วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2012 : ผลกระทบต่อโลก (ตอนที่ 2)


การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2012 : ผลกระทบต่อโลก (ตอนที่ 2)

ตีพิมพ์ไทยโพสต์ 
คอลัมน์กระบวนทรรศน์ 
ฉบับวันที่ 5 เมษายน 2555

                ในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ ประเด็นที่ชาวโลก และคนไทยสนใจ คือ การเลือกตั้งสหรัฐฯจะส่งผลกระทบต่อโลกและต่อไทยอย่างไร การที่จะตอบคำถามดังกล่าวได้ จะต้องวิเคราะห์ถึงแนวนโยบายต่างประเทศของผู้สมัคร ซึ่งขณะนี้ มีแนวโน้มว่า น่าจะเป็นการแข่งกันระหว่าง ประธานาธิบดี Obama กับ Mitt Romney ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน นโยบายต่างประเทศของ Obama เราก็คงจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่สำหรับคู่แข่งของ Obama คือ Romney เขามีแนวนโยบายต่างประเทศที่แตกต่างจาก Obama เป็นอย่างมาก โดยนโยบายต่างประเทศของ Obama อาจจะเรียกได้ว่า เป็นสายพิราบ แต่ของ Romneyนั้น เป็นสายเหยี่ยว คอลัมน์กระบวนทรรศน์ในวันนี้ จะวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศของ Romney และผลกระทบต่อโลก ดังนี้
                ภาพรวม
                แนวนโยบายต่างประเทศของ Romney เป็นแนวของพวกอนุรักษ์นิยมใหม่ ที่เน้นการมองโลกในแง่ร้ายและนโยบายสายเหยี่ยว ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในช่วงนี้ Romney ได้โจมตีนโยบายต่างประเทศของ Obama หนักขึ้นเรื่อยๆ โดยได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างประเทศของ Obama ว่า ทำให้สหรัฐฯอ่อนแอ Obama มียุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดในการไปอ่อนข้อให้กับอิหร่าน นโยบายที่ผิดพลาดในการกดดันอิสราเอลเพียงฝ่ายเดียว ในปัญหาปาเลสไตน์ และนโยบายที่ผิดพลาดต่อคู่แข่งของสหรัฐฯ โดยเฉพาะจีนและรัสเซีย นอกจากนี้ การตัดลดงบประมาณทางทหารของ Obama ก็ทำให้กองทัพสหรัฐฯอ่อนแอลง
                Romneyได้เสนอแนวนโยบายต่างประเทศใหม่ ที่จะทำให้อเมริกาแข็งแกร่ง พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับศัตรูและคู่แข่งของสหรัฐฯ โดยเฉพาะ จีน รัสเซีย และอิหร่าน โดยเขาได้กล่าวย้ำว่า ศตวรรษที่ 21 จะต้องเป็นศตวรรษของอเมริกา และเขาจะทุ่มเทอย่างเต็มที่ ที่จะทำให้ศตวรรษนี้ เป็นศตวรรษของอเมริกา และเขาจะไม่มีทางที่จะยอมกล่าวขอโทษต่อประเทศต่างๆ สำหรับความผิดพลาดของอเมริกา เหมือนกับที่ Obama ได้เคยทำ
               

รัสเซีย
                Romney ได้ประกาศกร้าวว่า รัสเซีย คือ คู่แข่งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์อันดับ 1 ของสหรัฐฯ และได้พาดพิงถึงการสนทนาระหว่าง Obama กับ Medvedev ในระหว่างการประชุมสุดยอดด้านนิวเคลียร์ที่เกาหลีใต้ เมื่อเร็วๆนี้ โดย Obamaได้กล่าวว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายของเขา หลังการเลือกตั้ง เขาจะมีความยืดหยุ่นมากกว่านี้” ซึ่ง Romney ได้วิพากษ์วิจารณ์คำพูดของ Obama อย่างรุนแรงว่า เท่ากับเป็นการอ่อนข้อให้กับรัสเซีย
Romney มองว่า 3 ปีที่ผ่านมา Obama ยอมรัสเซียมาโดยตลอด โดยเฉพาะการยกเลิกแผนการติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธที่โปแลนด์ ในขณะที่รัสเซีย ก็ยังคงมีท่าทีที่ต่อต้านสหรัฐฯในประเด็นปัญหาต่างๆของโลก อาทิ การสนับสนุนรัฐบาลซีเรีย Romneyได้กล่าวประชดประชันว่า “นี่แหละ คือ ผลของนโยบาย reset policy ของ Obama
                จีน
                ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง Romney ได้กล่าวโจมตีจีนอย่างรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และมองว่า Obama มีนโยบายที่ผิดพลาดต่อจีน โดยยอมอ่อนข้อให้กับจีนในทุกเรื่อง Romney จึงประกาศจะเพิ่มกำลังทางทหารของสหรัฐฯในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของจีน กดดันจีนในเรื่องสิทธิมนุษยชน และประกาศว่า ถ้าเขาได้เป็นประธานาธิบดี เขาจะผลักดันกฎหมายที่จะระบุว่า จีนเป็นประเทศที่มีนโยบายแทรกแซงค่าเงิน หรือ currency manipulator
                การมองจีนในแง่ร้ายของ Romney จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ หากเขาได้เป็นประธานาธิบดี จะทำให้ความสัมพันธ์ตึงเครียด และอาจถึงขั้นการเผชิญหน้า โดย Romney อาจจะมียุทธศาสตร์การตอบโต้จีนทางทหาร และนโยบายในเชิงแข็งกร้าวต่อจีน ซึ่งอาจจะนำประเทศทั้งสองไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้น
                Romney ได้เคยกล่าวว่า จีนที่มีรัฐบาลเผด็จการ ซึ่งกำลังจะรุ่งเรืองขึ้นมาทางเศรษฐกิจ จะเป็นปัญหาต่อสหรัฐฯ ต่อประเทศเพื่อนบ้าน และต่อโลกโดยรวม แนวคิดของ Romney เป็นไปตามแนวอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมใหม่ ที่มองว่า รัฐบาลเผด็จการคอมมิวนิสต์เป็นศัตรูสำคัญของสหรัฐฯ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ประเทศทั้งสองจะขัดแย้งกัน
Robert Kagan และ Aaron Friedberg ทีมที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศของ Romney มีความเห็นตรงกันว่า ระบบการเมืองจีนที่เป็นเผด็จการ จะทำให้มีการบิดเบือนในการวิเคราะห์ทางด้านยุทธศาสตร์ โดยจะทำให้รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน มองสหรัฐฯและพันธมิตรว่า กำลังมีแผนการอันชั่วร้ายที่จะปิดล้อมจีน ซึ่งจะทำให้จีนดำเนินยุทธศาสตร์ในการทำลายระบบพันธมิตรของสหรัฐฯในเอเชีย และสถาปนาเขตอิทธิพลของจีนขึ้นในภูมิภาค
                Romney จึงมองว่า ยุทธศาสตร์สหรัฐฯต่อจีน คือ จะต้องเน้นการสร้างความแข็งแกร่งทางทหาร ซึ่งจะเป็นหนทางเดียวเท่านั้น ที่จะป้องกันไม่ให้จีนผงาดขึ้นมาเป็นเจ้าครอบงำภูมิภาค และจะเป็นหนทางเดียวเท่านั้น ที่จะบีบให้จีนยอมรับบทบาทการเป็นผู้นำของสหรัฐฯในภูมิภาค
                อิหร่านและเกาหลีเหนือ
                นอกจากนี้ ประเทศที่เป็นภัยคุกคามสำคัญของสหรัฐฯ คือ อิหร่านและเกาหลีเหนือ ที่แอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ Romney ได้โจมตีนโยบายของ Obama ว่า ล้มเหลว ทั้งนโยบายต่ออิหร่าน และนโยบายต่อเกาหลีเหนือ
Romney ประกาศว่า ยอมรับไม่ได้ที่จะให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ และจะใช้เครื่องมือในทุกๆด้าน รวมทั้งเครื่องมือทางทหาร ในการจัดการกับอิหร่าน Romney ประกาศกร้าวว่า ถ้าชาวอเมริกันเลือก Obama เป็นประธานาธิบดีอีกสมัย อิหร่านก็จะมีอาวุธนิวเคลียร์ แต่ถ้าหากเลือกเขาเป็นประธานาธิบดี อิหร่านก็จะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์
                สำหรับในกรณีเกาหลีเหนือ Romney ก็มองว่า เกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามเช่นเดียวกับอิหร่าน โดยเฉพาะการที่เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาคเป็นอย่างมาก และได้โจมตีรัฐบาล Obama ว่า อ่อนแอต่อเกาหลีเหนือ

                อัฟกานิสถาน
                สำหรับเรื่องสุดท้ายที่ผมจะวิเคราะห์ คือ แนวนโยบายของ Romney ต่ออัฟกานิสถาน ซึ่งถือเป็นปัญหาปวดหัวเป็นอย่างยิ่งของสหรัฐฯ เพราะสงครามยืดเยื้อมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว และยังไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร
Romney ได้กล่าวโจมตี Obama ว่า ล้มเหลวในสงครามอัฟกานิสถาน และแม้ว่า ล่าสุด รัฐบาล Obama จะได้เปลี่ยนเป้าหมายในอัฟกานิสถานใหม่ จากการที่จะเอาชนะนักรบ Taliban ก็เปลี่ยนมาเป็นเป้าหมายที่จะเอาชนะ al-Qaeda ซึ่ง Romney ไม่เห็นด้วย และประกาศว่า สหรัฐฯจะต้องเอาชนะนักรบ Taliban ให้ได้ เพื่อทำให้อัฟกานิสถานมีเสถียรภาพ ก่อนที่สหรัฐฯจะถอนทหารออกมา
Romney ได้โจมตี Obama ว่า ผิดพลาดในการไปกำหนดเวลาที่จะถอนทหารออกมา คือ ภายในปี 2014 ซึ่งการประกาศเช่นนั้น ทำให้นักรบ Taliban อยู่ในสถานะได้เปรียบ โดย Taliban ก็จะทำสงครามยืดเยื้อไปเรื่อยๆ และรอที่จะให้สหรัฐฯถอนทหารออกไปภายในปี 2014
                กล่าวโดยสรุป แนวนโยบายต่างประเทศของ Romney เป็นแนวนโยบายอนุรักษ์นิยมแบบสุดโต่ง สายเหยี่ยว และต้องการใช้ไม้แข็งเป็นหลัก ดังนั้น หาก Romney ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ก็มีแนวโน้มว่า นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ จะมีความแข็งกร้าวมากขึ้น โดยอาจจะกลับไปคล้ายๆกับนโยบายในสมัยรัฐบาล Bush ซึ่งก้าวร้าวมาก ดังนั้น ผลกระทบต่อโลกที่เด่นชัด คือ โลกก็จะกลับเข้าสู่ยุคสมัยที่วุ่นวายและปั่นป่วนอีกครั้งหนึ่ง