิ่มค่าเงินหยวนก็จะไม่มีผลต่อดุลการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน โดยฝ่ายจีนแสดงความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง และมองว่าร่างกฎหมายดังกล่าว จะนำไปสู่สงครามการค้าระหว่างประเทศทั้งสอง

TPP

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นประเด็นความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ในช่วงปีที่ผ่านมา และคงจะต่อเนื่องถึงปี 2012 นี้ คือ การที่สหรัฐฯผลักดัน FTA ตัวใหม่ ที่มีชื่อย่อว่า TPP โดยได้มีการประชุมระหว่างสหรัฐฯกับอีก 8 ประเทศ ที่ฮาวาย เมื่อปลายปีที่แล้ว เพื่อบรรลุข้อตกลง TPP โดยจีนไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมในการเจรจา TPP

สื่อจีน ได้วิพากษ์วิจารณ์ TPP อย่างกว้างขวาง โดยมองว่า เป้าหมายของ TPP คือ การลดบทบาทของจีน และเพิ่มบทบาทการครองความเป็นเจ้าทางเศรษฐกิจในภูมิภาคของสหรัฐฯ โดยสื่อจีนมองว่า TPP จะมาแทนที่เอเปค และจะเป็นยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯในการปิดล้อมจีนทางเศรษฐกิจ

ไต้หวัน

สำหรับเรื่องสุดท้ายที่จีนกับสหรัฐฯขัดแย้งกันในช่วงปีที่ผ่านมา คือ การที่สหรัฐฯประกาศขายอาวุธให้กับไต้หวัน คิดเป็นมูลค่าเกือบ 6,000 ล้านเหรียญ ทำให้จีนไม่พอใจเป็นอย่างมาก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศจีน ได้เรียกทูตสหรัฐฯเข้าพบเพื่อทำการประท้วง และต่อมา กองทัพจีนก็ได้ยกเลิกและเลื่อนการแลกเปลี่ยนทางทหารกับสหรัฐฯ

กล่าวโดยสรุป จะเห็นได้ว่า สหรัฐฯกับจีนขัดแย้งกันหลายเรื่องในช่วงปีผ่านมา และความขัดแย้งเหล่านี้ คงจะขยายตัวต่อเนื่องในปี 2012 นี้ โดยมีแนวโน้มว่า ในปีนี้ ความขัดแย้งอาจจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ปัจจัยสำคัญ คือ ปี 2012 เป็นปีที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ และขณะนี้ ผู้สมัครทุกคนก็กำลังชูนโยบายต่อต้านจีนมาเป็นจุดขายในการหาเสียงเลือกตั้ง